ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต มั่นใจแข่งขันกับดิสเคานต์สโตร์เรื่องขายสินค้าราคา
ถูกได้ เพราะลดต้นทุนการบริหารสินค้าลงได้มาก โดยเฉพาะการรับบริหารสินค้าให้ร้าน
จิฟฟี่ในปั๊มเจ็ท
ล่าสุดได้เข้าบริหารสินค้าให้ไทเกอร์มาร์ทในปั๊มเอสโซ่แล้ว 5 แห่ง พร้อมชูจุดขาย
"ซูเปอร์ถูก...ถูกลงกว่าเดิม" กลยุทธ์การขยายตัวเข้าสู่ปั๊มน้ำมันของค้าปลีกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นับตั้งแต่ที่ท็อปส์ ซูเปอร์
มาร์เก็ต จับมือกับ บริษัท คอนอโค จำกัด ผู้บริหารปั๊มน้ำมันเจ็ท ในการเข้าไปบริหารสินค้าในร้านจิฟฟี่ทั้ง
135 แห่ง ในจำนวนนี้ ท็อปส์ ยังได้เข้าไปบริหารสินค้าประเภทอาหารให้แก่จิฟฟี่
คิทเช่น บายท็อปส์
อีก 6 แห่ง ล่าสุด ท็อปส์ ได้เจรจากับปั๊มเอสโซ่ ในการเข้าบริหารสินค้าให้แก่ร้านไทเกอร์มาร์ทอีกปั๊มหนึ่ง
โดยได้เริ่มโครงการนำร่องไปแล้วในระยะเวลาไม่ถึงเดือน ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มเทสโก้โลตัส
ก็ได้เข้าไปเปิดเทสโก้โลตัส เอ็กซ์เพรส ในปั๊มน้ำมันเอสโซ่ เช่นเดียวกัน
โดยได้เปิดไปแล้ว 6 แห่ง ที่รามอินทรา วิภาวดี เอกมัย เสนานิคม ซอยอารีย์
และสุขาภิบาล 1 ในขณะที่เซเว่นอีเลฟเว่น
ก็เข้าไปยึดหัวหาดบริหารร้านคอนวีเนียนสโตร์ในปั๊มปตท. ที่แต่เดิมเป็นร้านเอเอ็มพีเอ็ม
โดยได้เปลี่ยนมาเป็นร้านเซเว่น อีเลฟเว่นแล้วเกือบ 60 แห่งตั้งแต่เดือนเมษายน
2545 เป็นต้นมา
และเซเว่นยังวางเป้าหมายที่จะเปิดให้ครบ 700 แห่งภายในเวลา 3 ปี นายแรนดี้
กัตเตอรี่ ประธานบริหาร ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เปิดเผยว่า การขยายธุรกิจเข้าสู่ปั๊มน้ำ
มัน
เป็นอีกหนทางหนึ่งในการหาพันธมิตรทางการค้า เพื่อสร้างรายได้ให้แก่บริษัท
ซึ่งผลที่จะได้รับก็คือ การบริหารสินค้าในปริมาณที่มากขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
เพราะยิ่งมีปริมาณสั่งซื้อสินค้ามากขึ้นเท่าใด
อำนาจในการต่อรองราคาสินค้าจาก ซัปพลายเออร์ก็มีมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ท็อปส์สามารถแข่งขันกับค้าปลีกรายอื่นได้ด้วยเช่นกัน
ซึ่งในกรณีของร้านจิฟฟี่ ท็อปส์สามารถบริหารสินค้าได้ถึง 135
สาขา ในขณะที่เอสโซ่ มีร้านไทเกอร์มาร์ทอยู่กว่า 100 สาขา ก็ย่อมสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้นอีกมากทีเดียว
โดยท็อปส์และเอสโซ่จะประกาศการร่วมในการเป็นพันธ-มิตรอย่างเป็นทางการในเร็วๆนี้
ซึ่งการที่ท็อปส์เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับเอสโซ่ในครั้งนี้ เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเทสโก้โลตัส
ที่เข้าไปเปิดโลตัสเอ็กซ์เพรสก่อนหน้านี้แล้ว
