วันนี้ผู้บริหารชายซึ่งครอบครองอุตสาหกรรมหนังอเมริกัน
ต้องหลีกทางให้แก่ 3 ผู้บริหารหญิง ผู้พกพาความเชื่อมั่นและ
ความเป็นตัวของตัวเองมาเต็มร้อย...พร้อมขบวนหนังฮิต
"ฉันเป็นผู้เชี่ยวชาญการเป็นโสเภณี" ครั้งหนึ่ง Shirley Maclain นักแสดงหญิงชื่อดังเคยกล่าว
เธอกำลังพูดถึงบทบาทอันจำกัดที่นักแสดงหญิงของ Hollywood ได้รับ แม้ว่าหลายปีที่ผ่านมา
เหล่าดาราหญิงจะได้แสดงบทบาทที่หลากหลายมากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังกล้องยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก
จากสถิติที่ Martha M. Lauzen ศาสตรา จารย์หญิงแห่งมหาวิทยาลัย San Diego
State University รวบรวมไว้เมื่อไม่นานมานี้ระบุชัดว่า ในจำนวนหนังชั้นดี
250 เรื่องที่ออกฉายในปี 2001 90% เป็นผลงานของผู้กำกับชาย ในขณะที่จำนวน
ของผู้กำกับหญิง (รวมถึงนักเขียนหญิง) กลับลดจำนวนลงจากปีก่อนหน้า
ตัวเลขนี้เตือนให้เราไม่ลืมว่า อุตสาหกรรม หนังอเมริกันยังคงอยู่ในกำมือของผู้ชาย
อย่างไรก็ตาม เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่จำนวนครึ่งหนึ่งของสตูดิโอยักษ์ใหญ่สุดของ
Hollywood มีผู้บริหารสูงสุดเป็นผู้หญิง Sherry Lansing กำลังจะฉลองการครองตำแหน่งประธาน
Paramount Pictures ครบ 10 ปี
เธอเป็นผู้บริหารหญิงที่ปกครองสตูดิโอยักษ์ใหญ่แห่งนี้ด้วยกำปั้นเหล็กในด้านงบประมาณ
เช่นเดียวกัน ผู้บริหารหญิงรุ่นน้องอีก 2 คน คือ Amy Pascal แห่ง Columbia
และ Stacey Snider แห่ง Universal ต่างก็เป็นที่รู้จักกันดีถึงความเก่งกล้าสามารถที่ไม่มีอะไรด้อยกว่าผู้บริหารเพศตรงข้ามแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะเมื่อมีงบประมาณการสร้างและทำตลาดหนังมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์เป็นเดิมพัน
ผู้บริหารหญิงทั้งสามต่างเลือกที่จะใช้ความเป็นผู้หญิงในการทำงาน และมีสไตล์การบริหารที่อ่อนโยน
อย่างผู้หญิงทั้งสามต่างประสบความสำเร็จอย่างสูง และกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลใน
Hollywood
ในห้วงเวลาที่อุตสาหกรรมหนังอเมริกันกำลังเข้าสู่ยุครุ่งเรืองยิ่งกว่ายุคไหนๆ
"ผู้หญิง 3 คนนี้กำลังบริหารบริษัทที่ผลิตสินค้า ซึ่งมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมอย่างสูง"
Laura Ziskin ผู้อำนวย การสร้างหนังฮิต Spider-Man กล่าวถึงเธอทั้งสาม
"นั่นคือสิ่งที่ต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ เพราะพวกเธอ ทำในสิ่งที่แตกต่างไปจากที่ผู้ชายทำ
และสิ่งที่พวกเธอทำนั้นมีอิทธิพลต่อสังคม" ต่อไปนี้คือผู้หญิง 3 คน ซึ่งเป็นผู้กำหนดว่า
คุณจะใช้เวลาในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้อย่างไร
A m y P a s c a l
พูดกันเล่นๆ ว่า คุณสามารถ จะรู้ได้ว่าวันนี้ Pascal กำลังอารมณ์ ดีหรือไม่ดีได้ง่ายๆ
แค่ดูจากทรงผมของเธอ ถ้าวันไหนเธอมาในผมตรงล่ะก็วันนั้นเป็นวันที่แย่สำหรับเธอ
