|

จะทำยังไงถ้าต้องรับ “เด็กฝาก” เข้าทำงาน?
โดย
สายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์
นิตยสารผู้จัดการ( กันยายน 2527)
กลับสู่หน้าหลัก
เด็กฝากมี 2 ประเภท
ประเภทแรก เป็นคนดีมีฝีมือแต่เพราะความกลัวที่ว่า หากวัดกันด้วยฝีมือและความรู้กันแล้วตนเองอาจจะไม่ได้
เพราะ...อาจจะโดนเด็กฝากคนอื่นตัดหน้าทำให้พลาดโอกาส
เพื่อความมั่นใจจึงยอมเป็นเด็กฝาก เพื่อจะได้เข้าไปทำงานแสดงฝีมือแสวงหาความก้าวหน้าต่อไป
ประเภทที่สอง เป็นคนดี (หรืออาจจะไม่ดี)
แต่....ไม่มีฝีมือ แถมความรู้ที่จบมาไม่ตรงกับงานที่จะรับเข้าทำงานเสียอีก
นักบริหารที่เจอเด็กฝากประเภทนี้ ละลายยาหอมกินแก้ลมมานักต่อนักแล้ว
จะไม่รับก็ไม่รู้จะไปตอบกับผู้ฝากว่ายังไง ยิ่งถ้าผู้ฝากมีอำนาจและอิทธิพลที่จะดลบันดาลให้เราเป็นอะไรตามที่เขาอยากให้เราเป็น
เราก็ยิ่งอึดอัดและอักอึก!
หรือ ซึมไปเลย!
เพราะขืนรับเข้ามาทำงานนอกจากงานที่เรารับผิดชอบจะไม่ก้าวหน้าแล้วยังมีปัญหาที่จะต้องคอยดูแลเด็กฝาก คนนั้นให้เขาทำงานให้ดีๆ อย่าทำอะไรผิดพลาดบ่อยนัก
และที่สำคัญบางครั้งก็ปกครองยาก เพราะเด็กฝากบางคนคิดว่าตัวเองเส้นใหญ่
การฝากเด็กเข้าทำงานมีทั้งที่มาจากคนในหน่วยงานหรือคนนอกหน่วยงาน
ถ้าเป็นการฝากของคนในระดับเดียวกันก็พอจะอ้อมแอ้มได้ แต่ถ้าผู้ใหญ่ เช่น กรรมการผู้จัดการหรือประธานบริหารฝากหลานสาวที่จบบัญชีให้เข้าทำงานในแผนกประชาสัมพันธ์ เราเองก็พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
หรือ รมต.กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งฝากลูกสาวที่จบบริหารธุรกิจสาขาการตลาด ให้เข้าทำงานในแผนกวิจัยเคมี โดยมีนามบัตรแถมข้อความทำนองว่า
“ตำแหน่งอะไรก็ได้ ขอให้ทำไปก่อนแล้วคุณค่อยหาทางโยกย้ายภายหลัง แต่ผมทราบมาว่าแผนกวิจัยเคมีคุณว่าง ลูกสาวผมคงจะทำงานตำแหน่งนั้นได้ เพราะเขาเคยเรียนการวิจัยตลาดมาก่อน”
ครั้งหนึ่ง ผมเคยได้รับนามบัตรจาก ส.ส. ใน กทม. ท่านหนึ่งให้รับเด็กฝากคนหนึ่งเข้าทำงาน
เด็กฝากคนนั้นมาหาผมพร้อมกับเมียอายุ 50 และลูกสาวอายุ 18
เมื่อผมถามว่า “ลุงจะทำงานตำแหน่งอะไร”
“ผมจะเป็นคนงานครับ”
“แล้วคุณป้าผู้หญิงกับหนูคนนี้มาเป็นเพื่อนหรือ?”
“เปล่าครับ ผมคิดว่าเมื่อท่านรับผมเข้าทำงาน ผมก็จะขอความกรุณาท่านโปรดรับเมียและลูกสาวเข้าทำงานด้วย”
อีกครั้งหนึ่ง (ในหลายๆ ครั้งของชีวิตการทำงาน) เจ้านายขอพบผม และบอกว่าหาคนที่จะทำงานในแผนกของผมได้แล้ว พรุ่งนี้เขาจะมาสมัคร
“ถ้ายังไงล่ะก็ให้เริ่มงานโดยเร็วเลยนะ คุณจะได้มีคนช่วยงานเร็วขึ้น...อ้อ เขาเป็นหลานชายคนเดียวของผม เพิ่งจบ ปวช. อาจจะท่าทางนักเลงๆ นะ อย่าไปถือสามันก็แล้วกัน....”
ถ้าคุณคิดว่าเด็กฝากคนนั้นยังไงๆ ก็ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งงานที่คุณกำลังเปิดรับ และหากรับเข้าทำงานอาจจะก่อให้เกิดปัญหามากมายติดตามมา
คุณอาจจะทดลองใช้แนวทางต่อไปนี้ดูเผื่อจะบอกปัดเด็กฝากได้บ้าง
ตรวจสอบว่าในองค์กรหรือบริษัทที่คุณทำงานอยู่มีระบบการรับคนเข้าทำงานยังไงบ้าง?
