พาลูกไปเล่นสกี

โดย วิรัตน์ แสงทองคำ
นิตยสารผู้จัดการ( ตุลาคม 2548)



กลับสู่หน้าหลัก

เมื่อเราต้องเดินทางไปในช่วงกลางฤดูหนาว ผมพูดทีเล่นทีจริงกับลูกๆ ว่า คงไม่มีอะไรทำดีไปกว่าการเล่นสกี พวกเขายึดถือเป็นเรื่องจริงจังอย่างมากขึ้นมาทันที ในที่สุดโปรแกรมเล่นสกีจึงกลายเป็น highlight ของการเดินทางครั้งนี้ ตั้งแต่เตรียมการอย่างเจาะจงใช้เวลามากที่สุดของการเดินทางท่องเที่ยว แม้ว่าการเดินทางจะจบลงไปแล้ว ลูกๆ ก็ยังพูดถึงอยู่เสมอ ที่สำคัญกลายเป็น theme ของสารคดีท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ตอนใหม่แตกต่างจากตอนแรก ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมของประสบการณ์ที่ตื่นเต้น เร้าใจ และบทเรียนชีวิตใหม่ๆ หลากหลายมิติที่เกิดขึ้นอย่างอัศจรรย์

เราเคยไปนิวซีแลนด์ครั้งแรก เมื่อ 4 ปีก่อน นอกจากจะเป็นการท่องเที่ยวในต่าง ประเทศของครอบครัวครั้งแรกแล้ว ยังถือโอกาสไปดูโรงเรียนให้ลูกด้วย (รายละเอียดอ่านใน "พาลูกไปเที่ยว ไปดูโรงเรียน" ที่ www.gotomanager.com หรือในหนังสือ "หาโรงเรียนให้ลูก") เมื่อต้นปีที่ผ่านมาบุตรชายคนโตอายุ 12 ขวบ ได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาที่นั่น ในระยะใกล้เคียงกัน บุตรชายคนเล็กอายุ 9 ขวบ จำต้องย้ายโรงเรียนจากระบบการศึกษาไทยไปอยู่โรงเรียนนานาชาติระบบอังกฤษในประเทศไทย ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่จะให้พวกเขามีโอกาสปิดเทอมตรงกันบ้าง ชีวิตครอบครัวของเราจะสามารถดำเนินไปอย่างปกติตามสมควร

การเดินทางครั้งนี้ตรงกับช่วงปิดเทอม ใหญ่โรงเรียนนานาชาติในบ้านเรา ซึ่งคร่อมกับการปิดเทอมกลางปีประมาณ 2 สัปดาห์ ของโรงเรียนในนิวซีแลนด์ แผนการจึงกำหนด ขึ้นล่วงหน้าอย่างตายตัว แม้ภรรยาของผม จะรู้สึกลำบากใจบ้าง เผอิญช่วงนั้นบริษัทที่เธอทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ข่าว takeover กิจการด้านพลังงานที่ดูครึกโครมระดับโลกเกิดขึ้นในช่วงนั้นพอดี เธอบอกว่า อ่านจากหนังสือพิมพ์บนเครื่องบินทั้งขาไปและขากลับ มีสีสันกว่าเรื่องเล่าผ่านโทรศัพท์ทางไกลข้ามประเทศเสียอีก

นอกจากจะถือว่าไปเยี่ยมบุตรคนโต สมาชิกครอบครัวมีโอกาสอยู่พร้อมหน้า และท่องเที่ยวด้วยกันเกือบ 20 วันแล้ว ขากลับไปส่งลูกเข้าโรงเรียนตอนเปิดเทอม เราตั้งใจใช้เวลาอีกสัก 2-3 วัน ดูชีวิตความเป็นอยู่ของ นักเรียนประจำ เป็นส่วนหนึ่งของการติดตาม ผลการศึกษาของบุตรคนโตให้รอบด้านขึ้น เราได้มีโอกาสร่วมประชุมผู้ปกครอง พบและสนทนากับครูใหญ่ ครูประจำวิชาเกือบทุกวิชา Housemaster (ครูผู้ดูแลหอพัก) แม้กระทั่ง Matron (แม่บ้านประจำหอพัก) ฯลฯ ถือเป็น การปิดท้ายการเดินทางที่ดูมีประโยชน์ เป็น การเป็นงานมากทีเดียว

