กสิกรไทยคว้าแชมป์กอง LTF-RMF ครึ่งปีแรกมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 6.3 พันล.


ผู้จัดการรายวัน(4 กรกฎาคม 2548)



กลับสู่หน้าหลัก

อินไซด์กองทุน LTF-RMF ครึ่งปีแรก บลจ.กสิกรไทยยังคงครองความเป็นเบอร์หนึ่งในมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหารจัดการรวม 2 กอง มูลค่ากว่า 6.3 พันล้านบาท "อโศก" ชี้จุดแข็งการผสมผสานความเป็นหนึ่งด้านการขายควบคู่ธนาคารกสิกรไทย ที่กว่า 95% ใช้ช่องทางผ่านสาขาแบงก์

รายงานข่าวเปิดเผยว่า จากการรวบรวมข้อมูลของ "ผู้จัดการรายวัน" ถึงข้อมูลส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) กองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) พบว่า 5 อันดับแรกของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดยังคงเป็นบลจ.ที่มีธนาคารพาณิชย์เป็นบริษัทแม่ เนื่องจากมีความได้เปรียบในเรื่องของช่องทางการจัดจำหน่าย เพราะบลจ.แต่ละแห่งต่างใช้ความได้เปรียบในเรื่องของเครือข่ายสาขาธนาคารเป็นจุดขายที่ผสมผสานกัน

สำหรับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหุ้นระยะยาวของบลจ.ทั้งระบบที่มีกองทุน LTF 23 กองทุน เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2548 มูลค่าทรัพย์สินสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 6,872.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นเดือนธันวาคม 2547 ที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 5,633.93 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 1,238.34 ล้านบาท

โดยบลจ.ที่มีมาร์เก็ตแชร์สูงสุด 5 อันดับแรกประกอบด้วย 1.บลจ.กสิกรไทย มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1,744.46 ล้านบาท มาร์เก็ตแชร์ 25.38% 2. บลจ.ไทยพาณิชย์ 1,545.01 ล้านบาท มาร์เก็ตแชร์ 22.48% 3. บลจ.บัวหลวง 690.32 ล้านบาท มาร์เก็ตแชร์ 10.05% 4. บลจ.ทหารไทย 478.33 ล้านบาท มาร์เก็ตแชร์ 6.96% และ 5. บลจ.ธนชาต 376.40 ล้านบาท มาร์เก็ตแชร์ 5.48%

สำหรับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ของบลจ.ทั้งระบบ รวม 58 กองทุน เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2548 มูลค่าทรัพย์สินสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 13,314.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นเดือนธันวาคม 2547 ที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 12,237.87 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 1,076.83 ล้านบาท

โดยบลจ.ที่มีมาร์เก็ตแชร์สูงสุด 5 อันดับแรกประกอบด้วย 1. บลจ.กสิกรไทยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 5,231.47 ล้านบาท มาร์เก็ตแชร์ 39.29% 2. บลจ.ไทยพาณิชย์ 1,990.04 ล้านบาท มาร์เก็ตแชร์ 14.95% 3. บลจ.บัวหลวง 1,178.53 ล้านบาท มาร์เก็ตแชร์ 8.85% 4. บลจ.อยุธยา เจเอฟ 923.11 ล้านบาท มาร์เก็ตแชร์ 6.93% และ 5. บลจ.ทหารไทย 728.55 ล้านบาท มาร์เก็ตแชร์ 5.47%

รายงานข่าวกล่าวว่า เป็นที่น่าสังเกตว่ากองทุนรวมส่วนใหญ่ที่มีพอร์ตกองทุน LTF และ RMF ในสัดส่วนสูงต่างเป็นบลจ.ที่มีธนาคารเป็นบริษัทแม่ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นเบอร์หนึ่งอย่างบลจ.กสิกรไทย ที่ใช้เครือข่ายสาขาของธนาคารกสิกรไทย รองลงมาก็เป็นบลจ.ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารทหารไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยาเป็นพันธมิตรเป็นต้น

ขณะที่บทวิจัยของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ซึ่งได้วิเคราะห์ถึงธุรกิจกองทุนรวมครึ่งปีหลังปี 48 ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันธุรกิจกองทุนมี 2 กลุ่มด้วยกันคือ กลุ่มแรกคือ กลุ่มที่มีธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดรวมสูงถึง 73.3% ของกองทุนรวมทั่วไปทั้งหมด ซึ่งแบ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 52.9% ธนาคารพาณิชย์ขนาดกลาง 10.24% และธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก 10.16% ขณะที่กลุ่มที่ไม่มีธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ถือหุ้นมีมาร์เก็ตแชร์เพียง 26.7%

รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า บลจ.ที่มีธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จะมีความได้เปรียบในเรื่องช่องทางการจำหน่าย การเข้าถึงกลุ่มนักลงทุน แต่การลงทุนค่อนข้างจะเป็นไปอย่างระมัดระวัง เนื่องจากพื้นฐานของผู้ถือหน่วยลงทุนส่วนมากมาจากกลุ่มผู้ที่ฝากเงินกับธนาคาร ทำให้การลงทุนมีความระมัดระวังจึงมีความต้องการออกกองทุนซึ่งความเสี่ยงไม่สูงมาก

นายอโศก วงศ์ชะอุ่ม รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ปัจจัยหนุนที่ทำให้บริษัทครองมาร์เกตแชร์อันดับ 1 ในธุรกิจจัดการกองทุน เนื่องจากใช้ความเป็นเครือข่ายแบงก์กสิกรไทย โดยยอดขายประมาณ 95% มาจากเครือข่ายสาขาของธนาคาร โดยพนักงานของบริษัทจะมีการวิเคราะห์ความต้องการในการลงทุนของลูกค้า และความเสี่ยงที่ลูกค้ารับได้ เพื่อนำเสนอข้อมูลกองทุนในแต่ละส่วนให้สอดคล้องความต้องการของลูกค้า

สำหรับแนวโน้มครึ่งปีนี้ คาดว่าดัชนีตลาดหุ้นยังคงผันผวนในช่วงแคบๆ เนื่องจากยังขาดปัจจัยบวกเข้ามาหนุน อย่างไรก็ตาม ในแง่ของข่าวร้ายไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ราคาน้ำมัน แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น และปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ นักลงทุนต่างรับรู้ข่าวไปแล้ว โดยบริษัทประเมินว่าดัชนีในช่วงสิ้นปีนี้น่าจะยืนอยู่ในระดับ 740 จุด


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.