|

บริติช แอร์เวย์ เที่ยวบินที่ 330 บุญชูกลับมาพร้อมกับคำตอบว่า “ผมไม่เกี่ยว”
นิตยสารผู้จัดการ( ธันวาคม 2526)
กลับสู่หน้าหลัก
คงจะเป็นเพราะความบังเอิญหรือตั้งใจก็ตาม การออกทัวร์ต่างประเทศในช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับช่วงเวลา “ตึกดำ” กำลังร้อนรุ่มอันเนื่องมาจากกิจการอันถือเป็นเสาหลักอย่างพัฒนาเงินทุนและบริษัทการเงินในเครืออีก 2 แห่งต้องล้มลงทั้งยืน ได้ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์ที่ไม่เป็นผลดีอย่างยิ่งต่อภาพพจน์ของบุญชู โรจนเสถียร
“บุญชูทิ้งลูกน้อง”... “บุญชู หนี...” เสียงวิจารณ์ทำนองนี้ ดูเหมือนจะดังกระหึ่มทั่วไปหมด แม้แต่ที่นิวยอร์กเมืองสุดท้ายที่บุญชูไปเยือน ก่อนตัดสินใจเดินทางกลับ
“ท่านทราบสถานการณ์โดยตลอดเลยครับ ทางคุณอร (โรจนเสถียร) ลูกสาวโทรทางไกลไปรายงานเป็นระยะ และก่อนกลับไม่กี่วัน ทางนี้ก็บินไปพบ เตรียมสปีชที่จะต้องกลับมาแถลงเปิดใจไว้พร้อม...” คนในทราบเรื่องดีเล่าให้ฟังโดยไม่ยอมเปิดเผยชื่อว่าใครกันที่บินไปหาบุญชูในช่วงนั้น
ครั้นแล้วเที่ยวบิน 330 ของสายการบินบริติช แอร์เวย์ ก็ร่อนลงจอดตรงตามเวลา14.10 น. ของวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา สำหรับนักข่าวสายการเงิน-การคลังกว่า 20 คนแล้ว ทราบว่าอีกสักครู่ผู้โดยสารคนหนึ่งของเที่ยวบินนี้ชื่อ บุญชู โรจนเสถียร จะต้องมาปรากฏตัวในห้องวีไอพี เพื่อแถลงถึงกรณีที่ตกเป็นข่าวลือ รวมถึงปัญหาความสัมพันธ์ ระหว่างตัวเขากับกิจการของ “ตึกดำ” ด้วย
และก็ไม่ต้องรอให้ใครถาม ทันทีที่เข้านั่งประจำที่ในห้องวีไอพี ความในใจก็พรั่งพรูออกมาจากปากของบุญชูเอง...”
“คือเรื่องที่ผมติดตามข่าวระหว่างเดินทางนี่ก็มีที่สำคัญอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งผมไม่เข้าใจว่า คนเขาโทษว่าผมหนีไป หนีไปเพราะอะไรผมเองก็ไม่ทราบ ความจริงมันไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเดินทางพิเศษอะไร เป็นเรื่องการเดินทางตามปกติของผมทุกปี ผมก็เดินทางในช่วงนี้เสมอ ระหว่างกันยายนถึงตุลาคมก็เป็นช่วงที่เพื่อนฝูงเขารอพบอยู่คือระหว่างนี้ผมต้องไป ความจริงอยากจะอยู่ต่ออีก 2-3 วัน เพื่อติดตามข่าวบางเรื่องให้เสร็จ ทีนี้ก็ต้องมาติดเรื่องประชุมปัญหาความอดอยาก ที่จะเปิดวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ ก็เลยต้องมา แล้วทางบ้านก็โทรไปบอกว่า ทางนี้เขารอถามอยู่ มันเรื่องอะไรถึงต้องหนีไป ผมเองก็อยากทราบว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับบริษัทการเงิน ผมเองได้บอกตั้งแต่ต้นแล้วว่า ผมเองไม่ได้เกี่ยวข้อง และผมได้พูดมาตลอดว่า ในชีวิตการทำงานของผมนั้น ผมไม่เคยประกอบทุจริตเลยแม้แต่น้อย และนี่ก็เป็นเรื่องจริงที่คราวนี้น่าจะพิสูจน์กันให้เห็นชัด เพราะเจ้าหน้าที่ก็จะต้องเข้าไปตรวจสอบ ประชาชนที่ยังไม่เข้าใจก็จะได้เข้าใจเสียทีว่า ผมเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้น...
