เยือนโฮจิมินห์ สัมผัสชีวิตแบบเวียดนาม


ผู้จัดการรายวัน( ธันวาคม 2539)



กลับสู่หน้าหลัก

ในประเทศแถบอินโดจีน ซึ่งกำลังมีอัตราการขยายตัวค่อนข้างสูง จนเป็นที่จับตามองของนักลงทุนทั่วโลกประเทศเวียดนาม ดูจะติดอันดับเต็งหนึ่งมาตลอด ด้วยเหตุที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีละประมาณ 10% มีสาธารณูปโภคที่พร้อมและมีการเปิดประเทศค่อนข้างมาก

แต่ในแง่ของการท่องเที่ยวแล้วหลายๆคนยังมีคำถามในใจว่า “ปลอดภัยหรือเปล่า” “วิวทิวทัศน์สวยงามเพียงใด” และต้องใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน”

พวกเราได้มีโอกาสอันดีในการไปร่วมงานสัมมนาของบริษัท ซัน ไมโครซิสเต็มส์ที่กรุงโฮจิมินห์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเวียดนาม พร้อมๆกับทำความรู้จักที่นี่ในแง่ของวัฒนธรรมการใช้ชีวิต และความเป็นอยู่ของผู้คนไปด้วยเลยทีเดียว

สิ่งแรกที่พบเห็นเมื่อสัมผัสกับเวียดนามก็คือ บนเส้นทางที่พาเราไปยังที่พัก ขวักไขว่ด้วยรถมอเตอร์ไซต์และจักรยานซึ่งขับขี่กันในเลนขวา รถยนต์ที่นี่คนขับจะนั่งอยู่ทางซ้ายมือ ซึ่งตรงข้ามกับการขับรถในไทย ด้วยความเคยชินบ่อยครั้งที่เราจะขึ้นไปนั่งแทนที่คนขับอยู่เสมอ

แท็กซี่มิเตอร์เริ่มต้นด้วยราคา 5,000 ดองเทียบเป็นเงินไทยประมาณ 12 บาทเพราะ 1 เหรียญสหรัฐจะแลกได้ประมาณ 11,000 ดองแท็กซี่ทุกคันจะมีวิทยุสื่อสารติดต่อกันได้และมีกฎหมายว่ารถแต่ละคันห้ามนั่งเกิน 5 คน (รวมคนขับ)

“มองหาคนหุ่นเหมือนฉันไม่เห็นมีเลย” พี่หนุ่ยร้องขึ้นอย่างขัดใจ พร้อมกวาดตาหาเป้าหมายแต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ เวียดนามคงจะมีแต่สาวสวยหุ่นดีอย่างที่ใครๆกล่าวขวัญไว้จริงๆ

ผู้หญิงที่นี่ยังคงนิยมสวมชุดประจำชาติซึ่งเป็นชุดเข้ารูป เสื้อยาวถึงเข่า ผ่าชายเสื้อซ้ายและขวาสูงจนเห็นเอวขาวๆสวมกางเกงผ้าเนื้อบาง บางคนก็จะสวมถุงมือยาวเกือบถึงข้อศอกด้วย

ชุดประจำชาติที่เน้นสัดส่วนเช่นนี้นี่เองทำให้สาวเวียดนามต้องพยายามรักษาหุ่นกันน่าดู โชคดีที่อาหารเวียดนามจะเน้นผัก ไม่ค่อยมีคาร์โบไฮเดรตและไขมันจึงช่วยได้มาก รวมถึงการเดินทางที่มักจะใช้วิธีปั่นจักรยานกัน ก็นับเป็นการออกกำลังกายที่ดีอีกอย่างหนึ่ง

ทันทีที่มาถึงโรงแรมนิวเวิลด์ในตอนบ่าย พวกเราก็นัดหมายกันตระเวนเดินชอปปิ้งเพื่อหาซื้อของฝากกลับบ้านโดยมีพี่ยงยุทธเป็นผู้นำ แวดล้อมด้วยสาวๆดั่งดาวล้อมเดือน จุดมุ่งหมายของเราคือโรงแรมเร็ซซึ่งอยู่เลยไปหลายถนน

ด้วยระยะทางประมาณ 2 กม.พวกเราเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้กันอย่างสนุกสนานต่อราคาสินค้ากันอย่างเมามันประมาณ 50% ของราคาที่เขาบอกตามที่หลายๆคนได้ยินได้ฟังมาจากรุ่นพี่ๆต่อราคากันไปก็หวิวๆกันไปเพราะไม่รู้ว่าจะมีอะไรขว้างมาแทนคำตอบหรือไม่

แต่ที่สุดเราก็รอดปลอดภัยได้ โดยมีของติดไม้ติดมือกันพะรุงพะรัง ลองคิดถึงพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยที่ขายของให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หลายท่านก็คงจะนึกออกว่าชาวเวียดนามก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย เห็นต่อราคาทีไหร่ก็ได้ทุกที ถ้าทำท่าว่าจะไม่ให้เราจะใช้วิธีเดินออกเดี๋ยวเขาก็จะเรียกเองแหละ

