คาเธ่ย์แคปปิตอลเดินหน้า ยันปิดคาเธ่ย์ทรัสต์ไม่กระทบ


นิตยสารผู้จัดการ( มกราคม 2541)



กลับสู่หน้าหลัก

การประกาศปิดตาย 56 ไฟแนนซ์ คือบทสรุปของการแก้ปัญหาเบื้องต้นของรัฐบาลไทย มีเพียง 2 สถาบันการเงินเท่านั้นที่แผนฟื้นฟูผ่านและได้เปิดดำเนินงานต่อไป เนื่องจากมีเม็ดเงินจากต่างชาติเข้ามาเพิ่มทุนจำนวนมาก คือ บงล. บางกอกอินเวสเม้นท์ และ บงล. เกียรตินาคิน

ส่วน บง. คาเธ่ย์ทรัสต์นั้นนับว่าเป็น 1 ใน 56 ไฟแนนซ์ที่สิ้นชื่อในครั้งนี้ อย่างไรก็ดี ธนาธิป วิทยะสิรินันท์ กรรมการรองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวาณิชธนกิจ บล. คาเธ่ย์แคปปิตอล ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า การปิดตัวของคาเธ่ย์ทรัสต์นั้นไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อบริษัท

"การดำเนินงานของเราไม่เกี่ยวกันเลย มีก็แต่เรื่องโครงสร้างผู้ถือหุ้นเท่านั้นที่ยังไม่ได้แยกออกมาเนื่องจากเดิม บง. ต้องถือหุ้นใน บล. เป็นเวลา 6 เดือนก่อน จึงจะแยกออกมาได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตอนโอนสินทรัพย์ รวมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย เราแยกการดำเนินงานออกจากคาเธ่ย์ทรัสต์เมื่อประมาณต้นปี ก็ต้องให้ บง. ถือหุ้นอยู่ 6 เดือน พอเราทำเรื่องขอออกมาก็มีการประกาศปิดไฟแนนซ์พอดี เรื่องก็เลยยังค้างอยู่" ธนาธิปอธิบาย

อย่างไรก็ตามกลุ่มพานิชชีวะ และศรีเฟื่องฟุ้ง ยังแสดงความจำนงที่จะซื้อหุ้นของคาเธ่ย์แคปปิตอลออกมาเพื่อถือไว้โดยตรง ซึ่งขณะนี้ต้องรอตามขั้นตอนของทางการว่าจะขายสินทรัพย์ของคาเธ่ย์ทรัสต์ออกมาเมื่อไหร่

"เราก็อยากให้เร็วที่สุดเพราะตอนนี้มีปัญหาเรื่องภาพมันไม่ชัด กลัวว่าคนจะเข้าใจผิดว่าเราเกี่ยวด้วยหรือเปล่า แต่จริงๆ เราแยกออกมาเรียบร้อยแล้วแต่มันผิดเวลาไปหน่อย เรื่องจึงยังไม่เรียบร้อย แต่ผู้ถือหุ้นเราก็พร้อมจะซื้อออกมา"

สำหรับเรื่องเงินที่กู้มาจากคาเธ่ย์ทรัสต์ประมาณ 200 ล้านบาทนั้น บริษัทได้เตรียมเงินสดไว้แล้วตั้งแต่ที่มีการปิดไฟแนนซ์เมื่อประมาณกลางปี หากว่าจำเป็นต้องใช้คืนก็สามารถจ่ายคืนได้ ซึ่งอาจจะทำให้วงเงินหมุนเวียนของบริษัทลดลงไปบ้าง ทำให้ความยืดหยุ่นในระยะสั้นมีน้อยลง แต่ก็ไม่มีปัญหาเรื่องที่จะขาดสภาพคล่อง ซึ่งทางบริษัทได้ทำเรื่องชี้แจงกับทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว

ทั้งนี้เงินกู้ดังกล่าวจะถึงกำหนดชำระภายในระยะเวลา 2 ปี ซึ่งธนาธิปเชื่อว่าตามเกณฑ์ของทางการแล้ว คาเธ่ย์แคปปิตอลจะต้องย้ายไปเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่ดีต่อไป จนกว่าจะครบกำหนดชำระ และน่าจะต่ออายุได้เนื่องจากที่ผ่านมาคาเธ่ย์แคปปิตอลเป็นลูกหนี้ชั้นดีมาตลอด

อย่างไรก็ดีเพื่อเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจ คาเธ่ย์แคปปิตอลยังมองหาผู้ร่วมทุนต่างชาติเข้ามาถือหุ้นอยู่ โดยเน้นผู้ร่วมทุนที่จะเข้ามาพัฒนาธุรกิจร่วมกันอย่างจริงจังมิใช่เข้ามาซื้อหุ้นทั้ง 100% หรือ 80% เพื่อใช้เป็นที่ผ่านออร์เดอร์เท่านั้น

ธนาธิปชี้แจงว่า "เราไม่ได้ต้องการขายบริษัททิ้งแล้วก็ไป เราต้องการคนที่เข้ามาช่วยกันทำธุรกิจ เพราะเชื่อว่าธุรกิจนี้ยังไปได้ พัฒนาได้ และยังมีโอกาสอีกมาก"

ที่ผ่านมามีบริษัทต่างประเทศเข้ามาพูดคุยด้วยหลายราย แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากสถานการณ์ของประเทศไทยไม่มีความแน่นอน ทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการตัดสินใจ ขณะเดียวกันทางคาเธ่ย์แคปปิตอลก็มองว่าไม่ควรจะรีบเร่งนัก เพราะยังไม่อยากขายในราคาถูกระหว่างนี้ จึงควรจะร่วมมือกันไปก่อนโดยที่ยังไม่ต้องเข้ามาร่วมทุน

บล. คาเธ่ย์แคปปิตอลกำลังเตรียมการเซ็นบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับโบรกเกอร์ต่างชาติรายหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องความร่วมมือกันในเรื่องของงานวิจัย ส่วนทางด้านวาณิชธนกิจและการบริหารสินทรัพย์นั้นจะตกลงกันเป็นแต่ละกรณีไป และในระหว่างนี้ต่างฝ่ายต่างก็สามารถเจรจาเรื่องร่วมทุนกับรายอื่นได้อย่างเปิดกว้าง แต่หากว่าการร่วมมือทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี การร่วมทุนกันในอนาคตก็อาจจะตามมาในที่สุด

สิ่งที่คาเธ่ย์แคปปิตอลคาดหวังจากการร่วมทุนกับต่างชาติก็คือ ต้องการเครือข่ายต่างประเทศในการส่งคำสั่งซื้อขายเข้ามา และเมื่อมีงานวาณิชธนกิจก็สามารถขายไปได้ทั่วโลก รวมถึงโนว์ฮาวต่างๆ ทั้งในเรื่องของการจัดการกองทุนและตลาดอนุพันธ์ และที่ขาดไม่ได้ก็คือการส่งเสริมในเรื่องภาพพจน์ที่เป็นสากลมากขึ้น รวมถึงเงินทุนที่จะเข้ามาใช้ในการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น

สำหรับแผนการดำเนินงานของคาเธ่ย์แคปปิตอลปีนี้ ยังคงเดินหน้าตามแผนที่วางไว้ตั้งแต่แยกธุรกิจออกมาจากคาเธ่ย์ทรัสต์ กล่าวคือ ธุรกิจด้านการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์นั้น จะเน้นที่ลูกค้าสถาบัน ลูกค้าต่างประเทศ และลูกค้าขนาดกลางขึ้นไป ส่วนลูกค้ามาร์จินก็ได้ลดขนาดลงมาจาก 2,000-3,000 ล้านบาทเมื่อ 2 ปีก่อน ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 300 ล้านบาทเท่านั้น

"ทุกวันนี้เรายังมีลูกค้ามาร์จินอยู่บ้าง แต่ก็คัดเลือกมากนับเป็นโชคดี เพราะถ้าเรายังมีการปล่อยมาร์จินโลน 3,000 ล้านบาทอย่างเมื่อ 2 ปีก่อน ป่านนี้เราคงตายไปแล้ว" ธนาธิปกล่าว