ตามปกติแล้ว หากเป็นบริษัทที่ทีมาตรฐานหน่อย ก็มักจะมีฝ่ายบุคคลทำหน้าที่กลั่นกรองขั้นต้น (Screening Process)
เมื่อคุณเจอเด็กฝากก็ควรจะมอบให้ฝ่ายบุคคลทำการพิจารณากลั่นกรองขั้นต้นก่อน หากฝ่ายบุคคลเห็นว่าไม่เหมาะสม เขาจะไม่ส่งเด็กฝากคนนั้นมาให้คุณ เพราะฝ่ายบุคคลเขาจะมีวิธีการทดสอบทั้งข้อเขียนละสัมภาษณ์ คุณอาจจะขอให้ฝ่ายบุคคลช่วยชี้แจงให้เด็กฝากคนนั้นเข้าใจว่า เขาไม่ผ่านสอบข้อเขียน
แต่ถ้าบริษัทของคุณใช้ระบบรับคนเข้าทำงานในระบบตามใจนาย (ใหญ่) คุณก็อาจจะทำให้มันดูขลังหน่อย โดยการให้เด็กฝากสอบข้อเขียน
ซึ่งถ้าหากจะให้คนอื่นออกและตรวจข้อสอบ ก็จะดีกว่าที่คุณจะไปทำเอง ซึ่งแน่นอนว่าข้อสอบที่ออกควรจะเป็นลักษณะที่เหมาะกับคนดีมีความสามารถ
ดังนั้นเด็กฝากก็จะตกข้อเขียน
แต่ถ้าบังเอิญฝ่ายบุคคลก็โดนระบบเด็กฝากเล่นงานและจำเป็นต้องผ่านเด็กฝากคนนั้นมาให้คุณ หรือไม่นายใหญ่ก็สั่งมาว่า ไม่ต้องสอบข้อเขียน
คราวนี้คุณอาจจะหาทางออกโดย
ตั้งคณะกรรมการสัมภาษณ์
โดยอาจจะเชิญคนอื่นๆ ที่อยู่คนละแผนกกับคุณ แต่บังเอิญงานของแผนกนั้นจำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องกับงานในตำแหน่งที่จะรับ
มาร่วมการสัมภาษณ์
รวมทั้งให้หัวหน้าของตำแหน่งที่จะรับเข้าสัมภาษณ์ด้วย
ขอแบบฟอร์มประเมินผลการสัมภาษณ์จากฝ่ายบุคคลมาแจกแก่ผู้สัมภาษณ์ และขอให้ผู้สัมภาษณ์ Comment ตรงๆ ตามที่เขารู้สึก
ซึ่งแน่นอนว่า ผลสรุปออกมา เด็กฝากคนนั้นจะไม่เหมาะกับงานที่จะรับ จากนั้นคุณก็สรุปนำเสนอแก่ผู้ฝาก
ซึ่งคุณควรจะต้องมีศิลปะในการถ่ายทอดเป็นอย่างดี เพื่อให้ผลออกมา “สวย” และคุณจะได้ไม่ต้องเป็นที่ “เขม่น” ของผู้ฝาก
ข้อสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ ควรจะคุยกับเด็กฝากคนนั้น (ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาสักนิด) อธิบายลักษณะงานและความรู้ความสามารถที่จะต้องมีและจะต้องใช้
และชี้ให้เขาเห็นว่า เขาจะมีปัญหาอย่างไร หากเข้าทำงานในตำแหน่งที่เปิดรับ และหากได้เข้าทำงานจริงๆ ความก้าวหน้าในตำแหน่งงานจะมีน้อย
เพราะตัวของเด็กฝากเอง
การคุยกับเด็กฝากนี้มีประโยชน์หลายอย่าง นอกจากจะช่วยให้เด็กฝากเข้าใจแล้ว ยังจะทำให้เด็กฝากไปบอกกับผู้ฝาก ว่า
ตนเองไม่เหมาะสมกับงานอย่างไร
และตนเองทำไม่ได้ด้วย
ซึ่งผู้ฝากเองก็จะเข้าใจในตัวคุณว่า ไม่ใช่ว่าคุณไม่ยอมรับเด็กฝากเข้าทำงาน
แต่เด็กฝากไม่อยากเข้าทำงานเอง
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฝากกับคุณก็ยังดีเหมือนเดิม
นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยเด็กฝากคนนั้นทางอ้อม
กล่าวคือ เขาอาจจะได้งานที่อื่นที่เหมาะกับตัวเขา และทำให้ก้าวหน้าในชีวิตการงาน ดีกว่าจะมาขลุกอยู่กับงานที่ไม่เหมาะสมกับตัวเขา
อย่างไรก็ตาม เท่าที่อ่านดูแล้วดูเป็นของที่ไม่ยากนัก แต่ผมอยากจะพูดว่า
การปฏิเสธที่จะรับเด็กฝากที่ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมเข้าทำงาน
เป็นเรื่องที่นักบริหารจะต้องพบเสมอ
การจะแก้ไขปัญหานี้ จะต้องกระทำด้วยความละมุนละม่อม บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม้ให้ขุ่น และจำเป็นจะต้องใช้ศิลปะประกอบด้วย
หากท่านผู้ใดทดลองนำไปใช้แล้ว ได้ผลยังไงโปรดเขียนเล่าสู่กันฟังบ้าง
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|