|

ดีแทคเล็งเทรดในตลท.คู่สิงคโปร์
ผู้จัดการรายวัน(20 กันยายน 2548)
กลับสู่หน้าหลัก
"ดีแทค" ตั้งบล.ไทยพาณิชย์เป็นที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ก่อนสิ้นปี 2548 นี้ หวังรับสิทธิด้านภาษีหลังจากประสบความสำเร็จในการจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ ระบุเป็นบริษัทแห่งแรกที่จดทะเบียนและมีหุ้นซื้อขายในตลาดหุ้น 2 แห่ง
บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่า บริษัทมีแผน ที่จะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคู่กับการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์แห่งสิงคโปร์ ซึ่งจะทำให้ดีแทคเป็นบริษัทแรกและบริษัทเดียวของไทยที่มีหลักทรัพย์ซื้อขายได้ทั้ง 2 ตลาด โดยบริษัทได้แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินสำหรับการเสนอขายหุ้นแก่นักลงทุนทั่วไปและการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
สำหรับหุ้นที่จะนำมาเสนอขายให้กับนักลงทุนทั่วไปนั้น บริษัทจะได้รับหุ้นคืนจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หลังจากที่บริษัทดังกล่าวยังได้ปรับลดค่าเชื่อมโยงโครงข่ายจำนวนทั้งสิ้น 16.4 ล้านหุ้น เพื่อเป็นการยุติข้อพิพาทดังกล่าว ดังนั้นดีแทคจึงจะเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นในการออกหุ้นใหม่ เพื่อเสนอขายให้กับนักลงทุนไทย โดยบริษัทจะนำหุ้นดังกล่าวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
อย่างไรก็ตาม เพื่อมิให้เกิดปัญหาที่มีสัดส่วนการถือครองหุ้นของบริษัทโดยนักลงทุนต่างชาติเกินกว่า 49% บริษัทมุ่งหมายที่จะทำให้การ จดทะเบียนเสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2548 แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามมติเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นรวมทั้งการอนุมัติเห็นชอบจากหน่วยกำกับดูแลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
สำหรับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น นอกจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้ามาถือหุ้นในดีแทคซึ่งเป็น บริษัทชั้นนำในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นการเพิ่มภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร และยังทำให้บริษัทได้รับประโยชน์ทางภาษีในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นเวลา 5 ปีติดต่อกัน แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆที่เกี่ยวข้องด้วย
ส่วนวัตถุประสงค์ของการระดมทุนครั้งนี้ บริษัทจะนำเงินที่ได้จากเสนอขายหลักทรัพย์ไปชำระหนี้ การขยายการลงทุนในอนาคต หรือค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย
ขณะเดียวกัน การนำหุ้นเข้าจดทะเบียนทั้งสองตลาดยังเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทจากการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงตลาดทุนทั้งในประเทศสิงคโปร์และประเทศไทย พร้อมกับเป็นการเพิ่มความสนใจให้เกิดแก่นักลงทุนและสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ ทั้งยังทำให้บิรษัทมีความคล่องตัวด้านการเงินเพิ่มมากขึ้นสำหรับรองรับแผนงานในอนาคตอีกด้วย
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|