แล้วก็เหมือนกับรู้ใจนักข่าวว่าอยากทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับสุธี นพคุณ บุญชู จึงกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ถ้าจะถือว่าคุณสุธีเป็นพรรคพวกเป็นลูกน้องผม อันนั้นเห็นจะยอมรับ แต่ว่าการบริหารงานก็เป็นเรื่องของเขา มันไม่ใช่เรื่องของผม และถ้าผมบริหารงาน ผมก็คงไม่บริหารแบบนั้น หรือถ้าผมจะใช้คนอื่นบริหารผมก็ต้องมีวิธีการควบคุม การบริหารที่ควรทำได้เอง ผมก็จะทำแบบลักษณะการบริหารที่ผมได้ทำมาแล้วในอดีต ซึ่งมันเป็นเครื่องชี้และน่าจะเข้าใจกันได้ว่า ไอ้งานลักษณะเหล่านี้น่ะ คงจะเป็นไปไม่ได้สำหรับผม ผมคงไม่ยอมให้คนอื่นเขาทำวุ่นวายจนกระทั่งตัวเองไม่รู้เรื่องอย่างนี้คงไม่ได้...”
นักข่าวคนหนึ่งถามว่าในความเห็นของบุญชูนั้น พัฒนาเงินทุนพังเพราะสาเหตุอะไร เขาตอบว่า “เท่าที่ผมรู้ และเท่าที่ผมติดตาม เพราะเขาต้องมาขอคำปรึกษาหารือด้านความรู้ ความช่วยเหลือ เป็นระยะๆ เริ่มต้น ก็เห็นจะเป็นเพราะเขาไปมีทรัพย์สิน ซึ่งมีราคาแพงเป็นต้นว่า เขาไปถือหุ้นต่างๆ นะครับ ตอนที่ตลาดหุ้นมันรุ่งเรืองเป็นที่น่าสนใจของคนก็มีการให้เงินกู้ ไปซื้อกัน ถึงเวลาตลาดหุ้นมันพุ่งก็ติดแหง็กกันอยู่อย่างนี้ มันก็ตั้งแต่ต้นมาเรื่อย จนกระทั่ง ดอกเบี้ยมันขึ้นไปถึง 20-30 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะจำนวนทรัพย์สินที่ตัวถืออยู่ราคามันเกินราคาตลาดบวกดอกเบี้ยเข้าไปอีก เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปตรวจสอบจะรู้ว่า เป็นเพราะอะไร มีการทุจริตหรือเปล่า..
สำหรับเรื่องการให้คำเป็นที่ปรึกษา ซึ่งบุญชู “มีบ้างเป็นครั้งคราว” นั้น เคยพูดถึงสุธี ในช่วงที่ริ้วรอยลางวิบัติ เริ่มปรากฏโดย” ผมก็ต้องบอกว่าทรัพย์สินที่มีอยู่อันไหนที่ขายได้ก็รีบๆ ขายๆ ไป เพื่อจะได้เงินมาลดดอกของตัวบ้าง ต้องแบกอยู่มาก ก็ไม่มีทางจะหารายได้เข้ามา” ซึ่งคำปรึกษาเช่นนี้ สุธีเอง “ก็ทำบ้าง ทำอย่างที่เขาก็ทำคนละทาง เขาไม่ได้ว่าจะต้องทำตามเราเสมอ เพราะเราไม่ได้มีอำนาจอะไร” บุญชูเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
และเมื่อมีผู้ถามว่า เมื่อกลับมาแล้วจะทำอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะ ที่มีข่าวว่าจะดึงบ้านและที่ดินไทยกลับมาปลุกให้คืนชีพใหม่นั้นจริงไหม บุญชูก็ตอบแบบกลางว่า “คือนี่ ก็เป็นเรื่องการขอร้องกันว่างานบางอย่างนี่ฟื้นตัวจะช่วยได้ไหม ผมก็บอกว่า ถ้ามีทางถึงจะช่วย...”
หลังจากนั้น บุญชูยังตบท้ายก่อนลาจากด้วยถ้อยคำตัดพ้อว่าไม่เข้าใจจริงๆ ที่ทำไมมีแต่คนคอยจ้องถล่มเขา มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นดูจะต้องโยงเขาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหมด ซึ่งข้อสรุปบุญชูกล่าวแบบทีเล่นทีจริงว่า สงสัยจะเป็นเพราะเขาเข้ามาเล่นการเมืองเป็นแน่แท้ทีเดียวเชียว
แต่หลายคนที่ฟังความคิดในใจว่าสงสัยจะต้องโทษว่าเป็นเพราะ “บาปบริสุทธิ์” มากกว่า
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|