กสิกรชี้สภาพคล่องแนวโน้มลดรอความชัดเจนแก้กองทุนฟื้นฟูฯ


ผู้จัดการรายวัน(19 มิถุนายน 2545)



กลับสู่หน้าหลัก

ศูนย์วิจัยกสิกรฯประเมินสภาพคล่องในระบบมีแนวโน้มลดลง จากเงินทุน สำรองระหว่างประเทศที่อาจจะลดลง ตามมูลค่า การนำเข้าที่มีแนวโน้มขยายตัว และการชำระหนี้ IMF Packages ของธปท.

และการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบโดยภาครัฐบาล ที่มีแนวโน้มจะชะลอลง ถือเป็นผลลบต่อฐานเงิน ทำให้อัตราดอกเบี้ย ทั้งกู้และฝากมีโอกาสปรัยลดลงได้อีก แต่ก็ยังต้อง

รอดูความชัดเจนจากพันธบัตรกองทุนฟื้นฟูฯ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินปริมาณสภาพ คล่องในระบบ ผ่านข้อมูลฐานเงินในช่วง 5 เดือน แรกของปีนี้ ฐานเงินยังคงมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งผลมาจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า ประเทศสุทธิ โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทย และการ ดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณของภาครัฐบาล ทั้งนี้ปริมาณสภาพคล่องในระบบ

ตามคำนิยามของธปท.สินทรัพย์สภาพคล่องส่วนเกินของธนาคารพาณิชย์ หมายถึง สินทรัพย์สภาพคล่องทั้งหมด (ที่เป็นเงินสดหรือสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย) หักด้วยสินทรัพย์สภาพคล่อง

ที่ธนาคารต้องดำรงตามกฎหมาย (required liquid assets) ซึ่งสภาพคล่องส่วนเกินของธนาคาร นี้ สะท้อนสัดส่วนการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง หรือเป็นสัดส่วนการลงทุนของธนาคารพาณิชย์ได้

ในระดับหนึ่ง ในช่วงที่ผ่านมา สินทรัพย์สภาพคล่องส่วน เกินของธนาคารยังคงเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนเมษายน 2545 สินทรัพย์สภาพคล่องส่วนเกินของระบบธนาคาร อยู่ที่ 1,152,814 ล้านบาท

เพิ่มจากขึ้นจาก 1,065,810 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2544 นอกจากนี้ หากรวมเงินสดและเงินฝากในต่างประเทศ สภาพคล่องส่วนเกินของระบบธนาคาร ณ สิ้นเดือนเมษายน 2545 ก็จะเท่ากับ 1,678,678

ล้านบาท เมื่อเทียบกับ 1,618,800 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2544 เนื่องจากตัวเลขฐานะเงินแสดงถึงปริมาณเงินเบื้องต้นที่หมุนเวียนในระบบ รวมทั้งยังสามารถประเมินแนวโน้มฐานเงินได้จากแหล่งที่มา

ของฐานเงิน ศูนย์วิจัยจึงประเมินสภาพคล่องในช่วงที่เหลือดังนี้ ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ปริมาณฐานเงินที่หมุนเวียนในระบบ ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็น ต้นมา

ที่ฐานเงินมีอัตราการขยายตัวจากช่วงเดียว กันของปีก่อนประมาณ 9-10% เทียบกับอัตราการ ขยายตัวที่ประมาณ 5.5% ณ เดือนธันวาคม 2544 จากการที่ทุนสำรองระหว่างประเทศที่ปรับตัวเพิ่ม

ขึ้นจากการไหลเข้าประเทศสุทธิของเงินทุนเคลื่อน ย้าย โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทย การดำเนินนโย-บายการคลังแบบขาดดุลงบประมาณ ปี 2545

และการดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินออกจากสถาบันการเงิน โดยการกู้ยืมสุทธิของธปท. ดังนั้นแนวโน้มช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าเงินทุนสำรองจะปรับตัวลดลงตามการนำเข้าที่ขยายตัวมากขึ้น

ขณะที่การส่งออกยังตกต่ำอยู่ ส่ง ผลให้เกินดุลการค้าและดุลการชำระเงิน ลดลง ขณะที่การชำระหนี้ IMF ก็ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งทำให้เงินทุนสำรองลดลงได้

การขาดดุลงบประมาณในอัตราที่ลดลงของรัฐบาล เพื่อรักษาวินัยการคลัง การขยายตัวของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจที่ศูนย์วิจัยคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 3-

3.6% ในปีนี้ เนื่องจากความต้องการเงินดำเนินธุรกิจหรือขยายกำลังการผลิตของเอกชนน่าจะเพิ่มขึ้น น่าจะเป็นปัจจัยทำให้ฐานเงินเพิ่มขึ้นได้ โดยคาดว่าฐานเงินน่าจะอยู่ที่ประมาณ 575-580

พันล้านบาท ได้ในปลายปี 2545 หรือคิดเป็น อัตราขยายตัว 3.5-4% ต่อปี เมื่อเทียบกับการขยายตัวประมาณ 9-10% ต่อปี ในช่วงที่ผ่านมา โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าในช่วง

ที่เหลือของปีนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าปริมาณ ฐานเงินในระบบคงจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง เนื่องจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่อาจจะลดลง (ตามมูลค่าการนำเข้าที่มีแนวโน้มขยายตัว

และการชำระหนี้ IMF Packages ของธปท.) และการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบโดยภาครัฐบาลที่มีแนวโน้มจะชะลอลง ถือเป็นผลลบต่อฐานเงิน

ในขณะที่การขยายสินเชื่อของธนาคารตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย จะเป็นผลบวก ต่อฐานเงิน จากสินเชื่อสุทธิที่ธปท.ให้กับสถาบันการเงินที่น่าจะเพิ่มขึ้น ซึ่งศูนย์วิจัยฯคาดว่า ฐาน

เงินจะอยู่ที่ประมาณ 575-580 พันล้านบาท ณ ปลายปี 2545 หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัวเพียง 3.5-4.4% ต่อปี เมื่อเทียบกับการขยายตัวประมาณ 9-10% ต่อปี ในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในระบบการเงินไทยนั้น ศูนย์วิจัยฯมองว่า ยังคงมีความเป็นไปได้ว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ ธนาคาร พาณิชย์อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงิน ฝากและเงินให้กู้ลงอีกประมาณ

0.25% เนื่อง จากการขยายตัวของสินเชื่อที่มีแนวโน้มขยายตัวในสัดส่วนน้อยกว่าเงินฝาก ขณะที่ปัญหา NPL ยังคงกดดันการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์อยู่ ส่วนทางด้านธปท.คาดว่าคงจะมีมติให้

คงอัตราผลตอบแทนในตลาดซื้อคืนพันธบัตรไว้ที่ระดับเดิมต่อไป ในขณะที่อัตราผลตอบ แทนของพันธบัตรรัฐบาล ก็คงจะขึ้นอยู่กับวิธี จำนวน และระยะเวลาการออกพันธบัตร เพื่อแก้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ

รวมไปถึงสัดส่วนการลงทุนของพันธบัตรของธนาคารในขณะนั้น ด้วย ว่าจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารมากน้อยเพียงใด ซึ่งทางการควรจะระมัดระวัง แลไม่น่าจะส่งผลให้อัตราผลตอบ

แทนของพันธบัตรรัฐบาลเคลื่อนไหวอย่างผันผวน เพราะอาจมีผลต่อเสถียรภาพของอัตราดอกเบี้ยในระบบได้



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.