ธนาคารนครหลวงไทย ปราการด่านสุดท้าย ของบุญชู


นิตยสารผู้จัดการ( กันยายน 2526)



กลับสู่หน้าหลัก

สำหรับบุญชู โรจนเสถียร แล้วธนาคารนครหลวงฯ จะเป็นบทพิสูจน์สุดท้ายของบุญชู

ในรอบ 2 ปี ที่ผ่านมา ถ้าเปรียบบทบาทของบุญชูกับหมากรุกแล้ว แทบจะเรียกได้ว่าบุญชูรุกมาตลอด แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพราะเขาเดินเหมากพลาดมาตลอดเช่นกัน

“คุณบุญชูใช้คนผิดพลาดมาตลอด ลูกน้องใกล้ชิดที่ได้รับความไว้วางใจจากบุญชูให้ทำงานแทนหลายอย่างทำพลาดไปหมด ตั้งแต่เวทีการเมืองไปจนถึงเวทีธุรกิจ” ลูกน้องบุญชูระดับที่ไม่มีปากเสียงกับใครพูดให้ “ผู้จัดการ” ฟัง

ในวงการที่ใกล้ชิดกับอดีตรองนายกฯ ผู้นี้รู้ดี บุญชูจะไม่เลี้ยงใครจริง และก็ไม่มีเรื่องใดที่สามารถเข้าถึงบุญชูได้เลยแม้แต่เรื่องเดียว

“คุณบุญชูเป็นคนใจไม่ถึง คนบางคนที่ทำงานให้อย่างจริงจังถึงลูกถึงคน แต่พอตกระกำลำบากมีปัญหาคุณบุญชูจะตัดทิ้ง ตั้งระยะทางไว้ให้ห่างๆ แต่ถ้าใครมีประโยชน์และทำคุณให้ได้คุณบุญชูจะเรียกมาใช้ทันที” แหล่งข่าวคนเก่าพูดเสริม

ซึ่งก็ไมีมีอะไรน่าเสียหาย เพราะถ้ามองในแง่ของการบริหารแล้ว เมื่อคนใดใช้ไม่ได้ หรือเริ่มมีอุปสรรคก็สมควรจะตัดทิ้ง และถ้าคนใดมีความสามารถก็ต้องหาทางใช้ให้ได้เพราะหลักการบริหารคือหลักการที่ใช้คนที่ถูกตามใบลักษณะงาน

เพียงแต่บุญชู โรจนเสถียร มักจะใช้คนผิดและมองคนผิด

ครั้งหนึ่งขณะที่ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทยยังว่างอยู่ และการตัดสินใจแต่งตั้งคนใหม่ครั้งนั้น บุญชู มีอิทธิพลสูงทีเดียว

แหล่งข่าวผู้ทราบเรื่องนี้ดีเล่าให้ฟังว่า “คุณชัยรัตน์ คำนวณ ต้องการตำแหน่งนี้มาก และคุณชัยรัตน์เองก็เป็นลูกน้องคุณบุญชูเก่า ก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหา คุณชัยรัตน์ส่งคนถามความเห็นผู้ใหญ่อื่นๆ แล้วปรากฏว่าไม่ขัดข้องแล้วแต่คุณบุญชู แต่คุณบุญชูก็มอบตำแหน่งนี้ให้กับคุณตามใจเสีย”

หรืออย่างกรณีช่วงที่วิสิษฐ์ ตันสัจจา เป็นรัฐมนตรีช่วยและกำลังมีเรื่องเทเล็กซ์ที่อื้อฉาว การแสดงออกของบุญชูนั้นเป็นการตัดวิสิษฐ์ออกไปอย่างไม่มีเยื่อใย เหตุที่บุญชูต้องลาออกจากรัฐบาลต่อมาก็เป็นเพราะภาวะจำยอมที่เกษม ศิริสัมพันธ์และพวกร่างแถลงการณ์โจมตีพลเอกเปรม และพรรคกิจสังคมมีมติถอนตัวออกจากรัฐบาลนั่นเอง

“จะว่าท่านไม่รักลูกน้องก็ไม่ได้ มีคนอยู่อีกมากมายที่ท่านช่วยเอาไว้ และทุกวันนี้ก็ยังช่วยอยู่” ผู้ที่เข้าข้างบุญชูกล่าวแก้ตัวให้

