นายทิม ไอแซค รองประธานกรรมการกลุ่มบริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ ประจำภูมิภาค
เอเชียแปซิฟิก และ ผู้อำนวยการ โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เปิดเผยว่า แม้ภาวะเศรษฐกิจจะยังคงชะลอตัวอยู่ แต่กลุ่มบริษัท โอกิลวี่ฯ
ในประเทศไทยก็สามารถปิดงบปี 2544 ได้ด้วยยอดรายได้สุทธิสูงถึง 444 ล้านบาท
นอกจากตัวเลขผลประกอบการที่ดีแล้ว โอกิลวี่ยังประสบความสำเร็จอย่างสูงในด้านความคิดสร้างสรรค์โฆษณา
เห็นได้จากการกวาดรางวัลโฆษณาระดับประเทศ เช่นงานแบด อวอร์ด ที่ครองตำแหน่งแชมป์กวาดรางวัลสูงสุด
4 ปีซ้อน รวมทั้งในเวทีระดับนานาชาติอีกหลายเวทีด้วย
นายไอแซค กล่าวว่า กลุ่มบริษัทโอกิลวี่ ได้กำหนดจุดยืนของบริษัทให้เป็นมากกว่าเอเยนซีโฆษณา
โดยนอกจากจะให้บริการสร้างสรรค์โฆษณาผ่าน บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์
(ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท รีซัลท์ส แอดเวอร์-ไทซิ่ง จำกัด ซึ่งมีรายรับคิดเป็น
58% ของยอดรายได้สุทธิของกลุ่ม นอกจากนี้ยังให้บริการครอบคลุมถึงการให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์ด้านประชาสัมพันธ์โดย
บริษัท โอกิลวี่ พับลิค รีเลชั่นส์ เวิลด์วายด์ จำกัด (20%), การบริหารสัมพันธ์กับลูกค้าและการบริหารการตลาดผ่านสื่อปฏิสัมพันธ์
(Interactive) โดย บริษัท โอกิลวี่วัน เวิลด์วายด์ จำกัด (16%) และออกแบบงานกราฟฟิกสื่อสารองค์กรโดย
เอ็นเตอร์ไพรส์ ไอจี (6%) ปัจจุบัน กลุ่มบริษัท โอกิลวี่ฯ มีอัตราส่วนระหว่างลูกค้าในประเทศและลูกค้าข้ามชาติอยู่ที่
60:40
นายไอแซค กล่าวอีกว่า ในปีนี้กลุ่มบริษัทโอกิลวี่จะสานต่อกลยุทธ์ที่นำมาใช้กับลูกค้าของบริษัทด้วยการสื่อสารครบวงจรแบบ
360 องศา การสื่อสารเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์“ตราสินค้า”แบบครบ ซึ่งเป็นการผสานการโฆษณาและการสื่อสารรูปแบบต่างๆเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน
อันเป็นกลยุทธ์เฉพาะตัวของกลุ่มโอกิลวี่ ที่ได้นำมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันให้แก่ลูกค้าและกลุ่มบริษัทโอกิลวี่เอง
นอกจากนี้การพัฒนาบทบาทของโอกิลวี่วัน เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพการเติบโตของกลยุทธ์
“บริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า” (Customer Relationship Management หรือ CRM)
บริการของโอกิลวี่วัน จะครอบคลุมการสื่อสารโดยตรงกับลูกค้าทั้งในระบบออนไลน์
(อินเตอร์แอคทีฟ), ออฟไลน์ (ไดเร็คท์ มาร์เก็ตติ้ง), และ ทางโทรศัพท์ จะถูกให้ความสำคัญยิ่งขึ้น
เพื่อยกระดับการให้บริการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าด้วยบริการที่มีอยู่
ทั้งนี้โอกิลวี่คาดว่าในปี 2545 นี้สามารถโตขึ้นได้อีก 10% โดยมีจุดยืนและความมุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรทางการสื่อสารเพื่อเสริมสร้างแบรนด์ที่มีความเป็นมืออาชีพมากที่สุดในประเทศไทย
ซึ่งไม่เพียงให้บริการทางการสื่อสารที่ครบวงจร แต่ยังให้บริการเสริมคุณค่าต่างๆ
กับทั้งลูกค้าและแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาด้วย