แต่ ถ้าวันไหนผมสลวยมาแต่ไกลแสดงว่าวันนั้นเธอมีความสุขเป็นพิเศษ
แต่ทุกวันนี้ ผมเธอยุ่งทุกวัน ไม่ใช่เพราะอารมณ์ไม่ดี แต่เพราะเธอไม่ค่อยจะมีเวลาดูแลทรงผมเท่าไร
หลังจากเธอและสามี Bernard Weinraub ซึ่งเป็นนักข่าว New York Times เพิ่งได้ลูกคนแรก
ด้วยผลงานหนังฮิตติดต่อกันหลายเรื่องอย่าง Panic Room, Spider-Man และ
Men in Black 2 ทำให้ประธานสาวแห่ง Columbia Pictures ในสังกัด Sony ผู้นี้
สามารถทำรายได้ที่ box office ได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์แล้วสำหรับปีนี้ปีเดียว
บางคนใน Hollywood อาจตั้งข้อสงสัยถึงผลกำไรของหนังประเภทที่ใช้ดาราค่าตัวแพงและลงทุนด้าน
special effect สูง แต่หนังหลายเรื่องล่าสุดของ Pascal ทำลายสถิติหนังทำเงินทุกสถิติ
"คนดูต้องการความตื่นตาตื่นใจ" Pascal วัย 44 ยืนยันอย่างเชื่อมั่น
Pascal ผู้มีบุคลิกแบบหญิงสาวสวยรวยเสน่ห์ สร้างชื่อขึ้นมาจากการทำหนังที่เรียกกันว่า
"หนังผู้หญิง" ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ในฐานะกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ (Vice
President) ของ Columbia ในขณะนั้น เธอเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังหนังฮิต
อย่าง Single White Female และ A League of Their Own
ผู้บริหารสาวของสตูดิโอยักษ์ใหญ่ผู้นี้ชอบงานที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นพิเศษ
"Amy เป็นคนที่มีอารมณ์หลากหลาย" ผู้อำนวยการสร้างชายคนหนึ่ง ซึ่งเพิ่งร่วมงานกับ
Pascal เมื่อเร็วๆ ให้ความเห็นถึงเธอ "ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่เธอเป็นคนที่พร้อมจะกระโจนลงมาลุยงานร่วมกับคุณได้ทุกเมื่อ"
เส้นทางสู่ความเป็นใหญ่ของ Pascal ไม่ได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ แม้ว่าเธอจะได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน
Columbia ในปี 1999 แต่ดูเหมือนว่าเธอยังขาดคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นผู้บริหารสตูดิโอที่ทำเงิน
หนังวัยรุ่นหลายเรื่องของเธอในเวลานั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า และยังมีผลงานอีกหลายเรื่องที่ไม่เข้าตากรรมการ
เช่น 28 Days หนัง drama ปี 2000 ที่อุตส่าห์ได้ Sandra Bullock นักแสดงหญิง
ระดับซูเปอร์สตาร์มานำแสดง การเดาว่าเมื่อไรเธอจะถูก Sony ไล่ ออกจากตำแหน่งประธาน
Columbia กลายเป็นงานอดิเรกสนุกปากประจำวันของชาว Hollywood
"ฉันต้องคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะสามารถบริหารบริษัท ให้เจริญก้าวหน้า และในขณะเดียวกันก็สามารถจะซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเองได้ด้วย"
Pascal ผู้เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วย อาชีพเลขานุการกล่าว
"เราทำงานที่เห็นผลลัพธ์ทันตา ทุกครั้งที่มีหนังเรื่องหนึ่งออกมา จะมีผลลัพธ์อยู่เพียง
