|

AISขู่ตัดสัญญาณเชื่อมดีแทค
ผู้จัดการรายวัน(16 พฤษภาคม 2548)
กลับสู่หน้าหลัก
เอไอเอสเตรียมตัดการเชื่อมต่อตรงดีแทค หลังตกเป็นจำเลยสังคม หาว่าบล็อกสัญญาณทั้งที่ไม่ได้ทำ เพื่อให้เหลือการเชื่อมต่อผ่านโครงข่ายทีโอที ผู้บริหารย้ำการต่อตรงผิดสัญญาร่วมการงาน แต่ที่ผ่านมาเห็นแก่ประโยชน์ผู้ใช้บริการ ด้านประธานกทช.แจงการตัดท่อเชื่อมต่อตรงเป็นเรื่องข้อตกลงของผู้ให้บริการสามารถทำได้ วอนเห็นใจกทช.อยากจัดการแก้ทุกปัญหาให้เร็ว แต่ถูกกม.บล็อกให้ใช้อำนาจได้เฉพาะกับผู้ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น
นายวิเชียร เมฆตระการ รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานปฏิบัติการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอส เตรียมตัดการเชื่อมต่อตรงกับดีแทคและจะให้เหลือเพียงการเชื่อมต่อผ่านบริษัท ทีโอที เท่านั้น เพราะที่ผ่านมาเอไอเอสถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ที่บล็อกสัญญาณโทรศัพท์มือถือของผู้ให้บริการรายอื่นไม่ให้โทร.เข้ามาเครือข่ายเอไอเอสได้ ทั้งๆ ที่เอไอเอสไม่ได้บล็อกสัญญาณแต่อย่างใด
"เอไอเอสจะปิดท่อต่อตรงกับดีแทคทันทีที่ทีโอทีมีการขยายวงจรเชื่อมโยงแล้วเสร็จ"
เอไอเอสมีการต่อเชื่อมวงจรเพื่อการสื่อสาร โทร.เข้าออกของลูกค้าระหว่างเครือข่ายเอไอเอส กับเครือข่ายผู้ให้บริการรายอื่น 2 ลักษณะ คือ 1. เป็นการต่อเชื่อมผ่านโครงข่ายของทีโอที ซึ่งเป็นการระบุตามเงื่อนไขสัญญาร่วมการงาน และ 2.เป็นการต่อตรงกับโอเปอเรเตอร์รายอื่นซึ่งเอไอเอสมีการต่อตรงกับดีแทคจำนวน 400 วงจร แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 300 วงจร ต่างจังหวัด 100 วงจร และมีการต่อตรงกับบริษัท ทีทีแอนด์ที
"ข้อตกลงกับดีแทคเป็นลักษณะ Bilateral คือดีแทคโทร.เข้ามาได้ตามการเชื่อมโยง 400 วงจรและเอไอเอสก็โทร.ออกได้ 400 วงจร โดยที่แต่ละฝ่ายรับผิดชอบการลงทุนในส่วนของตัวเอง"
สำหรับวงจรต่อตรงระหว่างเอไอเอสกับดีแทค 1 วงจรจะรองรับการใช้งานได้พร้อมกันประมาณ 60 เลขหมาย ซึ่งหมายถึงลูกค้าดีแทค 2.4 หมื่นคนจะโทร.พร้อมๆ กันเข้ามาโครงข่ายเอไอเอสผ่านวงจรต่อตรงได้ แต่ในความเป็นจริง จำนวน 400 วงจรนี้มีการใช้งานจนล้นแล้ว โดยเฉพาะเมื่อการตลาดทำสงครามราคาอย่างรุนแรงไม่ว่าจะเป็นนาทีละ 25 สตางค์ หรือการกระตุ้นให้ลูกค้าโทร.นานๆ ก็มีส่วนทำให้เกิดปัญหาการใช้งานมากขึ้น
"ลูกค้าเอไอเอสจะไม่เจอปัญหาพวกนี้ เพราะเราวางแผนด้านเครือข่ายรองรับการใช้งานอย่างดี และลูกค้าเราเพียง 10% เท่านั้นที่โทร.นอกเครือข่าย"