ถ้ามองในด้านการค้า สมัยที่บุญชูยังเป็นผู้จัดการใหญ่ได้ช่วยเหลือพ่อค้าที่ประสบภาวะลำบากให้รอดตัวมามากจากการมองการณ์ไกล และในกลุ่มที่เขาช่วยก็มีอยู่ส่วนหนึ่งที่ได้เข้าช่วยซื้อหุ้นในธนาคารนครหลวงฯ ปัจจุบันด้วย เช่น สมยศ สมศักดิ์ วนาสวัสดิ์ เจ้าของบริษัทขายยา แอตแลนติ๊ค และบริษัทพระนครก่อสร้าง ที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา เพราะบารมีของบุญชู โรจนเสถียร

แต่ในวงการเมืองแล้วบุญชูยังขาดความใจถึงอยู่มาก ในการที่ก้าวไปสู่การผูกใจคน อาจจะเป็นเพราะบุญชูเป็นนักบัญชีมากจนเกินไปที่จะมองอยู่ตลอดเวลา ว่าลงไปหมื่นบาทจะได้อะไรคืนมาบ้าง แต่ถ้าคนคนนั้นจะเป็นฐานของเขาแล้วบุญชูจะช่วยอย่างเต็มที่ เช่น เสี่ยจิว เป็นต้น ที่ได้รับการช่วยเหลือให้ทำธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งบุญชูเองก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ว่า “ผมต้องการให้เขาทำมาหากินอย่างสุจริต มีอะไรที่พอจะช่วยเขาได้ผมก็จะช่วย”

สำหรับนักการเมืองแล้ว เมื่อเอ่ยถึงบุญชูแทบทุกคนจะถอนหายใจยาว “คุณบุญชูไม่เหมือนคุณพงษ์ สารสิน ถ้าคุณเดือดร้อนเงินสักหมื่นสองหมื่น พูดปั๊บคุณพงษ์ก็พอจะหาทางควักให้ได้ แต่กับบุญชูแล้วทุกอย่างต้องเป็นโครงการไปหมด เวลาเจอกันพูดดีเห็นด้วยแล้วสั่งให้ส่งเรื่องราวผ่านผู้ใกล้ชิดที่นั่งในตึกดำ ผู้ใกล้ชิดก็เอาไปดองไว้ตรงโน้นตรงนี้ บางทีเวลาคุณไปตามเรื่องพวกนี้จะทำหน้าที่เหมือนกับว่าคุณเป็นขอทาน พอถึงที่สุดไปหาคุณบุญชูท่านก็บอกว่าโครงการลื้อข้างล่างเขาบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เสียเวลาไปอีกนานกว่าจะรู้เรื่อง ของเราถูกไอ้พวกบริวารทั้งหลาย เอาไปนั่งหัวเราะกันขบขัน แล้วไอ้พวกนี้แหละที่เป็นพวกที่ทำให้คุณบุญชูฉิบหาย เวลาท่านมีอำนาจวาสนา ไอ้พวกนี้จะใส่เสื้อนอก นั่งรถเก๋งมีคนขับคอยทำธุรกิจที่ต้องใช้บารมีท่านแล้วกอบโกย แต่เวลาเราซึ่งก็เป็นฐานทางการเมืองให้ท่านเดือดร้อน ท่านก็ส่งเราไปหาไอ้พวกนี้ให้มันเห็นเราเป็นตัวตลก” นักการเมืองสังกัดพรรคกิจสังคมคนหนึ่งร่ายยาวให้ฟังอย่างเหลืออด

“โดยส่วนตัว แล้วท่านเป็นคนดีต้องการช่วยคน ท่านก็คิดว่าคนที่ทำงานกับท่านคงพอจะมีจิตใจที่ใกล้เคียงท่านพอที่จะเข้าใจว่า ท่านต้องการจะช่วยเพราะอะไร พอถึงเวลาปฏิบัติจริง พวกจะอ้างว่าทำไม่ได้ แต่พอพวกมันต้องใช้บารมีท่านติดต่อเรื่องเงินเรื่องทอง ก็จะเข้ามาใช้ทันทีแล้ว ก็ได้ไปทันทีเหมือนกัน” นักการเมืองคนเก่าพูดต่อ