2 อย่างคือ คนดูชอบหรือไม่ชอบ พวกเราก็จะนั่งล้อมวงแล้ววิเคราะห์การตัดสินใจทุกๆ
จุดที่ผ่านมา ของเราว่าถูกต้องแค่ไหน และแต่ละครั้งได้ส่งผลอย่างไรต่อภาพรวมทั้งหมด
สิ่งที่เราไม่ได้ทำคือ เอาหัวซุกทรายแล้วแกล้งทำเป็นว่าทุกอย่างไปได้สวย
ฉันขอให้ทีมงานแจ้งต่อทุกๆ คนให้เขียน สิ่งที่พวกเขาไม่ชอบในตัวฉัน ซึ่งทำให้ฉันรู้ว่า
พวกเขาคิดยังไงกับฉันจริงๆ นี่อาจเป็นวิธีการแบบผู้หญิง เพราะเราไม่มีอีโก้"
จุดเปลี่ยนของ Pascal มาถึงในช่วงปลายปี 2000 เมื่อหนังเรื่อง Charlie's
Angels หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ "นางฟ้า ชาร์ลี" ซึ่ง Columbia สร้างร่วมกับบริษัท
Flower Films ของ Drew Barrymore นักแสดงสาวคนดังผู้ร่วมแสดงเป็นหนึ่งในนางฟ้าฯ
ด้วย ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม
"ถามว่าเราเคยสร้างหนังที่ไม่ควรสร้างบ้างมั้ย ใช่ เราเคยทำหนังที่ไม่ควรทำ
แต่ไม่ใช่เราคนเดียวที่เคยพลาด" John Calley ประธาน Sony Pictures นายของ
Pascal กล่าว
"แต่ความหนักแน่นของ Amy น่าทึ่งมาก เธอเป็นผู้บริหารสตูดิโอที่ยอดเยี่ยมที่สุด
เท่าที่ผมเคยเห็นมา" คาดกันว่า Columbia จะประสบความสำเร็จอย่างงดงามอีกครั้งในปีหน้า
จากภาคต่อของ Charlie's Angels, Bad Boys 2 และ S.W.A.T นอกจากนี้ ยังมีที่รอจ่อคิวโกยเงินแน่ๆ
อย่าง I Dream of Jeannie "ทุกคนบอก ว่าฉันทำ 'หนังผู้หญิง' เวลาที่หนังนั้นไม่ทำเงิน
แต่เมื่อหนังนั้น ทำเงิน ก็ไม่มีใครเรียกมันอย่างนั้นอีก" Pascal กล่าว
S t a c e y S n i d e r
ถ้าคุณต้องเฟ้นหานักแสดงสาวที่จะมารับบทประธานหญิงแห่ง Universal คนนี้แล้วล่ะก็
ตัวเลือกที่ดีที่สุดของคุณเห็นจะไม่พ้น Reese Witherspoon นักแสดงสาวผู้ถนัดบทที่สามารถกำใจคนดู
ได้ในทันทีและตรงไปตรงมา
ด้วยวัยเพียง 41 ปี Snider เป็นผู้บริหารหญิงที่อายุน้อยที่สุดใน ผู้บริหารสตูดิโอหญิงทั้งสาม
เช่นเดียวกับผู้บริหารหญิงอีกหลายคน ใน Hollywood Snider ไม่ชอบให้ ใครมาเรียกเธอว่า
"หญิงเก่ง" หรือพูดอะไรที่พาดพิงถึงเพศของเธอ (และด้วยเหตุนี้ เธอจึงปฏิเสธไม่ยอมให้สัมภาษณ์ประกอบบทความนี้)
Snider ไม่เหมือน Pascal ที่ยกย่อง Dawn Steel อดีตประธาน Columbia ผู้ล่วงลับไปแล้ว
ว่าเป็นผู้ให้โอกาสแก่เธอ แต่ Snider เหมือนกับ Lansing เธอทั้งสองเรียนรู้ธุรกิจการทำหนังจากผู้บริหารชายที่เขี้ยวที่สุดใน
Hollywood "เธอทั้งสองเหมือนทารกที่เติบโตมาด้วยการดูดนมหมาป่า แต่เมื่อเติบใหญ่ขึ้นแล้ว
ความเป็นมนุษย์ของพวกเธอยังคงอยู่ครบถ้วนบริบูรณ์" ผู้บริหารคนหนึ่งในแวดวง
Hollywood ผู้รู้จักเธอทั้งสองเป็นอย่างดีกล่าว
หลังจากได้รับปริญญาด้านกฎหมายจาก UCLA Snider ได้ เข้าทำงานเป็นเลขานุการในบริษัทที่มีแต่ผู้ชายของ
Don Simpson และ Jerry Bruckheimer 2 ผู้สร้างหนังดังอย่าง Beverly Hills
Cop และ Top Gun
ในปี 1992 Jon Peters และ Peter Guber แห่ง Sony ได้เสนองานบริหารให้แก่