นายวิเชียรกล่าวว่าการต่อเชื่อมโดยตรงระหว่างผู้ให้บริการนอกจากเอไอเอสกับดีแทค เอไอเอสกับทีทีแอนด์ที ก็มีดีแทคกับออเร้นจ์และ ดีแทคกับทีทีแอนด์ที ซึ่งการเชื่อมต่อแบบนี้ หากพิจารณาตามสัญญาร่วมการงานจะถือว่าผิดสัญญา เพราะสัญญาระบุให้ต้องมีการเชื่อมต่อผ่านโครงข่ายของทีโอทีเท่านั้น แต่ที่ผ่านมาการต่อตรงเกิดขึ้นในช่วงที่การใช้บริการโทรศัพท์มือถือมีจำนวนมากขึ้นในขณะที่การขยายวงจรเชื่อมโยงของทีโอที ไม่เพียงพอรองรับปริมาณการใช้งาน ทำให้ผู้ให้บริการต้องหาทางออกร่วมกันด้วยการต่อเชื่อมโดยตรง โดยมองประโยชน์ของลูกค้าและผู้ใช้บริการเป็นหลัก ซึ่งทีโอทีก็ไม่ได้เคร่งครัดในเรื่องนี้ เพราะทีโอทีก็มีรายได้จากส่วนแบ่งตามสัญญาร่วมการงานจากเอไอเอสอยู่แล้ว รวมทั้งยังได้รับรายได้จากค่าแอ็กเซสชาร์จจากดีแทค ยิ่งมีการใช้งานมากทีโอทีก็จะยิ่งได้ประโยชน์
"เอไอเอสกำลังเป็นจำเลยของสังคม แม้จะออกมาพูดก็ไม่ได้บล็อกสัญญาณก็ไม่มีคนเชื่อ เพราะคนที่พูดก่อนถูกมองว่าเป็นคนพูดถูก ในขณะที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับเรื่องการเชื่อมต่อตรง เอไอเอสก็ให้ทีโอทีเป็นคนกลางแก้ปัญหาดังกล่าวจะเหมาะสมกว่า"
ด้านพล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่าการต่อเชื่อมตรงเป็นเรื่องระหว่างผู้ให้บริการตกลงกันเอง ไม่ได้อยู่ในสัญญาร่วมการงาน ดังนั้นหากมีการตัดการเชื่อมต่อก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ ในส่วนของกทช.ทำหน้าที่ได้ในลักษณะเป็นคนกลางคอยช่วยไกล่เกลี่ยประนีประนอมให้ ไม่สามารถสั่งการด้วยมาตรการอะไรที่เด็ดขาดได้ เพราะตามกม.ยังไม่มีอำนาจเข้าไปกำกับดูแลเนื่องจากยังไม่ได้ออกใบอนุญาตให้
"กทช.อยากเข้าไปจัดการปัญหาต่างๆ ให้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาการโทร.ข้ามเครือข่ายหรือเรื่องเลขหมาย แต่กม.ก็บล็อกเราเหมือนกัน ให้กำกับดูแลเฉพาะผู้ได้รับใบอนุญาตทำให้กทช.ดูเหมือนทำอะไรไม่ค่อยทันใจ ทั้งๆ ที่เรารู้ถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากการใช้บริการ"
ก่อนหน้านี้ นายมนัส ทรงแสง รองเลขาธิการกทช. กล่าวถึงการแก้ปัญหาการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรศัพท์มือถือว่าจะเสนอให้กทช.พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างกทช.และผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกราย เพื่อเข้ามาตรวจสอบทางเทคนิคถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะวิเคราะห์และหาแนวทางแก้ปัญหาต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถสรุปรายละเอียดและแก้ปัญหาได้ภายใน 1-2 สัปดาห์
ส่วนนายวิชัย เบญจรงคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ดีแทค กล่าวว่าดีแทคมีอัตราการโทร. สำเร็จจากการโทร.ข้ามเครือข่ายเพียง 4% จากอดีตในช่วงเวลาปกติโทร.สำเร็จ 50% และช่วงเวลาเร่งด่วน 25% ดังนั้นเมื่อเทียบกันแล้วถือว่าตัวเลขการโทร. สำเร็จนั้นได้ลดลงจากเดิมมาก
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|