การเดินทางครั้งใหม่แตกต่างจากครั้งที่แล้วประการหนึ่ง ตรงที่เรามีเวลามากกว่า เลยตั้งใจเที่ยวทั่วทั้งเกาะเหนือและเกาะใต้ ได้นัดหมายให้บุตรคนโตนั่งเครื่องบินขนาด 20 ที่นั่ง จากเมืองขนาดกลางของเกาะใต้ มาพบกันที่ Auckland International Airport จากนั้นเดินทางด้วยรถยนต์ที่ไกลที่สุดของ ครอบครัวเรา ด้วยระยะทางมากกว่า 4,000 กิโลเมตร จึงเริ่มต้นขึ้น

การเดินทางครั้งก่อนผมกำหนดแผน การค่อนข้างละเอียด จากการศึกษาหาข้อมูล ด้วยตนเองอย่างมากมาย เสมือนเป็นการเดินทางของผมคนเดียวที่นำภรรยาและบุตรพ่วงไปด้วย ความคิดของผมตกผลึกมากขึ้นว่า การเดินท่องเที่ยวของครอบครัว เป็นกระบวน ความคิดที่ละเอียดอ่อน ด้วยการแชร์ความคิด ความเข้าใจ เป้าหมาย และความต้องการของ สมาชิกทุกคนในครอบครัว เป็นการท่องเที่ยว ที่ละเมียดละไมและมีคุณค่ามากกว่าการเดินทางของคนคนเดียว

ด้วยเหตุนี้โปรแกรมการเดินทางครั้งใหม่จึงยืดหยุ่นตามสถานการณ์ ผมบอกกับพวกเขาว่า แผนการส่วนตัวของผมมีอยู่อย่างเดียว เมื่อมีโอกาสแวะเมืองที่มีโรงเรียนมัธยม และ/หรือมหาวิทยาลัย ผมขอแวะดูความจริง แล้ว นอกจากจะหาข้อมูลเพิ่มเติมในฐานะผู้เขียนหนังสือ "หาโรงเรียนให้ลูก" ในใจผมอยากให้บุตรทั้งสองมีจินตนาการเชื่อมโยง จากโรงเรียนถึงมหาวิทยาลัยบ้าง แต่ผมก็ไม่ได้บอกสิ่งนี้แก่พวกเขาตรงๆ

ผมตัดสินใจยกเลิกแผนการส่วนตัวอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Wine Tour ที่ชื่นชอบ ไม่บังคับให้ลูกต้องเข้าพิพิธภัณฑ์ อันเป็นสูตรสำเร็จ ฯลฯ แม้กระทั่งจะนั่งร้านกาแฟ Robert Harris ที่ว่ากันว่า เป็นภาพสะท้อนไลฟ์สไตล์ใหม่ของชาวกีวี ที่มีความเป็นอเมริกันมากขึ้น เชนร้านกาแฟนิวซีแลนด์ บุคลิกใหม่นี้เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ในขณะที่การดื่มชาแบบอังกฤษดั้งเดิม กลับซ่อนตัว อย่างเงียบๆ ในบ้าน ผมอยากสัมผัสบรรยา กาศการต่อสู้ระหว่างร้านกาแฟท้องถิ่นกับเชน ใหญ่ระดับโลกอย่าง Starbucks ซึ่งแข่งขันกันเปิดสาขาในจำนวนพอๆ กัน ประมาณ 40 แห่ง ด้วยประสบการณ์ตรง แต่ผมก็เลือก ที่จะเฝ้ามองอยู่ห่างๆ

จะว่าผมไม่ได้ศึกษาข้อมูลการเดินทาง ท่องเที่ยวคราวนี้เลยก็ไม่เชิง มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมศึกษามากเป็นพิเศษ ก็คงเดากันได้ มันเป็นความจำเป็น สกีเป็นเรื่องใหม่ที่ผมไม่มีความรู้มาก่อน อย่างไรก็ตาม ได้พบว่าแง่มุมที่เป็นจริง ซับซ้อน มีสีสันมากกว่าการศึกษาก่อนการเดินทางพอสมควรทีเดียว

ในที่สุดเราเลือกจะไป Cardrona Alpine Resort อยู่ระหว่าง Queenstown กับ Wanaka ที่เกาะใต้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางแหล่งสกีที่ดีที่สุดของนิวซีแลนด์