ทางด้านวาณิชธนกิจ จะแบ่งออกเป็นทีมย่อยๆ แต่ละทีมดูประมาณ 2-3 อุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในแต่ละอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง ซึ่งก็ดูกันอยู่ประมาณ 15 อุตสาหกรรมหลักๆ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพัฒนาธุรกิจซึ่งจะดูโครงการใหม่ๆ และอาจจะเข้าไปร่วมในฐานะที่ปรึกษาหรือลงทุนด้วยการถือหุ้นประมาณ 5-10% ในโครงการที่มีศักยภาพ

"ช่วงนี้ด้านวาณิชธนกิจจึงมีงานเยอะมาก แต่ได้เงินยาก เพราะตอนนี้คู่แข่งน้อยลง และบริษัทจำนวนมากต้องการหาผู้ร่วมทุน หาเงินกู้ งานจะเข้ามามากแต่ทำให้สำเร็จได้ยากเพราะตอนนี้มีคนจะขาย แต่หาคนซื้อไม่ได้ นักลงทุนต่างชาติก็ลังเล และพยายามกดราคา"

ส่วนการบริหารสินทรัพย์นั้น คาเธ่ย์แคปปิตอลเพิ่งได้รับไลเซนส์ในการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน

ธนาธิปเล่าว่า เดิมทีบริษัทได้ยื่นขอไลเซนส์จัดการกองทุนเลี้ยงชีพไป ตั้งแต่ตอนขอแยกธุรกิจออกมาจากคาเธ่ย์ทรัสต์ แต่ปรากฏว่าพอแยกออกมาแล้ว ไลเซนส์กลับไปติดอยู่ที่คาเธ่ย์ทรัสต์ ขณะที่คนทำงานอยู่ที่คาเธ่ย์แคปปิตอล ทำให้บริษัทต้องทำเรื่องขอย้ายไลเซนส์มา 6 เดือนผ่านไปก็ยังไม่สามารถย้ายได้ ดีลนับ 100 ล้านบาทที่มีอยู่ในมือตอนแรกก็ต้องปล่อยไป จนในที่สุดคณะกรรมการตัดสินใจยื่นขอไลเซนส์ใหม่และเพิ่งได้รับมาเมื่อ 2 เดือนนี้

ขั้นแรกคาดว่าจะพยายามกลับไปตามลูกค้าเก่าก่อนว่าหนีหายไปทำกับโบรกเกอร์อื่นหรือยัง พร้อมทั้งหาลูกค้าใหม่เข้ามา โดยมุ่งไปที่กองทุนบำนาญข้าราชการ (กบข.) และธุรกิจอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยบริษัทจะจ้างผู้จัดการกองทุนมืออาชีพจากต่างประเทศเข้ามาดูแล เพื่อให้ลูกค้าเกิดความเชื่อถือ

"ธุรกิจนี้แม้จะมีคู่แข่งเยอะ แต่ก็เชื่อว่าการขยายตัวจะสูงมากด้วยเช่นกัน เพราะมันเริ่มจากศูนย์ ถ้าต่อไปกองทุนนี้มีเป็นล้านล้านบาท เราได้แค่ 1% ก็หมื่นล้านบาท ธุรกิจนี้ได้ 2,000-3,000 ล้านบาทก็มีความประหยัดต่อขนาดแล้ว" ธนาธิปกล่าว

สำหรับกองทุนส่วนบุคคลนั้น เขาติงว่าค่าไลเซนส์ปีละ 1 ล้านบาทนั้น สูงเกินไปหากจะเริ่มทำธุรกิจช่วงนี้ เพราะจากการศึกษาพบว่า ธุรกิจนี้จะคุ้มทุนได้ต้องมีกองทุนให้บริหารจัดการประมาณ 200-300 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปได้ยากในสถานการณ์ปัจจุบัน



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.