|

ปูนใหญ่Q3กำไร1.2หมื่นล.อานิสงส์ราคาขายปิโตรฯพุ่ง
ผู้จัดการรายวัน(28 ตุลาคม 2547)
กลับสู่หน้าหลัก
ปูนซิเมนต์ไทย ไตรมาส 3 กำไรเฉียด 1.2 หมื่นล้านบาท หนุนกำไรสุทธิรวม 9 เดือนกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 94% เหตุยอดขายของทุกสายธุรกิจเติบโต โดยเฉพาะปิโตรเคมียอดขายเพิ่ม 80% จากความต้องการของตลาดโลก ส่งผลให้ราคาขายพุ่งตาม ส่วนการลงทุนโครงการเอทิลีน แครกเกอร์ คาดสรุปได้กลางปี 48 ยันไม่ปรับราคาขายปูนซีเมนต์ แต่หากรัฐปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลอาจจำเป็นต้องปรับเพิ่มด้วย หวั่นการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าจะกระทบผลการดำเนินงาน
นายชุมพล ณ ลำเลียง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCC) เปิดเผย ความคืบหน้าโครงการเอทิลีน แครกเกอร์ นั้นคาดว่าจะได้ข้อสรุปประมาณ กลางปี48 เพราะบริษัทจะต้องพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพราะวัตถุดิบหายากและเครื่องจักรราคาแพงด้วย โครงการนี้แม้จะใช้เวลาศึกษานาน แต่ถือว่าไม่ล่าช้าเพราะในประเทศยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดลงทุน แม้ว่าจะไม่ทันกับช่วงราคาขาขึ้นของวัฏจักร ปิโตรเคมี ตามปกติธุรกิจปิโตรเคมีขาขึ้นจะอยู่ได้ 4-5 ปี และก็ขึ้นอยู่กับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกด้วย ดังนั้นธุรกิจนี้ถือว่ายังลงทุนได้ ถือว่าลงทุนช้าแต่ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ขณะที่การร่วมลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีกับพันธมิตรรายใหม่นั้น คาดว่าจะได้ข้อสรุปปลายปีนี้
นอกจากนี้ยังเล็งที่จะเข้าลงทุนซื้อหุ้นในธุรกิจที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัทหากมีโอกาส และไม่กระทบต่อการถือหุ้น โดยที่ผ่านมา SCC เข้าซื้อหุ้นของไทยเคนเปเปอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น ซึ่งซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นจนทำให้ SCC ต้องลงบันทึกรับรู้รายได้เข้ามา โดยปีนี้บริษัทได้ใช้เงินเพื่อลงทุนประมาณ 6 พันล้านบาท
นายชุมพลกล่าวถึงผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 47 ว่า บริษัทมีงบการเงินของบริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 11,988 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 147% เนื่องจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจปิโตรเคมี อันเป็นผลจากราคาปิโตรเคมีในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรสุทธิรวม 9 เดือน รวมกว่า 27,086 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 94% ขณะที่บริษัทมียอดขายรวม 52,233 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% จากงวดเดียวกันของปีก่อน
โดยธุรกิจปิโตรเคมีมียอดขาย 9,576 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79% ผลจากความต้องการโอเลฟินส์ และอะโรเมติกส์ในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาปิโตรฯ ในตลาดโลกสูงขึ้น ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์ยอดขายรวม 9,576 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% เนื่องจากการก่อสร้างในประเทศเติบโต ส่วนธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มียอดขายรวม 5,274 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เนื่องจากความต้องการกระเบื้องมุงหลังคาและเซรามิกยังเพิ่มขึ้น และธุรกิจกระดาษและบรรจุภัณฑ์มียอดขาย รวม 9,768 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น
นายชุมพลกล่าวว่า ธุรกิจปิโตรเคมีของ SCC ยังทำรายได้เติบโตต่อเนื่อง เพราะความต้องการปิโตรเคมีในตลาดโลกที่ยังสูงอยู่ โดยเฉพาะจีน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่สำคัญ หากจีนยังพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจเติบโตเหมือนที่ผ่านมา ส่วนกรณีที่มีบางประเทศที่ยังต้องเพิ่มกำลังการผลิตปิโตรเคมีในปี 48 นั้น เชื่อว่าไม่มากพอที่จะส่งผลกระทบต่อยอดจำหน่ายหรือราคาขายปิโตรเคมีโลกนัก เพราะจีนเป็นปัจจัยหลักที่จะกำหนดว่าราคาปิโตรเคมีและสินค้า หลายชนิดในตลาดโลกจะเพิ่มหรือลดลง