ลูกๆ บอกว่า พวกเขาต้องการไปถึงจุดหมายให้เร็วที่สุด การเดินทางสู่เป้าหมายอีก 1,500 กิโลเมตร ตามแผนการที่ยืดหยุ่นเริ่มต้นในทันที โดยช่วงแรกใช้เวลาเพียง 4 วันพร้อมๆ กับการ "ขี่ม้าชมสวน" บนเกาะ เหนือ จากนั้นตะบึงอีก 2 วันบนเกาะใต้ เราผ่านเมืองสำคัญๆ ตามรายทางจาก Auck- land ผ่าน Hamilton ค้างคืนที่ Rotorua ผ่าน Tuapo ค้างคืนที่ Turangi และ Wellington จากนั้นต้องข้ามฟากด้วยเรือเฟอร์รี่ไปเกาะใต้ เริ่มเดินทางต่อทันทีจาก Picton ค้างคืนที่Kaikoura โดยขาไปตัดสินใจไม่แวะ Christ-church แล้วขับรถช่วงไกลที่สุดจนค่ำที่Dunedin ใช้เวลาอีกค่อนวัน ก็ถึงจุดหมายของ บุตรชายทั้งสอง

ที่จริงการท่องเที่ยวเกาะเหนือในกลาง ฤดูหนาว ก็ไม่ค่อยสะดวกและสนุกอยู่แล้ว เราเจอฝนตกเกือบตลอดทาง ไม่ว่าจะเป็น Auckland หรือ Rotorua เผชิญลมแรงอย่างมากที่ริมทะเลสาบ Taupo และที่ Windy Wellington ซึ่งเป็น Nickname ของ Wellington

อย่างไรก็ตาม มีเหตุการณ์ตื่นเต้นอยู่บ้างเหมือนกันในช่วงขับรถผ่าน Desert road วิวข้างทางด้านขวามือ เป็นเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุม ภาพแหล่งสกีสำคัญของเกาะเหนือ สร้างบรรยากาศเร้าใจพอสมควร และดูเหมือนจะเร้าใจขึ้นอีก เมื่ออุณหภูมิลดต่ำมาก มีป้ายจราจรเตือนให้ระวังหิมะและ น้ำค้างแข็งเป็นระยะๆ แล้วสัญลักษณ์แปลกๆ ปรากฏที่หน้าปัดรถยนต์ สังเกตว่าเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศา มีสัญญาณไฟสีเหลืองรูปหิมะขึ้น (ต่อมาอ่านคู่มือรถยนต์แปลว่า หิมะอาจตก) ทำเอาตกใจกันพอประมาณ ยิ่งเมื่อลงต่ำกว่า 0 องศา จะกลายเป็นสัญญาณสีแดง (หิมะอาจตกมากที่สุด แต่ความจริงไม่ได้ตก) อีกด้วย ที่สำคัญเราจะต้องรีบจัดการกับระบบอุณหภูมิในรถ ให้สัมพันธ์กับอากาศภายนอก มิฉะนั้นจะขับรถด้วยความลำบาก เพราะหมอกเกาะกระจกหน้าอย่างรวดเร็วจนมองไม่เห็นทาง

การศึกษาคู่มือรถยนต์ ก่อนการขับรถในฤดูหนาวในต่างประเทศ จึงจำเป็นอย่างมาก ประสบการณ์การขับรถของคนไทยที่ถือว่าชำนาญที่สุดในโลกชาติหนึ่ง ใช้กับประสบการณ์ใหม่นี้ไม่ได้ทั้งหมด

ผมเคยอ่านสารคดีขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์มาหลายเรื่อง (ส่วนใหญ่มิได้ขับในช่วงฤดูหนาว) มักจะเล่าต่อๆ กันว่า หากมีน้ำค้างแข็งเกาะ กระจกรถยนต์ในตอนเช้า ผู้เขียนส่วนใหญ่มักเสนอแนะว่า ก่อนการเดินทางให้ใช้น้ำอุ่นราดจึงจะละลายได้ ความจริงรถยนต์ชั้นดีทั่วไปในประเทศนี้ มีระบบละลายน้ำค้างแข็งหรือหิมะที่เกาะกระจกรถอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องลงแรงขนาดนั้นเลย

เราเพิ่งรู้ว่าช่วงที่เราเดินทางนี้ มิใช่ low season โดยเฉพาะในเมืองที่มีแหล่งสกี เรียกได้ว่าเป็น high season ด้วยซ้ำ ช่วงเวลาปิดเทอมกลางปีของโรงเรียนและมหา วิทยาลัยในนิวซีแลนด์ ถือป็นเทศกาลเล่นสกี อันตื่นเต้น และคึกคักของชาวกีวี แหล่งสกีเกือบ 20 แห่งทั่วประเทศเปิดอย่างพร้อมเพรียงกันในช่วงนั้นพอดี เรามีบทเรียนมาแล้วครั้งหนึ่งที่เกาะเหนือ ความคิดที่ว่าพักเมืองเล็กค่าที่พักมักจะถูกกว่าเมืองใหญ่นั้นไม่ถูกต้องเสมอไป เราไม่รู้ละเอียดว่า Turangi เมืองขนาดเล็กที่ดูสงบ แต่เป็นเมืองน่าอยู่นั้นอยู่ใกล้ ski field ของเกาะเหนือมากที่สุด นอกจากไม่ถูกแล้วกว่าจะหาที่ได้ต้องใช้เวลาจากบ่ายถึงค่ำทีเดียว เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ ซ้ำรอยอีกครั้งจนได้ที่ Queenstown