อย่างไรก็ตามของค้าของขายที่นี่ก็นับว่าราคาค่อนข้างถูกอยู่แล้วเมื่อเทียบกับเมืองไทยเพราะค่าแรงของเขายังต่ำมาก แต่สำหรับราคาอาหารแล้วจานละประมาณ 20 บาทเท่าๆกับบ้านเรา ส่วนราคาเครื่องดื่มเช่นน้ำเปล่าอาจจะแพงกว่าในไทยซะด้วยซ้ำ เพราะน้ำธรรมดาในเวียดนามจะเป็นน้ำบาดาล ซึ่งมีสารตกค้างมาจากการทำสงครามมาก น้ำมีพิษและสกปรก ใครดื่มเข้าไปหากธาตุไม่แข็งพออาจจะมีอาการจู๊ดๆได้ไม่ยากเวียดนามจึงจำเป็นต้องนำเข้าน้ำจากต่างประเทศมาใช้สำหรับดื่มและส่วนใหญ่จะเป็นน้ำแร่จากฝรั่งเศส

หลังจากใช้จ่ายกันอย่างเศรษฐีหมดกันไปคนละนับแสนดอง พวกเราก็เดินย้อนกลับมาทางเดิม แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อเพื่อนคนหนึ่งถูกชาวเวียดนาม 2 คนเดินชนแล้วล้วงเงินในกระเป๋าเสื้อไป ทั้งๆที่เห็นชัดๆว่าคนหนึ่งเดินกลับมานั่งขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ใกล้ๆแต่ก็เอาเรื่องไม่ได้ ตำรวจอยู่ไกลและผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้นก็ทำทีเดินไปส่งก๋วยเตี๋ยวที่อื่น โชคดีที่เป็นเพียงเงินสดประมาณ 60,000 กว่าดองเท่านั้น หากเป็นกระเป๋าสตางค์ที่มีเอกสารสำคัญหรือพาสปอร์ตคงเป็นเรื่องยุ่งยากน่าดู

แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าพิสมัยนักแต่ก็ช่วยเพิ่มสีสันการท่องเที่ยวกรุงโฮจิมินห์ได้ไม่น้อย วันต่อไปพวกเราคงรู้แล้วว่านักล้วงกระเป๋าชาวเวียดนามมีชุกชุมอย่างที่เคยรับรู้กันมาจริงๆและจะได้ระมัดระวังตัวกันมากขึ้น

แต่โดยทั่วไปแล้ว คนเวียดนามจะมีความเป็นมิตรมีอัธยาศัยดีตามลักษณะคนเอเชียทั่วไป ดังเพื่อนนักข่าวชาวเวียดนามของพวกเรา 2 คนที่คอยดูแล พาพวกเราเที่ยวชมเมืองโฮจิมินห์และสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่อย่างใกล้ชิด

ดิสโก้เทคแบบเวียดนาม

หลังจบจากการสัมมนาในวันแรก พี่ป๋องแนะนำให้พวกเรารู้จักกับเกริงและถาวเพื่อนนักข่าวชาวเวียดนาม ซึ่งอาสาพาพวกเราชมเมืองกันอย่างชุ่มปอด เราโดดกินอาหารมื้อเย็นของโรงแรมออกไปกินอาหารเวียดนามตามตึกแถวข้างถนน แล้วทุกคนก็ให้ความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าอาหารข้างถนนมักจะอร่อยถูกปากกว่าอาหารในโรงแรมเสมอ แม้ตอนเช็กบิลจะตกใจบ้างกับราคาหลายแสนดองสำหรับ 8 คนแต่เมื่อเทียบเป็นเงินไทยแล้วตกคนละประมาณ 120 บาทเท่านั้น ถูกกว่าการกินอาหารเวียดนามในกรุงเทพฯมาก

เราเดินพุงกางออกจากร้านอาหาร อิ่มอร่อยสมกับที่คนพื้นเมืองพามาเอง โปรแกรมต่อไปคือการสัมผัสชีวิตราตรีของชาวเวียดนามบ้างล่ะ

“THAI SON” หรือ “ลูกหลานไทย” คือดิสโก้เทคที่ไกด์ของเราบอกว่าเป็นที่นิยมที่สุดในหมู่วัยรุ่นเวียดนามขณะนี้ ฟังจากชื่อก็พอจะคาดเดากันได้ว่าเจ้าของน่าจะเป็นคนไทยและพวกเราก็ปฏิเสธคำแนะนำของเกริงและถาวไม่เป็นอยู่แล้ว

คนละ 30,000 ดองหรือประมาณ 70 บาทสำหรับค่าบัตรผ่านประตู ส่วนค่าอาหารและน้ำข้างในจ่ายต่างหาก ภายในดิสโก้เทคแน่นขนัดด้วยผู้คนสมกับเป็นที่นิยมจริงๆส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะสถานที่ไม่ใหญ่โตนัก ขนาดพอๆกับตึกแถว 3 คูหามี 2 ชั้นข้างบนจะค่อนข้างมืด ควันบุหรี่ตลบ แสงสีลานตาไม่แพ้ในบ้านเรา