ความจริงแล้วเครดิตของบุญชูยังดีอยู่มากๆ ความสัมพันธ์กับกลุ่มโสภณพนิช โดยเฉพาะกับชินยังอยู่ในระดับเดิม “ขอเพียงแต่ท่านกล้าพอที่จะออกมาแล้วเอาชื่อท่านติดเป็นประธานบริษัทโน้นบริษัทนี้ ก็จะมีแหล่งเงินทุนให้ท่านเหลือเฟือ เพราะที่เขาต้องการช่วยคือท่านไม่ใช่คนที่ไปแอบอ้างเชื่อท่าน” เจ้าของนิตยสารรายสัปดาห์ฉบับหนึ่งที่ทราบเรื่องดีเล่าให้เราฟัง

เวลาของบุญชูมีเหลืออีกไม่มาก การทำงานของบุญชูตั้งแต่นั้นไป การทำงานที่จำเป็นต้องใช้คนที่มีความสามารถไม่ว่าเขาจะทำในด้านการเมืองหรือในด้านธุรกิจ

ทางออกของคุณบุญชูเกี่ยวกับกับตัวเอง และธนาคารนครหลวงฯ คราวนี้น่าจะเป็นทางออกที่จะต้องแสดงให้เด่นชัด ให้เห็นถึงความเป็นผู้นำ

การเพิ่มทุนเป็น 1,000 ล้านบาท แล้วหาคนที่มาซื้อเพื่อหักล้างกับส่วนของมหาดำรงค์กุล ก็เป็นวิธีหนึ่ง แต่ก็คงจะไม่ง่ายนัก แต่ก็จะต้องต่อสู้จนถึงที่สุด

ส่วนการล่าถอยออกมาตอนนี้ ก็เป็นภาวะที่ไม่เหมาะ

“ถ้าผมเป็นบุญชูตอนนี้ นอกจากจะต้องชนะมหาดำรวงค์กุลให้ได้เพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรีและบารมี ผมยังมีอยู่ และผมก็คงจะทุ่มทุกอย่างที่ผมมีอยู่ให้บรรลุเป้าหมาย เพราะเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่คุณบุญชูจะทำตัวเป็นคนไม่เปียกน้ำได้อีกต่อไปแล้ว” ผู้ใกล้ชิดบุญชูอีกคนพูดให้ฟัง

ว่ากันว่าแม่ทัพที่ดีจะต้องมีขุนศึกที่พร้อมจะออกรบศึกได้ทุกแห่ง แต่ในขณะเดียวกันแม่ทัพเองก็ต้องพร้อมที่จะร่วมเป็นร่วมตายกับขุนศึกของตัวเอง ถึงจะมีคนกล้าออกมาสู้ศึกด้วยอย่างไม่ขาดสาย

ถ้าจะเปรียบบุญชูเป็นแม่ทัพแล้ว เขายังจะต้องพิสูจน์ให้ขุนศึกของเขาเห็นว่า เขาพร้อมจะร่วมเป็นร่วมตาย และดูแลทุกข์สุขของขุนศึกของเขาอย่างจริงจัง ทุกวันนี้บุญชู ดูเหมือนจะอยู่อย่างโดดเดี่ยว คนที่มีความสามารถและจริงใจกับบุญชูถูกคนใกล้ชิดกีดกันและฟาดฟันตกเวทีไป จนไม่กล้าที่จะเข้าไปใกล้ คนใกล้ชิดบุญชูก็ได้ถูกกาลเวลาพิสูจน์ออกมาแล้วว่าเป็นคนไม่มีความสามารถที่แท้จริง

บางทีก็อาจจะถึงเวลาแล้วที่บุญชูจะต้องหันมาทบทวนตัวเองถึงคนที่บุญชูเคยใช้มาแต่ละคนเหมือนกัน

ในช่วงบั้นปลายของบุญชู การเป็นประธานกรรมการธนาคารนครหลวงฯ คงจะไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของบุญชูหรอก หากแต่ถ้าเขาไม่สามารถจะผ่านด่านนี้ไปได้ ก็จะมีคำถามอีกมากมายเกี่ยวกับอนาคตของบุญชู ที่จะออกมาอีก และบางทีบุญชูเองก็อาจจะหาคำตอบไม่ได้เช่นกัน


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.