เพราะไม่เช่นนั้นเอสโซ่คงไม่บรรลุข้อตกลงในการให้ท็อปส์เข้าไปบริหารสินค้าอย่างแน่นอน
นายแรนดี้ กล่าวอีกว่า จากผลประกอบการ ของท็อปส์ในช่วงไตรมาสแรกพบว่า ยอดขายเติบ
โตเพิ่มขึ้นถึง 16%
เป็นผลมาจากความสามารถในการลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เนื่องจากที่ผ่านมาท็อปส์มีอำนาจในการต่อรองในการสั่งซื้อสินค้าได้จำนวน
มาก
และลดต้นทุนในการจัดส่งสินค้าให้กับเครือ ข่ายการค้าอย่างร้านจิฟฟี่ในปั๊มเจ็ท
รวมถึงสาขา ของท็อปส์กว่า 45 สาขาทั่วประเทศ "การที่ท็อปส์สามารถลดต้นทุนลงได้มากจน
มียอดขายที่เติบโตขึ้น
ทำให้เราต้องการคืนกำไรส่วนนี้ให้แก่ลูกค้า จึงเป็นที่มาของการทำราคาสินค้ามีรายการซูเปอร์ถูกให้ถูกลงกว่าเดิมอีก"
นายแรนดี้ กล่าวว่า ปัจจุบันจุดขายใหญ่ของดิสเคานต์สโตร์
หรือค้าปลีกหลายๆแห่งจะเน้นเรื่องราคาถูกเป็นหลัก ซึ่งในส่วนของท็อปส์นั้นก็ได้พิจารณาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันจำนวน
7,000 รายการ จากจำนวนสินค้าทั้ง หมดที่มีกว่า 20,000
รายการในท็อปส์ มาทำเป็นสินค้า ราคาซูเปอร์ถูก ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้จะขายถูกทุกวัน
โดยได้ทำมาอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ปีแล้ว นอกจากนี้ในทุก 2 สัปดาห์ยังได้นำสินค้าซูเปอร์ถูกมาจัดรายการ
"เรดฮอท" หรือ
"โบนัสคืนกำไร" เป็นประจำ โดยมีสินค้าหมุนเวียนกว่า 1,000 รายการ
และจะหมุนเวียนไปทุกๆ 2 สัปดาห์ "การทำสินค้าราคาเรดฮอท จะต้องเป็นสิน
ค้าที่ขายดีมากๆ และจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประ จำวัน
ซึ่งท็อปส์จะการันตีว่าเป็นราคาที่ถูกที่สุดใน ตลาดขณะนั้น ซึ่งหากลูกค้าที่ซื้อสินค้าเรดฮอทไป
แล้วพบว่าที่อื่นราคาถูกกว่าท็อปส์จะปรับลดราคาลงมา และคืนเงินส่วนต่างนั้นให้แก่ลูกค้า"
นอกจากนี้ท็อปส์ยังรับประกันราคาสินค้าให้แก่ลูกค้า เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องราคาที่ถูก
ต้อง โดยหากลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากท็อปส์แล้วพบว่าราคาที่ฉลาก หรือในโบรชัวร์
หนังสือพิมพ์
ไม่ตรงกับราคาในบิลที่ออกจากเครื่องแคชเชียร์ โดยมีราคาสูงกว่าเครื่องแคชเชียร์
ท็อปส์จะจ่ายสินค้าชิ้นแรกให้แก่ลูกค้าฟรี และเมื่อลูกค้าซื้อสินค้ามากกว่า
1 ชิ้น ในชิ้นต่อไปก็จะคืนเงินส่วน ต่างให้
อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ท็อปส์ได้ปรับสินค้า ซูเปอร์ถูกใหม่ โดยจะมีราคาถูกลงจากซูเปอร์ถูก
เดิมอีกเฉลี่ย 3% เพื่อคืนกำไรให้แก่ลูกค้า และเพื่อยืนยันว่าท็อปส์เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่ขายสินค้า
ในราคาถูกไม่แพ้พวกดิสเคานต์สโตร์