ศูนย์กสิกรไทยวิจัยดอกเบี้ยไทยต้องต่ำอ้างปัจจัยศก.สหรัฐฯ


ผู้จัดการรายวัน(8 พฤษภาคม 2545)



กลับสู่หน้าหลัก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยหยิบยกความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ยเฟดสะท้อนคำถามว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นไม่จริง เชื่อมโยงนโยบายดอกเบี้ยต่ำในไทยควรดำเนินต่อเพื่อประคองการใช้จ่ายภายในประเทศต่อ

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ได้วิเคราะห์เรื่อง"ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกา... เอื้อต่อนโยบายดอกเบี้ยต่ำของธปท."ว่าในวันที่ 7 พฤษภาคม ธนาคารกลางสหรัฐฯ(Fed)

จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (Federal Market Committee : FOMC) เพื่อกำหนด ทิศทางนโยบายการเงินและระดับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ซึ่งผลของการประชุม FOMC

ในครั้งก่อนเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา Fed มีมติอัตราดอกเบี้ย fed funds ไว้ที่ระดับเดิมคือ 1.75% ขณะในช่วงเดือนมีนาคมนั้น ตลาดมีความ

คาดหวังถึงการฟี้นตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ

รวมถึงนักวิเคราะห์บางส่วนยังเชื่อว่า fed อาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย fed funds วันที่ 7 พฤษภาคมนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังเดือนมีนาคมที่ผ่านมา การคาดหมายของตลาดต่อการฟื้นตัวของสหรัฐฯ ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากตลาดมองว่าแม้เศรษฐกิจสหรัฐฯจะฟื้นตัวขึ้นได้

แต่อาจจะไม่แข็งแกร่งหรือร้อนแรงอย่างที่ได้เคยคาดกันไว้แต่เดิม ดังนั้นสำหรับการประชุม FOMC ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 พฤษภาคมนี้ ตลาดจึงคาดว่า fed น่าจะยังให้คงอัตราดอกเบี้ย fed funds

ไว้ที่ระดับเดิมต่อไป ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประมาณการฟื้นต้วทางเศรษฐกิจและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย fed funds ของสหรัฐฯ พร้อมทั้งผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทยไว้ดังต่อไปนี้

คำถามเศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้น?

ในช่วงที่ผ่านมา ความคิดเห็นหรือการคาดการณ์เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(Fed) เริ่มที่จะเปลี่ยน แปลงไป โดยจากเดิมที่คาดกันว่า Fed

อาจจะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย fed funds ตั้งแต่ไตรมาสที่สอง(หลังจากที่ให้คงอัตราดอกเบี้ย fed funds ไว้ที่ระดับ 1.75% มาตั้งแต่ปลายปี 2544)

เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯในช่วงไตรมาสแรกทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าสหรัฐฯอาจจะฟื้นตัวขึ้นได้อย่างแข็งแกร่งในปีนี้

สอดคล้องกับการประกาศตัวเลขผลิต-ภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) ไตรมาสแรกที่ขยายตัวถึง 5.8% จากการขยายตัวของ การลงทุนในสินค้าคงคลังของภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม

การคาดการณ์เปลี่ยนไปเป็นว่า Fed อาจจะตรึงอัตราดอกเบี้ย fed funds ไว้ที่ระดับเดิมในการประชุม FOMC ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 พฤษภาคมนี้ และต่อเนื่องไปถึงการประชุมวันที่ 25-26 มิถุนายนด้วย

เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯแสดงถึงสัญญาณการฟื้นตัวที่ค่อนข้างจำกัด ดังจะเห็นได้จากการปรับตัวลดลงของตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ( Comsumer Confidence),

ดัชนีกิจกรรมการผลิต( Institute for Supply Management: ISM ) ในเดือนเมษายน และการร่วงลงของดัชนีหุ้นดาวโจนส์และแนสแดค ในช่วงปลายเดือนเมษายน รวมไปถึงการปรับตัว

ขึ้นมากกว่าที่คาดของอัตราการว่างงานในเดือนเมษายน โดยขึ้นไปถึงระดับ 6% จาก 5.7% ในเดือนมีนาคมก่อนหน้า

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยของ Fed ผ่านการพิจารณาตัวแปรสำคัญทางเศรษฐกิจต่างๆ ดังนี้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯจะมีอัตราเติบโตที่ชะลอตัวลงในช่วงที่เหลือของปี 2545หลังจากที่ขยายตัวถึง 5.8% ในไตรมาสแรก

เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทสหรัฐที่ยังอ่อนแออยู่โดยคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะขยายตังประมาณ 3.0% ในไตรมาส ที่สอง และ 2.5% ในไตรมาสที่สามและสี่

ซึ่งจะทำให้มีการขยายตัวทั้งปีที่ประมาณ 2.0%-2.5% และอาจเพิ่มขึ้นเป็น3.0%-3.5% ในปี 2546 ทั้งนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า 3.5% เชื่อว่าจะไม่สามารถทำให้อัตราการว่างงานปรับตัวลดลงได้

อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ : คาดว่ายังคงมีค่าเฉลี่ยในปี 2545 ที่ประมาณ 5.8%-5.9% และคงทรงตัวที่ระดับ 5.8% ในปี2546

โดยเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐฯคงจะไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในขณะที่ระดับอัตราการว่างงานยังแสดง ถึงภาวะทดทอยทางเศรษฐกิจอยู่

อัตราเงินเฟ้อ : คาดว่าคงจะมีค่าเฉลี่ยประมาณ 1.2%-1.5% ในปี 2545นี้ ก่อนที่จะได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2.0% ในปี 2546

แต่ก็ยังถือว่าเป็นระดับอัตราเงินเฟ้อที่ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับแรงกดดันมากจนกระทั่งทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย (เชื่อกันว่าอัตราเงินเฟ้อที่ระดับ 3.0%

ขึ้นไป เป็นระดับที่จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ดังที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี2543)

"การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็ถือเป็นปัจจัยลบต่อความสามารถทางการแข่งขันและการ ส่งออกของไทย ทั้งนี้ ตัวเลขการส่งออกไตรมาสแรกของไทยยังคงมีการขยายตัวที่ติดลบอยู่ประมาณ 6.3%

ซึ่งทำให้ในไตรมาสที่เหลือของ ปีนี้ ตัวเลขการส่งออกต้องมีการขยายตัวค่อนข้าง มาก จึงจะได้ตามเป้าหมาย 5.0% ของทางการไทย"

การที่เศรษฐกิจสหรัฐฯไม่ฟื้นตัวขึ้นอย่างร้อนแรงอย่างที่คาดการณ์ไว้แต่เดิม อาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการส่งออกของไทย

และทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงต้องพึ่งพาการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชน ดังเช่นที่ผ่านมาไตรมาสแรก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำอย่างต่อเนื่องของทางการไทย ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่

ในการที่จะช่วยประคับประคองการใช้จ่ายภายในประเทศให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำหรับการฟื้นตัวขึ้นของเศรษฐกิจไทย ในยามที่ภาคการส่งออกยังคงมีความไม่แน่นอน รวมถึงการใช้จ่ายของภาครัฐบาล

ยังคงมีข้อจำกัดในเรื่องปัญหาหนี้สาธารณะ

สรุป ศูนย์วิจัยกสิรไทย คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ(Fed) น่าจะยังคงให้อัตราดอกเบี้ย fed funds ไว้ที่ 1.75% ต่อไปในการประชุม FOMC ที่มีขึ้นในวันที่ 7 พฤษภาคมนี้

เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ยังคงมีคำถามอยู่ โดยคาดว่า Fed อาจตรึงอัตราดอกเบี้ย fed funds ไว้ที่ 1.75% ตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้

หรือหากมีการพิจารณาปรับขึ้นก็คงจะเป็นการปรับขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี โดยอัตรา ดอกเบี้ย fed funds คงจะไม่ขึ้นไม่เกิน 2.0% ณ ปลายปี 2545 ดังนั้น จึงคาดว่าอัตราดอกเบี้ย fed funds "ณ

ปลายปี 2545 คงจะอยู่ที่ประมาณ 1.75%-2.0% และประมาณ 2.75%-3.5% ณ ปลาย ปี 2546

สำหรับผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทยนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า แนวโน้มดังกล่าวของอัตราดอกเบี้ย fed funds น่าจะเป็นสิ่งที่

เอื้อต่อการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย โดย ธปท.คงจะไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันในเรื่องความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ย และกระแสเงินทุนไหลออกมากนัก

ขณะที่นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำอย่างต่อเนื่องของไทย น่าจะช่วยประคับประคองการใช้จ่ายภายในประเทศ ที่ถือเป็นปัจจัยสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

ในยามที่ภาคการส่งออกยังคงมีความไม่แน่นอน



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.