ดิสโก้เทคที่นี่ปิดเวลา 5 ทุ่มตรงตามกฎหมายกำหนดแต่ก็มีบางแห่งที่เส้นสายดีก็สามารถเปิดเลยเวลาได้ ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะในไทยก็เป็นเช่นนั้น

“THAI SON” บรรยากาศผิดกับ “CAT-WALK” ในโรงแรมมาก เพราะในโรงแรมจะเปิดเพลงค่อนข้างช้าเป็นเพลงเต้นมากกว่าดิ้น คนที่เข้ามาเที่ยวสวมสูทผูกเนกไท ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงานและนักท่องเที่ยวมีหญิงสาวสวยคอยบริการเต้นคู่และนั่งคุยด้วยในอัตราชั่วโมงละประมาณ 10 เหรียญสหรัฐหรือ 250 บาทสำหรับอัตราค่าบัตรผ่านประตูจะประมาณ 200 บาท

วิถีชีวิตที่แตกต่าง

เวลาทำงานของคนเวียดนามคล้ายกับของไทยคือเริ่มต้นเวลา 8.00-9.00 น.และเลิกงานประมาณ 17.00 น.ในชั่วโมงเร่งรีบที่นี่รถไม่ติดมาก เนื่องจากคนส่วนใหญ่จะขี่มอเตอร์ไซต์และจักรยาน ทุกครั้งที่รถติดไฟแดงมองออกไปจะรู้สึกตกใจว่าผู้คนช่างมากมายเหลือเกิน

โฮจิมินห์เป็นเมืองที่เล็กกว่ากรุงเทพฯ แต่มีพลเมืองประมาณ 8 ล้านคนลองนึกภาพความแออัดของโฮจิมินห์ในอนาคตเมื่อความเจริญเข้าไปถึงและผู้คนขับรถยนต์กันมากขึ้น คงไม่แตกต่างไปจากกรุงเทพฯทุกวันนี้ หากไม่มีการวางผังเมืองที่ดี มีการสร้างระบบขนส่งมวลชนไว้รองรับเสียแต่เนิ่นๆ

ผู้คนที่นี่พูดได้หลายภาษาอย่างน้อยก็คือภาษาเวียดนามและฝรั่งเศส แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่พูดภาษาจีนกลางได้ด้วย หากใครรู้ภาษาจีนกลางจะสามารถใช้ต่อราคาสินค้าได้เป็นอย่างดี เพราะคนค้าขายที่นี่ส่วนใหญ่จะมีเชื้อสายจีน

การจับจ่ายซื้อสินค้าของนักท่องเที่ยว เราสามารถใช้เงินสกุลดองของเวียดนาม เงินดอลลาร์สหรัฐหรือเงินสกุลบาทของไทยก็พอใช้ได้บ้าง

สิ่งที่แปลกตาอย่างหนึ่งก็คือ ร้านตัดผม สถานเสริมสวยของเวียดนามมักจะอยู่ตามข้างถนน ในลักษณะของ “ลมโชยบาร์เบอร์” มีกระจกหนึ่งบานแขวนไว้ข้างรั้วบ้านคนข้างถนน มีกรรไกร ปัตตาเลียน และหวีอาจจะมีผ้าคลุมหรือไม่ก็ได้ เพียงแค่นี้ก็ประกอบอาชีพอิสระเป็นช่างตัดผมได้แล้ว

สลากกินแบ่งรัฐบาลที่นี่เป็นเลข 6 หลักเหมือนของไทย ราคาใบละ 2,000 ดองรางวัลที่ 1 มีมูลค่า 1,000 เหรียญสหรัฐ แต่ออกรางวัลกันทุกวันเวลา 17.00 น.เรียกได้ว่ามีให้ลุ้นกันรายวัน

พวกเราซื้อล็อตเตอรี่ให้เกริงและถาวคนละใบ โดยให้เขาเลือกกันเอาเอง และอวยพรให้เขา 2 คนถูกรางวัลที่ 1 เพื่อที่จะได้ใช้เงินรางวัลตรงนี้บินมาเที่ยวเมืองไทยบ้าง มีคนพร้อมจะพาเที่ยวกันหลายคน

4 วันสำหรับกรุงโฮจิมินห์ได้ทั้งงานได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน กรุงโฮจิมินห์เป็นเมืองใหญ่ที่ค่อนข้างเจริญ คล้ายๆกับกรุงเทพฯ จึงไม่มีภาพวิวทิวทัศน์ที่น่าจดจำนัก แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่นี่ก็น่าศึกษาไม่น้อย ภาพชีวิตเหล่านี้งดงามในความทรงจำของพวกเราเสมอ

ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับประมาณ 6,000-8,000 บาทต่อคนด้วยเวลาเดินทางเพียง 1 ชั่วโมงกว่า กรุงโฮจิมินห์นับว่าไม่ไกลนักหากว่าเราจะกลับไปเยือนอีกครั้ง


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.