|

"เนสท์เล่"ใช้ปฏิบัติการสีฟ้าล้มวอลล์ดึงแฟมิลี่มาร์ททำไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ
ผู้จัดการรายวัน(5 เมษายน 2548)
กลับสู่หน้าหลัก
เนสท์เล่ ไอศกรีมอัดงบ 700 ล้านบาท ดันส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 42% หวังสิ้นปีขึ้นแท่นผู้นำคู่วอลล์ กร้าวสิ้นปีหน้าขอโค่นแชมป์เจ้าตลาดร่วง วางกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ 3 รายการหลักหมากสำคัญที่จะเอาชนะคู่แข่ง พร้อมควงแขนแฟมิลี่มาร์ทเร่งทำตลาดไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ ซันเดย์ คาดสร้างรายได้ 10% แซงกลุ่มเทคโฮม พร้อมยันยังไม่ปรับราคาหรือหดไซส์
นายฟิลิป เออเบอรี่ ผู้จัดการทั่วไป เนสท์เล่ ไอศกรีม และผลิตภัณฑ์แช่เย็น บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า กลยุทธ์การตลาดในปีนี้จะต่อเนื่องจากกลยุทธ์ "ปฏิบัติการสีฟ้า" ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2546 โดยจะใช้แนวคิด "ปฏิบัติการกล้า ขับเคลื่อนจักรวาลสีฟ้า" ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นส่วนแบ่งตลาดของเนสท์เล่ให้เพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 42% ภายในสิ้นปี 2548
เนสท์เล่วางงบการตลาดปีนี้ไว้ 700 ล้านบาท ประกอบด้วย เพิ่มจำนวนรถสามล้อ และปรับปรุงโรงงานรองรับการขยายตัวของยอดขาย โดยงบหลักส่วนใหญ่จะเน้นหนักให้กับการทำตลาด เนื่องจากปีที่ผ่านมาบริษัทใช้งบประมาณรวม 800 ล้านบาท เน้นหนักเรื่องการขยายโรงงานผลิตไอศกรีม และการปูทางให้กับการรุกทำตลาดอย่างหนักในปีนี้
เป้าหมายหลักของปีนี้ เนสท์เล่วางเป้าที่จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้ใกล้เคียงกับวอลล์ ผู้นำตลาดอันดับ 1 ซึ่งปัจจุบันเนสท์เล่มีส่วนแบ่งตามหลังวอลล์เพียง 3-4% เท่านั้น จึงมั่นใจว่าภายในสิ้นปีนี้เนสท์เล่จะสามารถก้าวขึ้นมามีส่วนแบ่งตลาดเท่ากับวอลล์ และครองตำแหน่งผู้นำคู่กัน ขณะที่ภายในสิ้นปี 2549 ตั้งเป้าที่จะก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 เพียงแบรนด์เดียวด้วยส่วนแบ่งตลาด 45-46%
ภาพรวมตลาดไอศกรีมเมืองไทยในช่วงไตรมาส 1 ปีนี้มีมูลค่า 5,800 ล้านบาท หรือเติบโต 7-10% คาดว่าจะเพิ่มเป็น 6,000 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ โดยเนสท์เล่ถือเป็นผู้เล่นที่ช่วยกระตุ้นตลาดรวมให้เติบโตมากขึ้น ซึ่งนับจากปีแรกที่เนสท์เล่ใช้แคมเปญ "ปฏิบัติการสีฟ้า" ในปี 2546 ขณะนั้นตลาดไอศกรีมรวมมีมูลค่า 4,900 ล้านบาท สามารถเพิ่มมาเป็น 6,000 ล้านบาทได้ภายในปี 2548 และเชื่อมั่นว่าช่วยให้จำนวนผู้บริโภคไอศกรีมของคนไทยเพิ่มมากขึ้นด้วย แม้ว่าอัตราบริโภคไอศกรีมของคนไทยจะยังน้อยอยู่เฉลี่ยเพียง 1.5 ลิตรต่อคนต่อปี
ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายไอศกรีมตลาดที่ใหญ่ที่สุด คือ ตลาดโรงเรียน, รถไอศกรีมสามล้อ และร้านโชวห่วยมากกว่า 50% ส่วนโมเดิร์นเทรดมีสัดส่วนเพียง 8-10% ซึ่งช่องทางนี้เนสท์เล่ห่างจากผู้นำตลาดมาก โดยช่องทางที่สร้างยอดขายให้เนสท์เล่มากที่สุด คือ รถไอศกรีมสามล้อ มีสัดส่วน 35% โรงเรียน 25% ร้านโชวห่วย 20% โมเดิร์นเทรด 10% ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าในสถานีน้ำมัน 5% และร้านอาหาร 5% โดยปัจจุบันเนสท์เล่เป็นผู้นำตลาดไอศกรีมในสถานีน้ำมัน โดยมีส่วนแบ่งตลาด 80% และช่องทางในสวนสนุก มีสัดส่วนมากกว่า 95%
สำหรับอัตราการเติบโตของเนสท์เล่ตั้งเป้าไว้ 30% โดยไตรมาสแรกสามารถเติบโตได้ 30% ตามเป้าหมาย ซึ่งปีนี้เนสท์เล่วางกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์หลักไว้ 3 รายการ คือ 1. ไอศกรีมเอ็กซ์ตรีม โกลด์ ที่จับกลุ่มวัยรุ่นขึ้นไป เพราะเป็นนวัตกรรมใหม่ของโคนไอศกรีมที่ทำด้วยช็อกโกแลต แตกต่างจากไอศกรีมอื่นที่ทำจากขนมปังเวเฟอร์
2. ไอศกรีมสตาร์วอร์ จับกลุ่มเด็ก เพราะจำลองหน้าของดาร์ท เวเดอร์ ตัวเอกในภาพยนตร์เรื่อง สตาร์วอร์ ที่จะเข้าฉายในไทยประมาณเดือนพ.ค.นี้ และ 3. ไอศกรีม ซันเดย์ หรือไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟเนสท์เล่แบบกด ซึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ช่วยผลักดันยอดขายทั้งปีให้เป็นไปตามเป้าหมาย มีขายในแฟมิลี่มาร์ทที่มีเครือข่ายกว่า 500 สาขาทั่วประเทศ และยังมีช่องทางที่เป็นเอ็กซ์คลูซีฟในปั้มน้ำมันอื่นๆ อีก อาทิ สตาร์มาร์ท ร้านซีเล็กซ์ เลมอนกรีน เป็นต้น ซึ่งเป็นพันธมิตรเดิมที่เนสท์เล่ทำเอ็กซ์คลูซีฟกลุ่มไอศกรีมตู้แช่ด้วย
"หลังจากที่ทดลองทำตลาดให้กับไอศกรีม ซันเดย์ที่จำหน่ายเฉพาะช่องทางร้านสะดวกซื้อต่างๆ นั้น ได้รับผลตอบรับที่ดี และปีนี้บริษัทมีช่องทางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อแบบเครือข่ายที่ลงตัวแล้ว คือ แฟมิลี่มาร์ท จึงคาดว่าไอศกรีม ซันเดย์จะสามารถสร้างสัดส่วนรายได้ให้กับเนสท์เล่สูงถึง 10% แซงกลุ่มไอศกรีมเทคโฮมหรือซื้อกลับบ้านสร้างรายได้เพียง 5% เท่านั้น และเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เนสท์เล่ไม่เน้นทำตลาดกลุ่มเทคโฮมเพิ่มขึ้น"
นายฟิลิปกล่าวเพิ่มว่า บริษัทยังไม่ได้ปรับผลกระทบจากปัญหาเรื่องภาวะน้ำมันดีเซลปรับตัว หรือต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น จึงยังไม่มีนโยบายปรับราคาสินค้า หรือลดขนาดของสินค้าให้เล็กลงเพื่อคงราคาเดิม
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|