|

ปตท.สผ.เงินล้นกระเป๋า4หมื่นล้าน รุกการลงทุนในไทย-ตะวันออกกลาง
ผู้จัดการรายวัน(11 พฤษภาคม 2548)
กลับสู่หน้าหลัก
ปตท.สผ.เงินท่วม 4 หมื่นล้านบาท เร่งหาโอกาสการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ พร้อมยื่นประมูลซื้อหุ้นในแหล่งทานตะวันและเบญจ มาศจาก "โปโก" ที่จะถอนการลงทุนในไทย พร้อมทั้งเตรียมเซ็นสัญญาร่วมทุนในแหล่งปิโตรเลียมที่อินโดนีเซียและบาห์เรน มั่นใจครึ่งปีหลังนี้ผลประกอบการโตขึ้นแน่นอน หลังปรับขึ้นราคาขายก๊าซฯ ตามทิศทางราคาน้ำมัน
นายมารุต มฤคทัต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทฯ ได้เร่งแสวงหาโอกาสการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อสนองความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น โดยบริษัทฯ เตรียมยื่นประมูลซื้อแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมจากบริษัท โปโก (POCO) ซึ่งถือหุ้นในแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย คือ แหล่งเบญจมาศ และแหล่งทานตะวัน หลังจากโปโกต้องการขายหุ้นแหล่งสัมปทานดังกล่าวทั้งหมด คาดว่าจะยื่นประมูลภายในสิ้นเดือนพ.ค.นี้
สาเหตุที่โปโกถอนการลงทุนในไทย เนื่องจากสหรัฐฯ จะให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีสำหรับบริษัทของสหรัฐฯ ที่ได้มีการถอนการลงทุนจากต่างประเทศ แล้วมาลงทุนจ้างงานในสหรัฐฯ เพื่อลดปัญหาการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้แสดงความจำนงต่อเชฟรอนที่จะซื้อทรัพย์สินแหล่งปิโตรเลียมที่เชฟรอนฯ ถืออยู่ในไทยและพม่าหากเชฟรอนสนใจที่จะขาย ซึ่งอาจจะทำการสวอปหุ้นก็ได้ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการเจรจาหารือไปมากกว่านี้
นายมารุตกล่าวถึงการเข้าไปลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอินโดนีเซียว่า บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าไปถือหุ้นโดยตรงในแหล่งน้ำมันแถวเกาะสุมาตราที่บริษัทเมดโกถือหุ้นอยู่ คาดว่าจะบรรลุข้อตกลงและลงนามสัญญาได้ภายในไตรมาส 2 ปีนี้ โดยแหล่งปิโตรเลียมดังกล่าวอยู่ระหว่างการเตรียมดำเนินการผลิต ซึ่งจะเป็นตัวที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้ ปตท.สผ.ในเร็วๆนี้
การขยายการลงทุนไปยังประเทศ แถบตะวันออกกลางนอกเหนือจากประเทศโอมานและอิหร่านแล้ว ปตท. สผ.ยังมองลู่ทางการลงทุนในประเทศอื่นในแถบตะวันออกกลางตามกลยุทธ์ของบริษัท และนโยบายกระทรวงพลังงานที่ต้องการลดผลกระทบจากการขาดดุลการค้าในการนำเข้าน้ำมันดิบ โดย ปตท.สผ.อยู่ระหว่างเจรจาเพื่อร่วมศึกษาศักยภาพปิโตรเลียมในประเทศบาห์เรน คาดว่าจะลงนามสัญญาได้ภายในปลายเดือนนี้ รวมทั้งยังสนใจที่จะขยายฐานการลงทุนไปประเทศลิเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพปิโตรเลียมที่ยังไม่ได้สำรวจอีกมากและมีโครงสร้างสาธารณูปโภครองรับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างดี
ส่วนแหล่งเงินทุนที่ใช้ในการขยายธุรกิจนั้น จะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีเงินอยู่ถึง 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพียงพอในการลงทุน ขณะเดียวกันก็มีความพร้อมที่จะก่อหนี้เพิ่มเติมได้อีก 4.3 หมื่นล้านบาท
สำหรับผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง คาดว่าบริษัทฯ จะมีรายได้และกำไรขยายตัวดีขึ้น เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น จะมีผลทำให้สัญญาซื้อขายก๊าซฯบริษัทฯขยับเพิ่มขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า หรือสูงขึ้นอีก 30% หลังจากผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2548 บริษัทฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 13,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 27% และกำไรสุทธิ 4,254 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% โดยมีปริมาณขายปิโตรเลียม 142,685 บาร์เรล/วัน สูงขึ้นจากปีก่อน 10% โดยราคาผลิตภัณฑ์เฉลี่ยในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 25.42 เหรียญสหรัฐ
ดังนั้นในช่วง 5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าปริมาณขายจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 9.5% โดยปีนี้คาดว่าปริมาณการขายจะอยู่ที่ 144,000 บาร์เรล/วัน ซึ่งปริมาณการขายดังกล่าวยังไม่รวมปริมาณการผลิตจากแหล่งก๊าซที่บริษัทสำรวจพบ หรือโครงการเข้าร่วมทุนใหม่ๆ
"การผลิตน้ำมันดิบแหล่งสิริกิติ์ขณะนี้ยังไม่เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ 20,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะนี้ทำได้เพียง 18,000 บาร์เรล/วัน สาเหตุเนื่องจากแท่นการผลิตไม่เป็นไปตามต้องการ แต่ในเดือนนี้เชื่อว่าจะมีปริมาณการผลิตจากแหล่งนางนวลเข้ามาเพิ่มอีก 5,000 บาร์เรล/วัน" นายมารุตกล่าว
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|