ประสบการณ์การเดินทาง ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงครั้งก่อน (ต้นเดือนเมษายนถึงปลายเดือนพฤษภาคม) แตก ต่างจากการเดินทางในช่วงกลางฤดูหนาว (ฤดูหนาวของประเทศในแปซิฟิกใต้อยู่ระหว่าง เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน) มากทีเดียว

แม้เราจะหาที่พักจนได้ แต่ก็ต้องนอน ห้อง studio ในคืนแรก แล้วจึงขยับมาเป็น family unit (2 ห้องนอน) ตามปกติในวันต่อๆ มา

ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่า ลูกจำเป็นต้อง เล่นสกี (สำหรับตนเองไม่มีความคิดจะเล่น แม้แต่น้อย) ผมไม่ได้เกรงใครจะว่าใช้ชีวิตที่ดัดจริต แต่ผมคิดว่าสกีมิใช่กีฬาของคนไทย ที่ประเทศของตนเองแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีฤดูหนาว ต้องเสียเวลา เสียเงินเรียน แล้วโอกาสได้เล่นมีน้อยมาก มันจะคุ้มหรือ ดูมันเรียนยากพอควรนะลูก แค่ไปดูๆ แล้วถ่ายรูป น่าจะพอแล้ว ลูกไม่ได้โต้แย้งกับผมโดยตรง เด็กให้เหตุผลจากการกระทำ พวกเขามุ่งมั่น และตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อ เด็กๆ ไม่มีคำพูดที่ยืดยาวเช่นผู้ใหญ่อย่างเรา แต่ที่แน่ๆ พวกเขาทำให้เรารู้ว่ามีแรงบันดาลใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างกล้าหาญ พร้อมเผชิญความท้าทาย ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ แม้มีโอกาสเพียงช่วงเวลาสั้นๆ

หลังการเดินทางครั้งนี้แล้ว ผมมาคิดได้ว่าผู้ใหญ่มักจะมีกรอบในการเรียนรู้ ด้วยความอคติ ความกลัว และอ้างอิงผลประโยชน์ อย่างหยาบๆ ในขณะที่เด็กๆ มีความฝันมีแรงบันดาลใจที่เป็นประกาย เป็นการเรียนรู้ เพื่อเข้าใจตนเอง ปรับตัวเองเข้ากับประสบ การณ์ใหม่ๆ ยิ่งผมได้อ่านบทความของครูใหญ่ โรงเรียนที่บุตรคนโตเรียนด้วยแล้ว ยิ่งกินใจ เขาอ้างหนังสือเล่มที่ผมยังไม่ได้อ่าน Fathering from the Fast Lane เขียนโดย Bruce Robinson มีเนื้อหาตอนหนึ่งที่คมคาย "Children need to be accepted and supported as individuals regardless of their academic success, physical ability, sporting prowess, personality, moods, morals or beliefs. This acceptance is often difficult for high-achieving fathers" ผมยอมรับในทันทีว่า ผมคงไม่ใช่พ่อที่ประสบ ความสำเร็จ

Cardrona Alpine Resort เป็น ski field ยอดนิยม และมีขนาดใหญ่ ได้ชื่อว่ามีบรรยากาศที่สวยงาม เหมาะสำหรับครอบครัว เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเด็กโดยเฉพาะมากกว่าที่อื่นๆ ผมใช้เวลาศึกษา พอสมควรกว่าจะตัดสินใจเลือกที่นี่ ไม่ว่าจะ เป็นการเดินทางที่ไม่ยากจนเกินไป มีโปรแกรม การสอนสำหรับ first timer ที่น่าสนใจ อย่างไร ก็ตาม ก่อนการเดินทางประมาณ 1 เดือนเศษ ก็ต้องลุ้นว่าจะเปิดบริการทันเวลาที่เราไปถึงหรือไม่ ปีนี้อากาศนิวซีแลนด์ร้อนกว่าปกติ หิมะตกช้ากว่าฤดูหนาวปีก่อนๆ ski field หลายแห่งต้องเลื่อนเวลาเปิดออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า ปกติแล้วมักจะเปิดกันประมาณกลาง เดือนมิถุนายน แต่เอาเข้าจริง ส่วนใหญ่เปิดกันประมาณกลางเดือนกรกฎาคม เราโชคดีที่ไปถึง Cardrona เปิดบริการแล้ว