อย่างไรก็ตาม ความต้องการปิโตรเคมีของตลาดในประเทศยังเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ คือประมาณ 7-10% ต่อปี แต่ตัวเลขยอดขายที่เติบโตขึ้นมากไม่ได้มาจากการเพิ่มกำลังผลิต แต่เป็นผลจากราคาปิโตรเคมีที่ปรับเพิ่มขึ้น จึงทำให้ตัวเลขรายได้และกำไรจากธุรกิจนี้ของบริษัทเติบโตขึ้นมาก
นายชุมพลกล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจปิโตรเคมีและเยื่อกระดาษเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตแล้ว และส่วนเกินที่เหลือจากการจำหน่ายในประเทศ บริษัทได้ส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศทั้งหมด ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์นั้นกำลังการผลิตยังเหลืออีกมาก ดังนั้น การเพิ่มกำลังการผลิตปูนซีเมนต์ขณะนี้จึงเชื่อว่ายังไม่จำเป็นต้องเพิ่ม แม้ว่ารัฐจะออกมาประกาศ ว่าจะอัดงบเพื่อลงทุนในระบบสาธารณูปโภคเป็นจำนวนหลายแสนล้านบาท แต่ก็ยังไม่แน่ใจในนโยบายรัฐว่าจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่
ส่วนการที่ราคาปูนซีเมนต์ที่ปรับเพิ่มขึ้นมานั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจบ้านจัดสรรที่จะเป็นตัวแปรหลักให้ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใช้เป็นตัวอ้างในการปรับราคาขายบ้านเพิ่ม ซึ่งการสร้างบ้านยังต้องอาศัยวัสดุอื่นๆ อีก ส่วนราคาเหล็กที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นไปตามราคาขายในตลาดโลก และการที่เกิดปัญหา เพราะบางจุดที่ขาดแคลนจริง ซึ่งราคาเหล็กปรับเพิ่มจากเมื่อ 2 ปีก่อนถึง 100% นั้น เชื่อว่าเป็นผลจากราคาที่เพิ่มมาจากช่วงที่ขาดแคลน
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนั้น ถือว่ากระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานของเกือบทุกธุรกิจของผู้ประกอบการทุกราย แต่เมื่อเทียบกับค่าไฟฟ้าแล้ว SCC ยอมรับว่าค่าไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานมากกว่า
โดยยืนยันว่าจะไม่มีการปรับราคาขายปูนซีเมนต์ขึ้น แต่หากรัฐปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลก็ยังไม่แน่ว่า SCC จะสามารถยืนราคาขายซีเมนต์ไว้ที่ระดับราคาปัจจุบันนี้หรือไม่ ส่วนยอดขายปูน ซีเมนต์สูงขึ้นกว่าปีก่อนจาก 25 ล้านตัน เป็น 26-27 ล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกัน
นายกานต์ ตระกูลฮุน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยถึงการรีไฟแนนซ์หนี้ว่า หนี้สินของบริษัทถึงไตรมาสนี้เหลือ 106,000 ล้านบาท จากก่อนหน้าที่มีหนี้สินกว่า 1 แสนล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้าจะลดหนี้ให้ได้ปีละประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้ภาระดอกเบี้ยของบริษัทลดลงได้มาก อันจะส่งผลให้กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น โดยดอกเบี้ยจ่าย ในไตรมาส 3 ปีนี้ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนกว่า 100 ล้านบาท
โดยหนี้หุ้นกู้เหลือ 86,500 ล้านบาท และหนี้แบงก์กว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งหุ้นกู้จะครบดีล พ.ย.นี้จำนวน 16,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยจ่าย 5% ส่วนปี48 เดือน เม.ย.จำนวน 12,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย 9.5% และ ต.ค.อีก 7,500 ล้านบาท ดอกเบี้ย 4.5%
"เราคาดว่าจะออกหุ้นกู้ที่จะมารีไฟแนนซ์หนี้เดิมของเราบางส่วน และจะใช้เงินทุนหมุนเวียนจากการดำเนินงานอีกส่วนหนึ่งเพื่อให้การลดหนี้ของเรา เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้"
นายกานต์กล่าวถึงการดำเนินงานของบริษัทในทุกสายธุรกิจว่าเป็นไปตามเป้าหมาย จะมีเพียงธุรกิจเยื่อกระดาษเท่านั้นที่จะเห็นได้จากงบการเงินว่าตัวเลข EBITDA ที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น คือเพิ่มจาก 7,517 ล้านบาท เป็น 7,660 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนเพิ่มขึ้นมา แม้ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่กำไรขั้นต้นลดลง
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|