Snider เป็นครั้งแรก และ Snider ก็ได้พิสูจน์ฝีมือให้เห็นเป็นที่ประจักษ์
ในช่วงเวลาแห่งความปั่นป่วนวุ่นวายที่เกิดขึ้นภายในบริษัท Vivendi กับ Universal
Snider สามารถประคองตัวอยู่รอดมาได้อย่างสง่างาม และยังเข้ากันได้ดีกับ Barry
Diller เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบมาตรฐานบริษัทผู้เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่ในขณะนั้น
ประสบการณ์ทำให้ Snider เป็นผู้บริหารที่ฉลาดในด้านการวางตัว แต่ขณะเดียวกัน
เธอก็เป็นนายพลผู้อ่อนโยน ผู้สามารถ เรียกศรัทธาจากกองทหารใต้บังคับบัญชาให้มอบความจงรักภักดีแก่เธอได้
นับตั้งแต่ขึ้นเป็นประธาน Universal Studio ในปี 1999 Snider และนายของเธอคือ
Ron Meyer ซึ่งเป็นทั้ง President และ COO ของ Universal ได้ร่วมกันพลิกฟื้นสตูดิโอยักษ์ใหญ่ที่กำลังประสบปัญหาแห่งนี้
ด้วยขบวนหนังฮิตและประสบความสำเร็จ อย่างสูงอย่าง Erin Brockovich, หนังชุด
Mummy, The Fast and the Furious และล่าสุดคือ A Beautiful Mind
ในการร่วมงานกับบริษัท Dream Works (ซึ่งร่วมสร้างเรื่อง Meet the Parents
และภาคต่อ) และ Imagine (ร่วมสร้าง How the Grinch Stole Christmas) Snider
ก็สามารถทำให้เป็นการจับมือที่มีแต่คำว่ากำไร
Snider ไม่ค่อยเชื่อน้ำมนต์ดาราค่าตัวแพงนัก ทีมการตลาด อันเก่งฉกาจของเธอเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการขายหนังทุนต่ำที่ขายไอเดีย
แต่สามารถทำกำไรแบบถล่มทลาย โดยเรื่องล่าสุดที่กำลังจะออกสู่สายตาผู้ชมคือ
Blue Crush Snider
เป็นผู้บริหารสตูดิโอที่ปฏิเสธการเขียนบทแบบเอาใจคนดู เธอเป็นคนที่คัดค้านไม่ให้มีฉากไคลแม็กซ์ในห้องพิจารณาคดีใน
Erin Brockovish Snider ไม่เหมือนผู้บริหารหญิงคนอื่นๆ เธอดูจะไม่ค่อยปลื้มกับหนังที่มีผู้หญิงเป็นตัวเอกเท่าไรนัก
เห็นได้จากหนังของเธอที่กำลังจะลงโรงได้แก่ 8 Mile นำแสดงโดย Eminem และหนังสยองขวัญ
Red Dragon ที่เป็นเรื่องราวอีกตอนหนึ่งของ Hannibal Lecter หมอโรคจิตที่เป็นโรคจิตเสียเองจากหนังดังเรื่อง
Silence of the Lamb สิ่งที่ Snider เหมือนกับผู้บริหารสตูดิโอคนอื่นๆ คือ
เธอก็คลั่งไคล้ใน "วีรบุรุษ" เช่นกัน หนัง action hero ของเธอที่กำลังจ่อคิวลงโรงในปีหน้าคือ
The Hulk
S h e r r y L a n s i n g
นานมาแล้วก่อนที่ Sherry Lansing จะกลายมาเป็นประธาน ของ Paramount Pictures
เธอเคยฝันอยากสร้างหนัง และเธอก็ได้รับโอกาสครั้งสำคัญอย่างไม่คาดฝันที่
MGM ในปี 1975 เมื่อเธอได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้าแผนกบท หลังจากทนทำงานในระดับล่างอยู่ที่สตูดิโอดังกล่าวมาถึง
2 ปีเต็ม ตอนนั้นเธออายุ 30 "ฉันตื่นเต้นสุดๆ" Lansing หวนรำลึงถึงความรู้สึกใน
ขณะนั้น "และคิดว่าฉันจะได้เงินเดือนขึ้น" เมื่อ MGM ไม่ยอมขึ้น เงินเดือนให้เธอ
Lansing จึงขอพบผู้บริหารอาวุโสคนหนึ่ง "เขายอม รับว่า ทางสตูดิโอมีนโยบายไม่ให้ค่าตอบแทนแก่ผู้หญิงเท่ากับผู้ชายในตำแหน่งงานเดียวกัน