นอกจากนี้ต้องอาศัยโชคอีกด้วย เนื่อง จากเรามีเวลาค่อนข้างจำกัด โอกาสพลาดการ เล่นสกีย่อมมีมาก ถ้าในวันนั้นอากาศไม่ดี การปิด-เปิด เขาตัดสินใจกันวันต่อวัน ดังนั้นก่อนออกเดินทางในตอนเช้า ควรต้องเช็กสภาพ ski field ให้ดีเสียก่อน จะได้ไม่เสียเที่ยว นักท่องเที่ยวประเภท "ขี่ม้าชมสวน" เช่นพวกเราต้องทำใจกับกฎข้อนี้ แต่นับว่า เราโชคดี แม้จะมีปัญหาบ้างเหมือนกันแต่การเรียนการเล่นของลูกๆ ก็เป็นไปตามแผน

บรรยากาศที่ Queenstown ในฤดูหนาวคึกคักกว่าตอนปลายฤดูใบไม้ร่วงมากทีเดียว เมืองเล็กๆ ที่มีฉากหลังเป็นเทือกเขาที่เต็มไปด้วยหิมะ ดูเป็นใจอย่างยิ่ง ผู้คนมีสีสันด้วยเสื้อผ้ากันหนาว ร้านรวงเปิดต้อนรับ นักท่องเที่ยวกันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวกับเล่นสกี ร้านเรียงรายตลอดแนวถนนใจกลางเมืองเลยทีเดียว คนหนุ่มสาว เดินไปเดินมาขวักไขว่เข้าออกตลอดเวลา หลายคนเพิ่งลงมาจาก ski field อยู่ในชุดเล่นสกีเปรอะหิมะ บางคนหอบหิ้วเครื่องเล่นสกี หรือ snowboard มาด้วย ภรรยาของผมตาไวเสมอในเรื่องที่เกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ เธอบอกว่า ค่าเช่าอุปกรณ์สกีที่นี่ถูกกว่าบน ski field เป็นเท่าตัว ดูเหมือนเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ของพ่อแม่ที่รวดเร็วกว่าลูกๆ เรื่องหนึ่ง ที่จำได้เราตัดสินใจเช่าอุปกรณ์ที่จำเป็นจากร้านเหล่านี้ ซึ่งไม่มีความยุ่งยากแม้แต่น้อย

เท่าที่สังเกต เราพบนักท่องเที่ยวชาวเอเชีย มีเพียงวัยรุ่นญี่ปุ่นกลุ่มเดียวบน Cardrona พวกเขาและเธอพยายามสนทนาภาษาอังกฤษ ที่ฟังดูไม่ค่อยจะเอาไหน เดาเอาว่าคงเพิ่งมาเรียนที่นี่ ทว่ากลับเล่น snow- board กันเก่งไม่แพ้ชาวกีวี ส่วนนักท่องเที่ยว ชาวไทยเราไม่เจอเลย ซึ่งต่างจากการเดินทาง เที่ยวที่แล้ว เจอกันแทบทุกเมืองที่เราไปเยือน บางครั้งเราก็รู้สึกแปลกแยกอยู่เหมือนกันที่เป็น "หัวดำ" ไม่กี่คนที่นั่น โดยเฉพาะที่ ski field

เป็นครั้งแรกที่ผมขับรถบนถนนที่มีความยากลำบากที่สุดก็ว่าได้ แม้จะคิดว่าได้เลือก ski field ที่เดินทางไม่ยากนัก แต่ก็นับว่าหนักหนากว่าที่จินตนาการไว้พอควร การเดินทางเริ่มต้นจาก Queenstown ไปสัก 20 กิโลเมตร ก็เริ่มไต่เทือกเขา นอกจากจะเป็นถนนสองเลนเล็กที่รถสวนกันค่อนข้างยากแล้ว ถนนเส้นนั้นหักศอกไต่เชิงเขาติดต่อ กันหลายลูก หากอยู่เลนนอก ผมมักไม่มองลงไปยังหุบเขาเบื้องล่าง ที่ลึกอย่างน่ากลัว แต่ก็ยังไม่น่าหวาดเสียวเท่าช่วงที่เข้าเขต ski field ถนนช่วงนั้นยาวกว่า 10 กิโลเมตร เป็นดินลูกรัง แคบๆ หากคุณได้ดูสารคดี Royal tour ทาง Discovery channel สารคดีท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ (นำมาฉายซ้ำ 2 ปีแล้ว) นำเที่ยวโดยนายกรัฐมนตรี Helen Clark มีตอนหนึ่งขับรถบนถนนลูกรังที่แคบและชัน ผมว่าไม่แตกต่างจากเส้นทางสู่ Cardrona ski field เท่าใดนัก

