ทรีนีตี้-ยูไนเต็ด เมื่อเป้าหมายไม่ตรงกัน ดีลก็ต้องจบ

โดย ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์
นิตยสารผู้จัดการ( มิถุนายน 2545)



กลับสู่หน้าหลัก

ความล้มเหลวการรวม กิจการระหว่างกลุ่มทรีนีตี้ วัฒนาและ บล.ยูไนเต็ดกลาย เป็นข้อสงสัยของวงการการเงินที่ยังไม่ได้รับคำอธิบายจากทั้งสองฝ่าย

นับตั้งแต่ ภควัติ โกวิทวัฒนพงศ์ และพนักงานอีกกลุ่มเดินออกจาก บล.เอกธำรง (ปัจจุบันคือ บล.เคจีไอ) หลังจากขัดแย้งกับผู้ถือหุ้นใหม่แล้วมาจัดตั้งกลุ่มบริษัททรีนีตี้ วัฒนา ช่วง ต้นปี 2544 ที่มี บล.ทรีนีตี้เป็นธุรกิจหลัก โดยได้รับความช่วยเหลือ ทางด้านการให้บริการ back office จาก บล.ยูไนเต็ด

ขณะที่ บล.ทรีนีตี้ ซึ่งในขณะนั้นอยู่ในฐานะซับโบรกเกอร์ ก็ได้ส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นผ่านบล.ยูไนเต็ดจนกระทั่งฝ่ายแรกขยับขึ้นเป็นโบรกเกอร์เบอร์ 22 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และด้วยการเอื้อประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจซึ่งกันและกัน ทั้งสองจึงตกลงที่จะรวมกิจการเข้าด้วยกันและบรรยากาศน่าจะจบลงด้วยดี แต่ความล้มเหลวก็เกิดขึ้น ท่ามกลางข้อสงสัยของหลายฝ่ายแม้กระทั่งตลาดหลักทรัพย์ และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทั้งๆ ที่ทั้งสองฝ่ายได้เซ็นบันทึกความเข้าใจให้รวมกิจการกันแล้ว

"การยกเลิกรวมกิจการกันเกิดจากความเห็นในเรื่องการดำเนินธุรกิจไม่ตรงกัน" ศิริพงษ์ สมบัติศิริ ประธานกรรมการ บริหาร บล.ยูไนเต็ด กล่าว

ความล้มเหลวของดีลนี้เกิดขึ้น ช่วงที่หลายๆ คนกำลังสนุกสนานกับเทศกาลสงกรานต์ แต่ผู้บริหาร บล.ยูไนเต็ดกำลังหาทางออกกรณีการเลิกรวมกิจการกับกลุ่มทรีนีตี้ เนื่อง จากกังวลต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมา

"ราคาหุ้นของบริษัทน่าจะปรับตัวลงหลังนักลงทุน ทราบข่าวเรื่องนี้" ศิริพงษ์บอก

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารฝ่าย บล.ยูไนเต็ดไม่ได้ ออกมาให้รายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิเสธการรวมกิจการ ครั้งนี้เพียงแต่อธิบายว่าแผนการการดำเนินธุรกิจในอนาคตด้วยการตั้งเป้าหมายส่วนแบ่งการตลาด 3% และกำลังมีสถาบันการเงินที่ไม่ใช่กลุ่มทรีนีตี้เข้ามาให้ความช่วยเหลือ

"แผนการที่พวกเขาประกาศออกมาแตกต่างไปจากข้อเสนอของพวกเรา" ภควัติเล่า "หากรวมกันแล้วต้องเน้นลูกค้ารายย่อยแล้วค่อยขยายฐานออกไปยังระดับภูมิภาค เน้นพัฒนาพนักงานการตลาด บทวิจัย รวมถึงเน้นธุรกิจวาณิชธนกิจที่สำคัญ การทำงานผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

เมื่อแนวความคิดไม่ตรงกันทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องหยุด เพราะการรวมกิจการกันเป็นเรื่องการบริหาร ซึ่ง บล.ยูไนเต็ดอาจ จะเกิดความวิตกกังวลในอนาคตถ้าปล่อยให้ดีลนี้ประสบความสำเร็จ ดังนั้น การยกเลิกกันถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในสายตาของฝ่ายปฏิเสธ และเป็นเรื่องปกติในโลกธุรกิจ เพราะการรวมกิจการกันนั้นต้องเกิดขึ้นเป็นขั้นเป็นตอน แต่จะประสบความ สำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับผู้ถือหุ้นเท่านั้น

หลังกลุ่มทรีนีตี้ถูกปฏิเสธก็ต้องกลับมาสร้างธุรกิจด้วยตนเอง หลังจากสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดไปประมาณ 1% จากเดิม ประมาณ 3.5% ส่งผลให้การเติบใหญ่หยุดชะงักลงพอสมควร "พวกเราคิดว่าเมื่อรวมกันแล้วจะทำงานได้เร็วมากขึ้น" ภควัติบอก "เมื่อดีลล้มเหลวเราทำงานตามแผนเดิมต่อไป"

แผนเดิมที่ว่านี้คือการเป็นโบรกเกอร์ซึ่งทำสำเร็จแล้ว มีส่วนแบ่งการตลาดติด 1 ใน 5 และเข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ "นับตั้งแต่วันแรกที่ทำงานพวกเราก็มีเป้าหมาย ชัดเจน ส่วนการรวมกิจการนั้นเป็นโอกาสเท่านั้น" กัมปนาท โลห เจริญวนิช กรรมการอำนวยการ บล.ทรีนีตี้กล่าว

สำหรับบล.ยูไนเต็ดผลกระทบได้สะท้อนออกมาแล้ว โดยเฉพาะส่วนแบ่งการตลาดลดลงไปที่ระดับ 1.90% จากเป้า 4% ที่ เคยตั้งไว้หากดีลนี้ประสบความสำเร็จ ส่วนปีหน้าคาดว่าจะเหลือ แค่ 1.20% ถือเป็นเรื่องที่บริษัทต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้กับ ผู้ถือหุ้นโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นการปฏิเสธรวมกิจการกับกลุ่มทรีนีตี้ วัฒนา ครั้งนี้จะกลายเป็นความผิดพลาดครั้งสำคัญที่สุด



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.