พอพูดแล้ว เขาก็ทำท่าคิดนิดหน่อย แล้วก็พูดต่อไปว่า 'เราไม่ขึ้นเงินเดือนให้คุณเพราะคุณยังโสด
ไม่มี ลูกแล้วก็ไม่ต้องเลี้ยงครอบครัว' ฉันรู้ว่าที่เขาพูดมามันไม่ได้เกี่ยวกันเลย
แต่ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างฉันจะทำอะไรได้ นอกจากบอกว่า ไม่เป็นไรค่ะ"
เวลาได้เปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ไปมากมายสำหรับ Lansing ผู้ซึ่งขณะนี้ไม่มีใครบังอาจเรียกเธอว่า
"ผู้หญิงตัวเล็กๆ" ได้อีกต่อไปแล้ว สัญญาการทำงาน 6 ปีที่เธอเซ็นกับ Paramount
ไปเมื่อ ปี 2000 บ่งบอกว่าเธอมีค่าตัวมากกว่า 25 ล้านดอลลาร์
ด้วยวัย 57 ปี อดีตคุณครู นางแบบ และนักแสดงผู้นี้ นับเป็นผู้บริหารสตูดิโอที่แข็งแกร่งและทรหดที่สุด
ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับผู้บริหารหญิงหรือชาย เธอเป็นประธานสตูดิโอที่มีความเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดใน
Hollywood
อย่างไรก็ตาม เธอทำงานอย่าง ใกล้ชิดกับ Jonathan Dolgen ประธาน Viacom
Entertainment Group ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Paramount Lansing มีชื่อเสียงในเรื่องการสามารถลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มกำไร
(ค่าใช้จ่ายสูงสุดที่เธอเคยลงทุนไปกับหนังเรื่องหนึ่ง คือ 80 ล้านดอลลาร์เท่านั้น
หนังเรื่องนั้นคือ Mission Impossible 2)
ด้วยเหตุนี้ แม้ว่า Mel Gibson จะยังคงคิดโครงการใหม่ๆ ร่วมกับ Paramount
แต่บริษัทหนังของเขาได้ถอนตัวออกจากการ ทำงานร่วมกับ Paramount แล้วเมื่อไม่นานมานี้
ทีมงานของ Lansing ไม่เคยพอใจที่ Gibson มีเงื่อนไขว่า รายได้จากการขายหนังที่ร่วมกันสร้างในต่างประเทศจะต้องตกเป็นของเขาทั้งหมด
Lansing ผู้ปกติเป็นคนร่าเริงแทบไม่เคยคิดที่จะปิดบังอาการดูถูกของตนที่มีต่อผู้คนใน
Hollywood ที่หลงใหลได้ปลื้มไปกับตัวเลข "ส่วนแบ่งตลาด" อันเป็นการจัดอันดับความสำเร็จของสตูดิโอต่างๆ
ประจำปี โดยวัดกันที่จำนวนตั๋วที่ขายได้แต่เพียงอย่างเดียว"ไร้สาระ" Lansing
กล่าวอย่างดูถูก "สิ่งที่เราควรพูดกันคือ กำไรต่างหาก"
บางครั้ง Lansing เคยถูกคนในแวดวง Hollywood แอบนินทาว่า เป็นคนไม่ค่อยจะยอมเสี่ยงกับอะไรเลย
ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่วงการหนังหรือการทุ่มทุนสร้างหนังทุนสูงๆ
แต่ Lansing โต้ว่า อย่าลืมว่าเธอเป็นคนสร้าง Forrest Gump หลังจากที่หลายๆ
สตูดิโอเมินโปรเจ็กต์นี้ นอกจากนี้ เธอยังสามารถอวดอ้างได้อย่างภาคภูมิใจว่า
ภายใต้การดูแลของเธอ ไม่เคยมีหนังเรื่องไหนขาดทุนเลยแม้แต่เรื่องเดียว
Lansing คงจะทิ้งมรดกดีๆ ไว้ให้แก่ Paramount หลายอย่าง เช่น การที่เธอร่วมกับ
Dolgen คิดริเริ่มให้พันธมิตรธุรกิจ ได้เข้ามามีส่วนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในหนังทุนสูง
(ครั้งที่มีชื่อเสียง คือ กรณีของหนัง Titanic ซึ่ง Lansing และ Dolgen ใช้วิธี