ผมขับรถพาลูกๆ ออกจากเมืองตอนเช้าตรู่ในวันที่อากาศหนาวอุณหภูมิ -2 ในเมือง และ -6 บนภูเขา วันนี้ท้องฟ้าสีน้ำเงิน ดูสดใสสวยงาม เราชะล่าใจเลยไม่เช็กสภาพอากาศบนภูเขา เมื่อไปถึงทางเข้าถนนลูกรังซึ่งถือเป็นปากทางเข้า Cardrona ski field เจ้าหน้าที่เรียกรถทุกคัน แล้วถามว่า "คุณมีโซ่ติดรถมาด้วยหรือเปล่า วันนี้อาจจะมีหิมะตก" เมื่อผมพยักหน้า เธอจึงโบกมือให้ผ่านไปได้ด้วยดี ขณะที่อีกหลายคันต้องจอดเสียเวลาเช่าโซ่จากตรงนั้น

โซ่ (snow chains) มีไว้สวมล้อรถ ในขณะที่ขับบนถนนที่มีหิมะตก หรือถนนปกคลุมด้วยหิมะ ซึ่งผมได้ความรู้ใหม่ว่า กรณี ใช้โซ่นั้นต้องมีหิมะหนาพอสมควร คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับ "ปอด" อย่างผม ย่อมเตรียม พร้อมไว้แล้ว มีเกร็ดอยู่เรื่องหนึ่งที่ควรรู้หากคุณเช่าที่อื่น (โดยเฉพาะทางเข้า ski field) จะเสียค่าเช่าแพงกว่าบริการเสริมของรถเช่าถึง 2-3 เท่าทีเดียว

จากนั้นผมค่อยๆ ขับตามรถคันอื่นๆเป็นขบวนต่อกันยาวนับกิโลเมตร ทยอยกันขึ้นเขา ถนนค่อนข้างแฉะและลื่นมากๆ ใน บางช่วง โชคดีที่นานๆ จะมีรถวิ่งสวนสักคัน เราจึงสามารถใช้ทางได้กว้างกว่าปกติ ยิ่งขึ้นสู่ภูเขาสูงมากขึ้นเท่าใด อากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ก้อนเมฆลอยอยู่ต่ำมาก ในที่สุดเราก็ขับไปในบริเวณที่ปกคลุมด้วยเมฆหนา เมื่อใกล้ถึงที่หมายเหมือนหมอกลงจัดที่มองเห็นไม่เกิน 50 เมตร ที่สำคัญลมก็ค่อนข้างแรงอีกด้วย ประสบการณ์ครั้งแรกของเรา ดูจะไม่ราบรื่นนัก

แต่ลูกๆ ของเราก็สามารถเข้าคอร์สเรียน snowboard ได้ เนื่องจากบริเวณที่เรียนอยู่ใกล้กับตัวรีสอร์ตและมีครูดูแลตลอด เวลา ขณะที่นักเล่นทั่วไปเริ่มทยอยกลับกันแล้ว ลานสกีย่อย และ Lift หลายแห่งที่ไกลออกไปถูกสั่งปิดกะทันหัน ผู้คนอัดแน่นกันในร้านอาหารของรีสอร์ต ซึ่งมีอยู่ 3 แห่ง อากาศหนาวเย็นกว่าปกติ จากนั้นไม่นานหิมะ ก็เริ่มตก อย่างไรก็ตาม คอร์สการเรียนก็ยังดำเนินต่อไปจนจบ

การขับรถขากลับต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หิมะตกมาลงบนถนนพอสมควร เพียง ทำให้ถนนลื่นมากกว่าตอนขามา แต่ก็ยังไม่พอ จะต้องใช้โซ่ ยิ่งขับตามรถที่ไปก่อนนับสิบคันด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวัง เพราะ ถนนถูกบดให้เละมากขึ้น ผมถูกแนะนำให้ใช้ เกียร์ต่ำด้วยความเร็วไม่เกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

