"มันเหมือนกับได้ตกหลุมรัก"
Vebjorn Sand ศิลปินชาวนอร์เวย์ฟื้นความหลัง
"ผมไม่สามารถสลัดมันออกไปจาก
ความรู้สึกนึกคิดได้"......
เป็นเรื่องราวที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Popular Science ฉบับเดือนกุมภาพันธ์
Sand พูดถึงเหตุการณ์เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ขณะมีโอกาสเข้าชมนิทรรศการผลงานของ
Leonardo da Vinci ซึ่งทำให้เขาสะดุดและให้ความสนใจในแบบจำลองสะพานที่ da
Vinci ทำขึ้นเสนอสุลต่าน Bajazet II แห่งอาณาจักรออตโตมาน ในปี 1502 เพื่อทำการก่อสร้าง
ในครั้งนั้น สุลต่านมีโครงการขยายอ่าว Golden Horn ซึ่งอยู่ระหว่างเมือง
Pera และ Constantinople (Istanbul ในปัจจุบัน) ของตุรกี และถ้าได้ก่อสร้างขึ้นจริง
ก็จะได้ชื่อว่าเป็นสะพานใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในยุคนั้นเลยทีเดียว
ปรากฏว่า ราชสำนักออตโตมานกลับรู้สึกทึ่งและประหลาดใจมาก กับงานออกแบบสะพานที่เป็นรูปทรงโค้งขนาดมหึมา
และหลังจากปรึกษา กับคณะที่ปรึกษาแล้ว สุลต่านมีบัญชาที่มีผลให้โครงการก่อสร้างต้องพับฐานไปว่า
สะพานทรงโค้งขนาดใหญ่อย่างนั้นมีสิทธิจะถล่มพังลงตรงส่วนกลางของสะพานได้
แต่ทันทีที่ Sand ได้เห็นแบบของสะพาน เขาเชื่อมั่นว่ามันต้องสร้างได้ "ที่สำคัญเรากำลังจะได้ร่วมงานกับ
Leonardo" เขาคิด
Sand ไม่ยอมเสียเวลาอีกต่อไป เขาติดต่อกับ Norwegian Public Road Administration
ทันที พร้อมเสนอให้สร้างสะพานตามแบบของ da Vinci
แล้วฝันของ Leonardo da Vinci ก็เป็นจริงเอาในศตวรรษที่ 21 นี้เอง เมื่อทางการนอร์เวย์ตกลงสร้างสะพานดังกล่าว
โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องย่อส่วนให้เล็กลงจากต้นแบบซึ่งยาว 787 ฟุตให้เหลือ
328 ฟุต โดยสนับสนุนเงินงบประมาณให้สร้างสะพานด้วยไม้สนอัดซ้อนกันเป็นชั้นๆ
(Laminated pine) ที่บริเวณ As ซึ่งอยู่ชานกรุงออสโล นครหลวงนั่นเอง
เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ สมเด็จพระราชินี Sonja แห่งนอร์เวย์ เสด็จเปิดสะพานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่
31 ตุลาคมปีที่แล้ว
ที่น่าทึ่งที่สุดในสายตาของวิศวกรก็คือ รูปลักษณ์อันทันสมัยของสะพาน ซึ่งบางคนถึงกับยกย่องให้เป็นสะพานแห่งอนาคต
ด้วยซ้ำ
Sand อธิบายเหตุผลในจุดนี้ว่า เป็นเพราะการออกแบบซึ่งใช้หลักคณิตศาสตร์นั่นเอง
"คณิตศาสตร์และเรขาคณิตเป็นหลักวิชาที่อยู่เหนือกาลเวลา"
แต่ถ้าพินิจพิจารณาให้ถี่ถ้วน ก็ช่วยไม่ได้ที่คนทั่วไปจะคิดด้วยหลักสามัญสำนึกเหมือนราชสำนักออตโตมานยุคนั้นว่า
เป็นไปได้อย่างไรที่สะพานโค้งกลมขนาดนั้นจะทอดตัวลงสู่แนวราบได้ในระยะทางที่หดสั้นเข้า?
คำตอบก็คือ ใช้หลักการก่อสร้าง "pressed-bow construction" (โปรดอ่านผังประกอบ)
โดยตัวสะพานจะมีฐานที่แผ่กว้างออกไปมาก ซึ่งก่อให้เกิดแรงต้านจากพื้นดินบริเวณที่รองรับฐานของตัวสะพานนั่นเอง
นอกจากนี้ การสร้างให้สะพานโค้งคู่กันแบบ double-arch construction ยังทำให้สะพานสามารถต้านแรงลมที่พัดกระโชกเข้าทางด้านข้างได้เป็นอย่างดี
สะพานที่สะท้อนอัจฉริยภาพของ Leonardo da Vinci นี้จึงได้รับการยกย่องจากทั่วโลกแบบไม่มีข้อกังขา
เป็นเรื่องของกาลเวลาโดยแท้!
500 ปี หลังจาก Leonardo ออกแบบสะพานแก่สุลต่านแห่งอาณาจักรออตโตมาน ในที่สุดผลงานของสมองอันปราดเปรื่องของเขาก็เป็นจริงขึ้นที่ชานกรุงออสโล
ประเทศนอร์เวย์ เป็นสะพานโค้งที่ออกแบบโดยใช้หลักเรขาคณิตได้อย่างสมบูรณ์แบบดังที่แสดงในผังประกอบ
ที่ทีมวิศวกรซึ่งรับผิดชอบโครงการนี้สร้างขึ้น
A นำทรงกระบอกที่มีปีกโค้งเว้าเข้าข้างในมาหนึ่งอัน แล้วตัดขวางตามแนวนอน
B ได้ส่วนของส่วนโค้งที่เกิดจากการตัดขวางรูปทรงกระบอก
C จากนั้นตัดส่วนที่เป็นปีกของส่วนโค้งนั้นออก เกิดเป็นรูปโค้งทรง parabola
คือมีความแบนโค้งสองด้านขนานกัน
D ตอนนี้ส่วนโค้งนั้นก็กลายเป็นสะพานที่มีความมั่นคง เชิงโครงสร้างคือ มีฐานกว้าง
และคอดแคบเข้าบริเวณ
ส่วนกลางของตัวสะพาน
E ต้นแบบเชิงเรขาคณิตที่เห็นอยู่นี้ เกือบจะเป็นภาพเดียวกับภาพวาดของ Leonardo
da Vinci เมื่อปี 1502
ภาพสะพานที่ Leonardo da Vinci สเกตช์ขึ้นและเสนอต่อสุลต่านแห่งอาณาจักรออตโตมาน
(ขวาสุด)