กสิกรไทยโชว์ศักยภาพผู้นำกองทุนดันเอ็นเอวีสิ้นปีทะลุ2แสนล้านบาท


ผู้จัดการรายวัน(4 ตุลาคม 2548)



กลับสู่หน้าหลัก

บลจ.กสิกรไทยตั้งเป้าดันเอ็นเอวีทะลุ 2 แสนล้านภายในสิ้นปีนี้ หลัง 3 ไตรมาสแรกกองทุน รวมขยายตัวเกินเป้า ระบุมาจากตราสารหนี้ล้วนๆ เกือบ 50,000 ล้านบาท เผยเตรียมเข็น LTF-RMF กองใหม่ระดมทุนปลายปีนี้ พร้อมชูจุดเด่น เน้นออกกองทุนความเสี่ยงต่ำ ผสมผสานการเอาใจใส่ธุรกิจและจรรยาบรรณมากขึ้น หวังสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนระยะยาว

นางดัยนา บุนนาค กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของบริษัทภายหลังการปรับกลยุทธ์ใหม่ของบริษัทในเครือธนาคารกสิกรไทยว่า ที่ผ่านมาบริษัทมีความใกล้ชิดกับธนาคารมาโดยตลอด ทั้งในแง่ของการเป็นบริษัทในกลุ่มธนาคารกสิกรไทยและการเป็นตัวแทนขายหน่วย ลงทุนผ่านสาขา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี ภาพของนโยบายการเป็นบริษัทในเครือมีความ ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าได้เป็นอย่างดี ถึงการเป็นธนาคาร ที่มีความโปร่งใสและให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลค่อนข้างมาก

ทั้งนี้ ในส่วนของนโยบายการลงทุนนั้น คงไม่มี การเปลี่ยนแปลง โดยที่ยังคงสอดคล้องกับธนาคารดังเช่นในช่วงที่ผ่านมา โดยมีการขายหน่วยลงทุนผ่านสาขากว่า 90% สำหรับกองทุนรวม

"ต่อไปนี้ภาพจะชัดเจนขึ้น และจะได้รับการสนับสนุนจากธนาคารเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการออกแบบ ผลิตภัณฑ์ที่จะมีความใกล้ชิดและสอดคล้องกันมาก ขึ้น จากที่ต่างคนต่างทำในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งจะรวมไปถึงการประชาสัมพันธ์ร่วมกันหมดทั้งเครือ ด้วย วัตถุประสงค์ร่วมกันคือ การสร้างความพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า" นางดัยนากล่าว

สำหรับการดำเนินงานของบริษัทตั้งแต่ช่วงต้นปี นางดัยนา กล่าวว่า ปีนี้บริษัทขายหน่วยลงทุนสำหรับกองทุนรวมไปแล้วเกือบ 50,000 ล้านบาท โดยในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทมีอัตราการเติบโตประมาณ 30% จากเป้าเดิม 25% ทำให้มีการปรับประมาณการการขยายตัวในปีนี้ใหม่ ด้วยการ เพิ่มมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (เอ็นเอวี) ภายใต้การบริหาร ณ สิ้นปีเป็น 200,000 ล้านบาท จาก 150,000 ล้านบาทในช่วงต้นปี หรือขยายตัวประมาณ 33%

โดยกองทุนที่เปิดขายส่วนใหญ่ เป็นกองทุนรวมประเภทตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล โดยมีกองทุนหุ้นจำนวน 1 กองทุน คือ กองทุน เปิดรวงข้าว เซท 50 ซึ่งสามารถระดมทุนได้ค่อนข้าง น้อยประมาณ 200 ล้านบาทจากมูลค่าโครงการ 10,000 ล้านบาทเท่านั้น

ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นอยู่ในช่วงผันผวนทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุน แต่หลังจากที่ดัชนีปรับตัวดีขึ้นนักลงทุนกลับเสียดายที่ไม่ได้ลงทุน ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจริงๆ แล้วการลงทุนในหุ้นเป็นการลงทุนระยะยาวไม่อยากให้มองเพียงระยะสั้นๆ เพราะยังไงการลงทุนระยะยาวย่อมให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า โดยการลงทุนในกองทุนหุ้นของบริษัทในช่วง ที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 9% ซึ่งคาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 740 จุด

"ที่ผ่านมากองทุนหุ้นไม่โตมากนัก และลูกค้าก็ยังขายคืนหน่วยลงทุนมาอีกด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย โดยจากนี้ไปคงต้องให้ความรู‰แก่ผู้ลงทุน เพิ่มขึ้น เพื่อเปลี่ยนทัศนคติในเรื่องของการลงทุนเสียใหม่" นางดัยนากล่าว

ส่วนแผนการดำเนินงานในช่วง 3 เดือนที่เหลือ ของปีนั้น จะมีกองทุนออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้ที่จะออกมาอีกประมาณ 3-4 กองทุน เน้นการลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นเป็นหลัก รวมถึงกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดตั้งกองทุนรวม หุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อ การเลี้ยงชีพ (RMF) ในช่วงสิ้นปี โดยจะพิจารณาถึงความต้องการของนักลงทุนก่อน ทั้งนี้ กองทุนที่จะออกในช่วงต่อไป จะเน้นกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำสุดให้ผู้ลงทุนเลือกมากขึ้น รวมทั้งแนะนำกองทุน ที่เหมาะสมกับรูปแบบการลงทุนในแต่ละช่วงอายุด้วย

นางดัยนา กล่าวว่า สำหรับจุดเด่นของบริษัท จะเน้นการเอาใจใส่ธุรกิจที่เราทำมากขึ้น เพราะเป็นธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนเป็นหลัก พร้อมทั้งเน้นการทำตามจรรยาบรรณที่เป็นพื้นฐานสำคัญ รวมทั้งพัฒนาบุคลากรที่ทุ่มเทให้กับการทำงาน และบริการ ทำงานกันเป็นทีมมากขึ้นและพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยตลอดเวลา เพื่อรองรับการ แข่งขันในอนาคต


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.