กำหนดเพดานการลงทุนไว้ที่ 65 ล้านดอลลาร์ และปล่อยให้ 20th Century Fox รับภาระค่าใช้จ่ายส่วนที่เกินกว่านั้นไป)
Lansing เป็นคนที่ทลายกำแพงที่มองไม่เห็นที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นการก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารสตูดิโอของผู้หญิง
เมื่อเธอได้รับตำแหน่ง president of production ของ 20th Century Fox ในปี
1980 ส่วนกลุ่มคนดูผู้หญิง ซึ่งเป็นกลุ่มคนดูที่ไม่เคยได้รับความสนใจจากสตูดิโอในช่วงทศวรรษ
1970-80 ก็เห็นจะต้องขอบใจ Lansing ที่ช่วยทำให้บรรดาสตูดิโอต้องหันกลับ
มาให้ความสำคัญกับพวกเธอ ด้วยหนังที่ประสบความสำเร็จทั้งเงิน ทั้งกล่องอย่าง
Fatal Attraction และ The Accused ซึ่ง Lansing สร้างร่วมกับ Stanley Jaffe
"เธอเป็นผู้บริหารหญิงคนแรก (นับตั้งแต่ยุคของ Joan Crawford) ที่สร้างหนังที่มีผู้หญิงเป็นตัวละคร
เอกและเป็นตัวเดินเรื่องและยังโกยเงิน" Pascal แห่ง Columbia กล่าวชื่นชมผู้บริหารหญิงรุ่นพี่
Lansing บอกว่า แม่คือต้นแบบคนแรกในชีวิตของเธอ "เมื่อพ่อตายตอนฉันอายุแค่
9 ขวบ ฉันเห็นแม่เข้ารับผิดชอบธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ใน Chicago แทนพ่อ เพราะฉะนั้นหนังหลายๅ
เรื่องของฉันจึงเป็นเรื่องของผู้หญิงที่ไม่ได้ตกเป็นเหยื่อ" เมื่อ Lansing
ผู้แต่งงานเป็นศรีภรรยาของผู้กำกับ William Friedkin ผู้กำกับหนังผีคลาสสิก
The Exorcist เข้ายึดกุมบังเหียน Paramount ในปี 1992 เธอยังคงทำเงินทำทองได้จากหนังประเภทที่เธอเรียกว่า
"หนังที่เพิ่มพลังอำนาจแก่ผู้หญิง" เช่น The First Wives Club
และ Double Jeopardy Lansing มีบุคลิกเหมือนแม่ผู้เข้มงวดกวดขัน ("เธอสามารถกล่าวปฏิเสธคุณได้
โดยที่คุณไม่รู้สึกโกรธเธอเลย" Peter Bart บรรณาธิการนิตยสาร Variety
อดีตผู้บริหาร Paramount คนหนึ่งในช่วงต้นทศวรรษ 70 กล่าวถึง Lansing)
Lansing ยอมรับว่า ความเป็นผู้หญิงของเธอมีอิทธิพลอย่าง มากต่อประเภทของหนังที่เธอเลือกสร้าง
"คุณอาจจะมีเหตุผลร้อยแปดในการตัดสินใจสร้างหนังเรื่องหนึ่ง บทแจ๋ว งบประมาณพอเหมาะ
แต่ในที่สุดแล้ว ความเป็นตัวคุณต่างหากที่จะเป็นตัวตัดสินว่าจะสร้างหนังอะไร
และหนังเรื่องนั้นก็จะได้รับอิทธิพลจาก ตัวตนที่คุณเป็น"
Lansing ชี้ว่า ผู้บริหารหญิงของ Hollywood ยังจะต้องเจอ กับบททดสอบขั้นสุดท้าย
เธอตั้งข้อสังเกตว่า แม้วันนี้ Hollywood จะมีผู้บริหารสตูดิโอหญิงแล้ว แต่ยังไม่มีผู้บริหารหญิงที่ยิ่งใหญ่ในระดับเดียวกับ
Michael Eisner แห่ง Disney หรือ Summer Redstone แห่ง Viacom "พวกเราทุกคนล้วนเข้าสู่ธุรกิจนี้เพื่อเป็นคนทำหนัง
ไม่ใช่เพื่อบริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ ยังไงก็ตาม ฉันเชื่อว่า ตอนนี้ที่ Harvard
Business School น่าจะมีนักศึกษาหญิง สักคนที่กำลังบอกตัวเองว่า ฉันไม่ต้องการเป็นแค่
Sherry Lansing ฉันต้องการเป็น Summer Redstone"