ปูนใหญ่เตรียมรุกธุรกิจกระดาษในอาเซียนเล็งขยับขึ้นราคาหลังเจอพิษน้ำมันพุ่งกระฉูด


ผู้จัดการรายวัน(5 สิงหาคม 2548)



กลับสู่หน้าหลัก

กลุ่มธุรกิจกระดาษและบรรจุภัณฑ์ในเครือปูนใหญ่พร้อมรุกตลาดในอาเซียน เล็งร่วมทุนหรือควบกิจการธุรกิจกระดาษในประเทศมาเลเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่พอควร ลั่นเตรียมจ่อคิวขยับขึ้นราคากระดาษหลังเจอพิษน้ำมันพุ่ง แต่ยังไม่ขึ้นราคาช่วงนี้

นายเชาวลิต เอกบุตร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เยื่อกระดาษสยาม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมกระดาษและบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคนี้มีการเติบโตในอัตราที่สูง จึงเป็นโอกาสที่ดีของเครือซิเมนต์ไทยที่จะมองลู่ทางการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจและตลาดใหญ่พอสมควร

"รูปแบบการลงทุนในธุรกิจนี้ของเครือจะเน้นเข้าไปร่วมลงทุนหรือควบรวมกิจการ เพื่อไม่ให้เกิดสภาพการแข่งขันที่แย่ลงไปกว่าเดิม เนื่องจากปัจจุบันประเทศดังกล่าวมีกำลังการผลิตกระดาษเกินความต้องการอยู่แล้ว สำหรับวงเงินที่จะใช้ในการลงทุนนั้นไม่มีลิมิต ขึ้นอยู่กับโอกาสลงทุน เพราะปูนซิเมนต์มีศักยภาพในการลงทุนมากพอ ส่วนสัดส่วนการถือหุ้นจะต้องเกิน 50% เพื่อที่จะมีอำนาจในการบริหารงานได้"

นายเชาวลิตกล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาที่จะลงทุนตั้งโรงงานผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ รวมไปถึงกระดาษพิมพ์เขียนที่เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่น่าสนใจ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจดีแต่การใช้กระดาษน้อย และที่ผ่านมา ทางปูนซิเมนต์ไทยมีส่วนแบ่งตลาดธุรกิจกระดาษในเวียดนามเป็นอันดับ 1 โดยส่งไปจำหน่ายที่เวียดนาม คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 13-14% จากปริมาณความต้องการใช้กระดาษรวม 4 แสนตัน คาดว่าจะเป็นการสร้างโรงงานใหม่ เนื่องจากเครื่องจักรผลิตกระดาษของเวียดนามค่อนข้างล้าสมัย

นอกจากนี้ ทางปูนซิเมนต์ไทยก็ส่งออกกระดาษคราฟท์ไปมาเลเซียคิดเป็นมาร์เกตแชร์ 5% ของมูลค่าตลาด 7-8 แสนตันต่อปี ซึ่งถือว่ามาเลเซียมีขนาดตลาดค่อนข้างใหญ่ และการพัฒนาตลาดเป็นไปด้วยดี ซึ่งเราก็สนใจที่จะไปลงทุนผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ ส่วนที่ฟิลิปปินส์ ได้ลงทุนในโครงการผลิตกระดาษคราฟท์ขนาด 2 แสนตันมาแล้วหลายปี โดยโรงงานดังกล่าวเดินเครื่องผลิตเต็มที่ ซึ่งขณะนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะลงทุนขยายโรงงานหรือจะควบรวมกิจการกับผู้ผลิตกระดาษคราฟท์รายอื่นๆ ในฟิลิปปินส์ ภายหลังจากโรงงานดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มมีกำไรจากการดำเนินงานในปีหน้า

สำหรับวัตถุดิบคือเยื่อกระดาษ ทางเครือกำลังพิจารณาที่จะเข้าไปลงทุนเช่นกัน โดยมองประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย เพื่อนำไปใช้ในโรงงานกระดาษของเครือในต่างประเทศ

ส่วนการลงทุนในประเทศไทย ล่าสุดได้ลงทุนสร้างโรงงานผลิตกระดาษเพิ่มขึ้นอีก 3 โรง คือ โรงงานผลิตกล่อง 2 โรงงานและที่เหลือเป็นโรงงานกระดาษบรรจุภัณฑ์ ใช้เงินลงทุนเกือบ 3 พันล้านบาท หลังจากโรงงานผลิตกระดาษของเครือเดินเครื่องจักรเต็มที่มาเป็นเวลา 2-3 ปี และแนวโน้มการส่งออกของไทยที่ขยายตัวดีขึ้นทำให้ความตอ้งการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นตาม

นายเชาวลิตกล่าวอีกว่า จากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตกระดาษของเครือเพิ่มสูงขึ้นพอสมควร โดยเฉพาะค่าขนส่ง แต่เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงทำให้การปรับราคากระดาษทำได้ยาก ซึ่งราคากระดาษได้ทรงตัวมาเป็นระยะเวลานาน 3 ปีแล้ว อย่างไรก็ตาม หากราคาเชื้อเพลิงมีการปรับขึ้นมากกว่านี้ ทางเครือก็คงจะต้องมีการปรับขึ้นราคากระดาษในอนาคต แต่ขณะนี้จะประคองราคาขายไว้ระยะหนึ่งก่อน

ปัจจุบันราคากระดาษคราฟท์อยู่ที่ตันละ 1.8 หมื่นบาท และกระดาษพิมพ์เขียนราคาตันละ 3.5 หมื่นบาท ซึ่งราคากระดาษพิมพ์เขียนในภูมิภาคนี้ได้ปรับขึ้นไปใกล้เคียงภูมิภาคอื่นๆ ของโลก


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.