|

ท็อปส์ก้าวเทียบชั้นซูเปอร์มาร์เกตโลกดึงเวทโทรสนำเข้าสินค้าเมืองผู้ดีขึ้นหิ้ง
ผู้จัดการรายวัน(8 มิถุนายน 2548)
กลับสู่หน้าหลัก
ท็อปส์ฯ วาดฝันเป็นซูเปอร์มาร์เกตระดับโลก เซ็นสัญญา "เวทโทรส" จากอังกฤษ นำเข้าสินค้าอาหาร 80 รายการ คาดเพิ่มยอดขาย 100 ล้านบาท เผยไตรมาสแรก ยอดขายโต 32% เป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี จากการเปิดสาขาใหม่และสาขาเดิม ส่วนปัจจัยลบที่เกิดขึ้นพร้อมรับมือด้วยการปรับภายในองค์กร
นายเอียน ไพน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ร่วมลงนามเซ็นสัญญากับเวทโทรส ซูเปอร์มาร์เกตพรีเมียมจากอังกฤษเป็นเวลา 2 ปี ในการนำเข้าสินค้าอาหารของเวทโทรสกว่าหลายรายการเข้ามาวางขายในท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เกต และมาร์เกตเพลส บาย ท็อปส์ จำนวน 24 สาขาก่อน เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้าให้แก่ผู้บริโภคของบริษัทฯ ในราคาที่เหมาะสมและมีคุณภาพดี จากนั้นหากได้รับการตอบรับดีจากลูกค้า บริษัทฯ มีแผนที่จะขยายบริการไปให้ครอบคลุมทุกสาขา
เบื้องต้นเตรียมนำสินค้าอาหารเข้ามาขาย 80 รายการ เช่น แป้งออร์แกนิค, ชา, แยม และพาสต้า เป็นต้น จากนั้นเดือนกรกฎาคมจะนำเข้าอีกกว่า 250 รายการ คาดว่าภายใน 2 ปี จะนำสินค้าเข้ามาอีก 6-7 พันรายการ ปัจจุบันสินค้าที่วางขายในท็อปส์ฯ มีให้เลือกกว่า 2 หมื่นรายการ โดยสัดส่วนสินค้านำเข้าขณะนี้คิดเป็น 1-2% ของยอดขายทั้งหมด
"สินค้าของเวทโทรสที่นำเข้ามาขายในท็อปส์ฯ และมาร์เกตเพลสฯ จะมีราคาถูกกว่าสินค้าที่เป็นเนชันแนลแบรนด์อื่น คิดเป็น 15% และจากการที่เรามีสาขามากทำให้สามารถขายสินค้าได้ในราคาที่ถูก ทั้งนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าการนำเข้าสินค้าจากเวทโทรสจะช่วยเพิ่มยอดขายให้ประมาณ 100 ล้านบาท"
กลุ่มเป้าหมายหลักในช่วงแรก บริษัทฯ จะเน้นไปที่สมาชิก "สปอต รีวอร์ต การ์ด" ที่มีประมาณเกือบ 2 ล้านคน โดยบริษัทฯ ยังแบ่งลูกค้าออกเป็น 10 กลุ่ม ตามความถี่และการใช้จ่ายสินค้าของลูกค้า ซึ่งจากการใช้บัตรดังกล่าวทำให้บริษัทฯ ทราบข้อมูลว่าลูกค้ามีพฤติกรรมในการซื้อสินค้ากลุ่มไหนมาก ซึ่งการนำเข้าสินค้าจากเวทโทรสจะมีการส่งข้อมูลผ่านไดเรกต์เมลให้แก่สมาชิก และจะมีการทำกิจกรรมบีโลว์เดอะไลน์
ส่วนแผนการขยายสาขาปีนี้เตรียมลงทุนเปิดสาขาเพิ่มให้ครบ 90 แห่งภายในสิ้นปีนี้ ปัจจุบันบริษัทฯ มีร้านท็อปส์และมาร์เกตเพลสฯ รวม 77 แห่ง ล่าสุดเตรียมเปิดท็อปส์ฯ 2 แห่ง ได้แก่ ที่เซนส์หลุยส์ และเยาวราช
สำหรับยอดขายในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาบริษัทฯ มียอดขายโต 32% ทั้งนี้เป็นเพราะบริษัทฯ ได้เข้าไปซื้อกิจการของฟู้ดไลอ้อน และได้มีการปรับเปลี่ยนร้านใหม่จำนวน 21 แห่ง และจากร้านเดิมของบริษัทฯ ที่มีมากถึง 77 แห่ง โดยสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีกำไร 2% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกหลังจากที่เปิดดำเนินการมานาน 7 ปีและยังไม่มีผลกำไร ขณะที่ส่วนแบ่งทางการตลาดปีที่แล้วบริษัทฯ มีแชร์ 7% จากตลาดรวมของธุรกิจค้าปลีกกว่า 3.6 แสนล้านบาท ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมามีแชร์ เพิ่มเป็น 8.5%
นายไพน์ กล่าวด้วยว่า ปัจจัยลบที่เกิดขึ้นทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลให้คนใช้ชีวิตนอกบ้านน้อยลง และจะหันมาทำอาหารในบ้านมากขึ้น หรือความถี่ของลูกค้าที่มาใช้บริการที่ท็อปส์ฯ อาจน้อยลง แต่จะซื้อสินค้าในปริมาณที่มากขึ้น เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ในส่วนขององค์กรได้มีการรับมือ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การประหยัดค่าใช้จ่ายในองค์กร ด้วยการให้พนักงานทุกคนช่วยประหยัดพลังงาน ซึ่งช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา สามารถประหยัดค่าไฟได้ถึง 17% และในส่วนการขนส่งที่มีการปรับเส้นทางการขนส่งให้มีประสิทธิภาพขึ้นและได้จำนวนรอบมากขึ้น
ส่วนเรื่องการปรับราคาสินค้านั้น บริษัทฯ ยังคงตรึงราคาสินค้าไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ โดยได้มีการเซ็นสัญญา MOU กับกรมการค้าภายในและร่วมรายการธงฟ้า ด้วยการนำสินค้ากว่า 500 รายการ ที่จำเป็นมาขายในราคาที่ถูก เป็นต้น ทั้งนี้บริษัทฯ ได้มีการติดต่อกับทางกรมการค้าภายในอยู่ตลอดเวลาในการส่งข้อมูลราคาสินค้าข้าว ซึ่งถือเป็นสินค้าหลัก และจำเป็นต่อคนไทยไปให้กรมการค้าฯ เพื่อดูความเคลื่อนไหวและนำไปวิเคราะห์ ที่ผ่านมามีสินค้าบางรายการที่ปรับราคาขึ้นไปบ้างแล้ว อาทิ นมผงและผงซักฟอกที่ปรับราคาขึ้นในเดือนพฤษภาคม
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|