มันช่างตรงกันข้ามกับวันต่อมาอย่างสิ้นเชิง ท้องฟ้ามืดครึ้มปกคลุมเมือง Queens- town เราใจคอไม่ค่อยดี เกรงว่าอากาศจะเลว กว่าเมื่อวาน แต่เมื่อเช็กก็ได้รับคำตอบว่า ski field เปิดตามปกติ เราไม่ใคร่จะวางใจอยู่ดี เพราะรู้ดีว่าอากาศเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ครั้นเมื่อขับรถมาถึงปากทางเข้าแหล่งสกี เจ้าหน้าที่กลับส่งยิ้มกว้าง พร้อมโบกมือให้ เราขับรถเข้าไป โดยไม่สนใจไถ่ถามเหมือน วันวาน ยิ่งเมื่อขับรถสูงขึ้นไปบนยอดเขา เมฆที่มองเห็นแต่แรกลอยอยู่ต่ำกว่าเรามาก ท้องฟ้าเหนือ ski field สดใสสวยงาม หิมะปกคลุมส่องแสงสีขาวกระจ่างมองนานๆ จะแสบตา จึงเข้าใจเหตุผลที่นักเล่นสกีทุกคนต้องสวมแว่นกันแดดสีชา วันนี้อากาศดีมากไม่หนาวจนเกินไป และเป็นวันที่สนุกมากสำหรับลูกๆ เพราะเขาเริ่มเล่น snowboard เป็นแล้ว ตั้งแต่บ่ายวานนี้พวกเขาบอกว่าจะขออยู่เล่นจน กว่า ski field ปิดเลยทีเดียว

ผมกับภรรยานั่งรอลูก โดยยึดห้องอาหารของรีสอร์ต บางแห่งสามารถมองเห็นการเล่นของพวกเขาอย่างชัดเจน เรามิใช่สามี ภรรยาคู่เดียวที่ทำเช่นนั้น แม้แต่ชาวกีวีเอง ก็มีหลายคู่ที่นั่งอ่านหนังสือ และเฝ้าดูลูกหลายคนลงไปถ่ายรูปและให้กำลังใจลูกเป็นระยะๆ เช่นเดียวกับเรา บางคนสนทนากับเรา เล่าประสบการณ์การเล่นสกีให้ฟังอย่างเป็นกันเอง บางคนก็มากันเป็นกลุ่มใหญ่ เด็กๆ เรียนคอร์สเบื้องต้น พ่อแม่และปู่ย่ามาด้วย พบว่าคนอายุ 50 กว่าปี ยังมีไฟเล่นสกีกันไม่น้อย นี่คือประเทศที่ได้ชื่อว่าผู้คนให้ความสำคัญกับกีฬากลางแจ้งมากที่สุดประเทศหนึ่ง

ผมกับภรรยาเรียนรู้ว่าเมื่อเรามีลูกที่ยังเป็นเด็ก เราต้องทำตัวกระฉับกระเฉง ต้อง ปรับตัวเข้ากับพวกเขา ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ บ้างในบางครั้ง การปรับตัวของ เรามีเป้าหมายที่เด่นชัดตามประสาพ่อแม่ทั่วไป ซึ่งแตกต่างจากเด็กๆ ที่เป็นตัวของเขา เอง มีเป้าหมายเฉพาะของพวกเขาเอง ผมต้องขับรถไกลที่สุดในชีวิต ต้องใช้ความกล้า ในการดั้นด้นไปในที่ยากลำบากที่ตนเองไม่เคยทำมาก่อน ขณะที่เรายอมให้ลูกท้าทายกับสิ่งใหม่ๆ ขณะเดียวกันเรา (โดยเฉพาะภรรยา) ก็มักจะสอนลูกให้เข้าใจถึงการใช้ชีวิต อย่างสมเหตุสมผลจากตัวอย่างจริง ลูกๆ ก็ควรเรียนรู้จากเราด้วยเช่นกัน

ภรรยาของผมมักจะเรียนรู้และมีบทเรียนเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ดีเสมอในฐานะนักการเงิน วันแรกเมื่อเราค้นพบว่าอาหาร และเครื่องดื่มที่รีสอร์ตแพงมาก เธอบอกผมว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย เธอวิเคราะห์ว่า ค่าขนส่งก็ไม่ได้ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันสังเกตเห็นว่า ผู้คนชาวกีวีจำนวนไม่น้อยเตรียมอาหารมาทานกันเอง เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อหมือนกันว่าชาวกีวีนิยมทานบะหมี่สำเร็จรูปเช่นเดียวกับคนเอเชีย ผู้คนซึ่งฝังหัวว่าตนเองเป็นยุโรป คงเรียนรู้เช่นกันว่า ในวันที่พวกเขาสนุกกับกิจกรรมกลางแจ้งนั้น อาหารแบบเอเชียเหมาะกับพวกเขามากที่สุด ห้องอาหาร ski field เอง ก็มีน้ำร้อนไว้บริการฟรีด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยในวันต่อมาเราได้เตรียมอาหารของเรามาเอง ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่ หรือน้ำอัดลม โดยไม่ยอม เสียเงินแม้แต่เหรียญเดียว

