|

ลลิลเล็งออกตั๋วบี/อี 800 ล้าน ต้นทุนดบ.ต่ำส่งผลขายบ้านถูกกว่าคู่แข่ง
ผู้จัดการรายวัน(13 พฤษภาคม 2548)
กลับสู่หน้าหลัก
ลลิลฯ เล็งออกตั๋วบี/อี จำนวน 600-800 ล้านบาท ระบุอัตราดอกเบี้ยถูกกว่ากู้เงินแบงก์ส่งผลให้ขายบ้านถูกกว่าคู่แข่งได้ พร้อมรักษาระดับหนี้สินต่อทุนไม่เกิน 0.7 แจงผลประกอบการกำไร 140 ล้านบาท เชื่อจีดีพีโต 4.7-5.2% เป็นระดับที่เหมาะสม ธุรกิจสามารถขยายตัวได้อย่างมั่นคง อีกทั้งสกรีนผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้ระวังและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าตลาด ทำให้ซัปพลายเกิดใหม่น้อย
นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีนโยบายบริหารด้านการเงินให้อยู่ในภาวะที่สมดุล โดยต้นทุนทางการเงินจะต้องอยู่ในระดับต่ำ เพื่อที่จะสามารถนำไปลงทุนพัฒนาโครงการให้มีต้นทุนต่ำและแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้ ปัจจุบันบริษัทมีต้นทุนด้านดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับ 2.85-3% เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ดังนั้นบริษัทจึงสามารถพัฒนาสินค้าและขายในระดับที่ต่ำกว่าคู่แข่งหากเทียบกับบ้านในระดับเดียวกัน
ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทอยู่ในระดับ 0.5:1 ซึ่งระดับหนี้สินต่อทุนที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 0.70 ดังนั้น บริษัทจึงยังสามารถเพิ่มหนี้สินได้อีกประมาณ 600-800 ล้านบาท โดยเงินจำนวนดังกล่าวบริษัทมีแผนที่จะออกเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้น(บี/อี) เพื่อนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการพัฒนาโครงการในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวบริษัทจะทยอยออกตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไปตามความจำเป็น จากที่ก่อนหน้านี้บริษัทได้ออกหุ้นกู้จำนวน 800 ล้านบาทมาแล้ว เพื่อนำมาใช้ในการขยายธุรกิจ
สำหรับเงินทุนที่บริษัทนำมาใช้มาจากสองทางคือ กระแสเงินหมุนเวียนที่ได้จากกำไรจากการดำเนินงาน โดยในไตรมาสแรกของปีนี้บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 140 ล้านบาท และคาดว่าในไตรมาส 2 บริษัทจะมีกำไรเข้ามาอีกในระดับใกล้เคียงกันรวมแล้วประมาณ 300 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเงินกู้จากแหล่งเงินต่างๆ ได้แก่ จากหุ้นกู้จำนวน 60% ตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้น 25-30% และสินเชื่อจากสถาบันการเงินอีกประมาณ 10-15% โดยบริษัทจะรักษาระดับสัดส่วนหนี้สินต่อทุนให้อยู่ในระดับ 0.50-0.70 : 1 เท่า
ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2548 บริษัทมีผลกำไร 149.18 ล้านบาท สูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา 38.21% และมียอดรับรู้รายได้รวม 593.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปี 2547 กว่า 27%
นายไชยันต์ กล่าวว่า จากผลประกอบการและยอดขายในไตรมาส 1 ปี 2548 ของบริษัท แสดงให้เห็นว่าความต้องการซื้อบ้านซึ่งเป็น Real Demand ยังมีอยู่และมีอัตราการเพิ่มขึ้นที่ดีในระดับทรงตัวสอดคล้องกับภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาสแรก ซึ่งศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์เปิดเผยตัวเลขยอดจดทะเบียนที่อยู่อาศัยจัดสรรในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลบ้านเดี่ยวเติบโต 21% เมื่อเทียบกับปีก่อน และคาดว่าที่อยู่อาศัยยังมีการเจริญเติบโตต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจประมาณ 10-15%
โดยภาพรวมของธุรกิจบ้านจัดสรร แม้จะมีปัจจัยความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากภาวการณ์ที่ไม่แน่นอนและผิดปกติของตลาด เช่น ราคาน้ำมันที่ผันผวน อัตราดอกเบี้ย ฯลฯ แต่คงมีผลกระทบเพียงการชะลอการตัดสินใจของผู้ซื้อบ้านเท่านั้น ยอดขายและผู้เข้าเยี่ยมชมโครงการยังอยู่ในเกณฑ์สูง อย่างไรก็ตามภาวการณ์เหล่านี้กลับส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจและขาดแหล่งสนับสนุนทางการเงินที่สำคัญต้องพิจารณาการลงทุนใหม่ ส่งผลให้ความกังวลในฝั่งอุปทานคลี่คลายลง ทำให้ปี 2548 เป็นปีแห่งการปรับตัว (Consolidate) และภาครัฐคงให้ความสำคัญต่อภาคธุรกิจบ้านจัดสรรเพิ่มมากขึ้น การพัฒนาและขยายโครงข่ายคมนาคมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล, มาตรการเร่งรัดการส่งออกและส่งเสริมการท่องเที่ยว และมาตรการอื่นๆ ที่จะทยอยประกาศออกมา รวมถึงธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ได้ขยายอายุสัญญาเงินกู้ลูกค้า จะมีส่วนสนับสนุนให้ภาคธุรกิจนี้เติบโตได้อย่างมั่นคงและสนับสนุนเศรษฐกิจไทยต่อไป
"การที่เศรษฐกิจขยายตัวหรือมีผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) อยู่ที่ระดับ 4.7-5.2% ถือเป็นระดับที่เหมาะสม เนื่องจากไม่โตมากจนเกินไป เพราะมองว่าจีดีพีโต 7% ขึ้นเป็นเรื่องที่น่ากลัวเพราะการขยายตัวมากเกินไปฐานธุรกิจจะไม่มั่นคง แต่หากขยายตัวอยู่ในระดับปัจจุบันบริษัทก็จะสามารถขยายธุรกิจไปได้อย่างเหมาะสมมั่นคง" นายไชยยันต์กล่าว
นายไชยยันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้ บริษัทฯ ยังคงแผนธุรกิจและวางเป้าหมายการเติบโตไม่น้อยกว่า 15-20% และจะเปิดโครงการ รองรับความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่องใน 5 ทำเลรอบกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีก 4 โครงการมูลค่า 4,400 ล้านบาท และได้เปิดไปแล้ว 2 โครงการในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา มูลค่ารวม 2,550 ล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค สำหรับอีก 2 โครงการ บริษัทฯ มีแผนที่จะเปิดตัวภายในไตรมาส 3 ของ ปีนี้ และคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเหมือน 2 โครงการแรกที่เปิดไปแล้ว และจะทำให้บริษัทฯ มีผลประกอบการที่ดีกว่าปีก่อนอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดแคมเปญสำหรับบ้านพร้อมโอนจำนวน 150 ยูนิต จาก 13 โครงการ มูลค่าประมาณ 300-400 ล้านบาท ซึ่งได้แก่ ซื้อบ้านพร้อมเฟอร์นิเจอร์ลด 30-70%, บ้านใหม่ราคาเดิมล็อตสุดท้าย และอีก 2 โปรโมชันจะใช้ภายในงานมันนี่เอ็กซ์โป 2005 ที่ จะจัดขึ้นในวันที่ 19-22 พ.ค. นี้ ซึ่งได้แก่ สามารถขอสินเชื่อซื้อบ้านพร้อมเฟอร์นิเจอร์และดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|