|

ภัทรลดเป้าจีดีพีเหลือ3.4%แนะลงทุนตลาดหุ้น-เงินปันผลสูงกว่า44%
ผู้จัดการรายวัน(11 สิงหาคม 2548)
กลับสู่หน้าหลัก
บล.ภัทร มองเศรษฐกิจไทยปีนี้โตแค่ 3.4% ต่ำกว่าคาดการณ์ของแบงก์ชาติที่ระดับ 3.5-4.5% พร้อมระบุอีก 3-5 ปีข้างหน้า จีดีพีมีโอกาสโตได้ 6% ภายใต้การส่งออก นำเข้าสมดุลกันที่ 15-16% ส่วนปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 3.6 พันล้าน เหรียญสหรัฐ ด้านตลาดหุ้นไทยยังน่าลงทุน เหตุผลตอบแทนด้านเงินปันผลสูงถึง 44% แต่พี/อี เรโช ต่ำเพียง 7 เท่า โดยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง และพลังงาน
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ และประธานฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวถึง แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2548 ว่า ในช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวขึ้น หลังจากที่มูลค่าการนำเข้าน้ำมันของประเทศใกล้ชะลอตัวลงเนื่องจากผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว ขณะที่ การส่งออกน่าจะฟื้นตัวทำให้ดุลบัญชี เดินสะพัดดีขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวในครึ่งปีหลัง และจะส่งผล ดีต่อตลาดหุ้นให้ปรับเพิ่มขึ้นด้วย
ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจในปีนี้น่าจะเติบโตเฉลี่ยที่ 3.4% และเพิ่มขึ้น เป็น 4% ในปี 2549 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของธนาคาร แห่งประเทศไทย (ธปท.) ก่อนหน้า นี้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตในอัตรา 3.5-45% ขณะที่ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะอยู่ที่ประมาณ 3-4 พันล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ในระยะเวลาอีก 3-5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้อย่างดีที่สุดในอัตรา 5-6% โดยการเติบโตดังกล่าวต้องอยู่บนสมมติฐานที่มีการส่งออกที่โต ขยายตัว 15% มีการนำเข้าที่เติบโต 15-16% และมีการลงทุนที่เติบโต 15%
สำหรับปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศนั้น นายศุภวุฒิ กล่าวว่า ปีนี้ไทยจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 2% ของจีดีพี หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ และในอนาคต 3-5 ปีข้างหน้าอาจจะ ขาดดุลมากกว่า 3-4% ของจีดีพี ซึ่ง รัฐบาลควรที่เน้นการบริหารการลงทุน ให้ดีเพราะแม้จะมีการขาดดุล 3-4% แต่ถ้าเป็นการบริหารที่มีประสิทธิภาพ ก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ ซึ่งในอดีต ไทยยังเคยขาดดุลถึง 5% แต่ทางการก็ยังบริหารจัดการได้
ด้านปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น มองว่าถ้าราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นจะอยู่ที่ 64 เหรียญต่อบาร์เรล จะทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัวลง 0.5% ซึ่งบริษัทเชื่อว่าราคาน้ำมันในอนาคตจะยังอยู่ในระดับที่สูง เนื่องจากมีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ จะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนของนักลงลดลงด้วยเนื่อง จากบริษัทจดทะเบียนต้องนำรายได้ส่วนหนึ่งไปซื้อพลังงาน
ส่วนกรณีการปรับค่าเงินหยวนของจีน หลังจาก ปรับเพิ่มขึ้นไปแล้ว 2.10% ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่าในที่สุดแล้วจีนจะต้องปรับค่าเงินหยวนขึ้นไปถึง 10% และเชื่อว่าในระยะยาวจะส่งผล ทำให้ค่าเงินในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจในภูมิภาคขยายตัวได้ช้าลง เพราะการส่องออกสุทธิทำได้น้อย
"การคาดการณ์ดังกล่าว เชื่อว่าจะทำให้มีนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นในภูมิภาคเพื่อหวังกำไร จากการเพิ่มขึ้นของค่าเงิน ซึ่งก็จะมีผลต่อการลงทุน ในตลาดหุ้นในภูมิภาคด้วย แต่ยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าจีนจะปรับเพิ่มค่าเงินหยวนอีกครั้งในช่วงใด"
ด้านนายเอียน กิสบอร์น รองกรรมการผู้จัดการหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ภัทร กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดที่น่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบ กับตลาดหุ้นในแถบภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากค่า P/E ยังต่ำเพียง 7 เท่า ขณะที่อัตราผลตอบแทนเงินปันผล ยังอยู่ในระดับที่สูงถึง 44% รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ประกาศออกมาในช่วงครึ่งปีแรก ส่วนใหญ่อัตราการเติบโตของกำไรยังขยายตัวทำให้ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมานักลงทุนต่างประเทศยังเป็นผู้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยโดยตลอด
อย่างไรก็ดี การลงทุนในตลาดหุ้นไทยควรเลือก ลงทุนในหุ้นบางกลุ่ม โดยภัทรเพิ่มน้ำหนัก การลงทุนในหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง พลังงาน และเกษตร ขณะเดียวกัน ได้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่ม อสังหาริมทรัพย์ บันเทิง และขนส่ง สำหรับการลงทุนในระยะยาวแนะนำซื้อหุ้นขนาดใหญ่ เช่น ปตท. ปตท.สผ. ปูนซิเมนต์ไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย แอดวานซ์ เป็นต้น
สำหรับดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้บล.ภัทรมองว่ายังน่าจะเป็นไปได้ที่ระดับ 720 จุด เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวยังมีความแข็งแกร่ง แต่การเก็งกำไรในตลาดหุ้นไทยก็ยอมรับว่ายังมีอยู่
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|