เราซื้อ Multi-day first-time package (snowboard) ให้บุตรทั้งสองสำหรับ 2 วัน รวมทั้งค่าใช้สถานที่ (lift) ครูสอน 2 วัน ประมาณ 5 ชั่วโมง และค่าอุปกรณ์ (ไม่รวมชุดเสื้อผ้า หมวกกันน็อก แว่นกันแดด ซึ่งเรา เช่ามาจากในเมือง) ไว้ด้วยกัน

ลูกๆ ต้องการเรียน snowboard ซึ่งดูโลดโผน ท้าทาย และเล่นยากกว่าสกีพอสมควร "มันเป็นกีฬาที่ใช้ร่างกายทุกส่วนได้อย่างสมดุล" ลูกๆ บอกกับแม่เช่นนั้น เมื่อถูกถามว่า การเล่น ski กับ snowboard แตก ต่างกันอย่างไร พวกเขาเข้าไปอยู่ในกลุ่มที่ไม่เคยเล่นมาก่อน มีทั้งผู้ใหญ่จนถึงเด็ก แต่ส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุระหว่าง 8-15 ปี กลุ่มละประมาณ 5-6 คน

ลูกของเราเป็นเพียงเด็กต่างชาติ 2 คน ที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ครูสอนสกี คงไม่ได้เรียนการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 เป็นแน่ และย่อมไม่สามารถจะมาดูแลเด็กไทย 2 คน เป็นกรณีพิเศษได้ เราถือโอกาสนี้ทดสอบความสามารถภาษาอังกฤษของลูกด้วย ผมคิดว่าทั้งสองสอบผ่านด้วยดี

ภายใต้เงื่อนไขและสถานการณ์ที่เท่าเทียมกัน พิสูจน์ให้เห็นว่าเด็กไทยมิได้มีปัญหา ความสามารถโดยเฉพาะการเรียนรู้ เมื่อเทียบมาตรฐานระดับโลก ทั้งๆ ที่ พวกเขาเป็นคนต่างชาติ ทั้งอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ทั้งหมดอีกด้วย เพียงไม่ถึงครึ่งวันพวกเขาก็สามารถเล่นได้เองบางระดับ ผมไม่อยากจะบอกว่า ลูกของเราเรียนรู้ได้เร็วกว่าคนอื่นๆ โดยเฉลี่ยด้วยซ้ำ

ผมคิดว่า พวกเขาจะมีชีวิตแห่งการเรียนรู้อย่างท้าทายในโลกที่มีความหลากของเผ่าพันธุ์ เช่นเดียวกับเด็กไทยยุคจากนี้ไปคงไม่อยู่เฉพาะในสถานการณ์บน ski field ที่นานๆ จะมีโอกาสสักครั้งเท่านั้น

แม้จะยอมรับว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และรุนแรงกว่าที่คิดไว้ แต่คนรุ่นเรามักมองโลกยุคใหม่ด้วยความวิตก และหวาดกลัวเสมอ ซึ่งบางคนอรรถาธิบายว่า อาจจะมาจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของคนรุ่นเรา ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้เงาของ Anglo-Saxons ผมไม่อยากจะเชื่อเช่นนั้น แต่ก็ไม่สามารถหาคำอธิบายที่ดีกว่าได้

พวกเขาย่อมไม่เหมือนคนรุ่นเรา พวก เขาสามารถเรียนรู้ ต่อสู้ และปรับตัวกับโอกาส ที่เปิดกว้างอย่างไม่เคยมีมาก่อน แม้ความท้าทายจะเพิ่มมากขึ้น แต่พวกเขาก็พร้อมเผชิญหน้าด้วยความรู้ ความสามารถ และที่สำคัญด้วยความกล้า ขอเพียงแต่คนรุ่นเรา พยายามเข้าใจพวกเขาให้มากขึ้น สนับสนุนพวกเขาอย่างเต็มกำลัง

นี่ต่างหาก คือความเชื่ออันหนักแน่นของผม


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.