หากประเทศไทยไม่ได้มีรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี รวมทั้งที่ปรึกษา
ที่มาจากภาคธุรกิจสื่อสารมากเหมือนรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กระแสคัดค้านแนวทางการแปรสัญญาสัมปทาน
โทรคมนาคม ตามการศึกษาของสถาบันทรัพย์สินทางปัญญา แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คงมีไม่มาก และรุนแรงเท่านี้
โดยเฉพาะในหลักการที่ให้บริษัทเอกชนผู้รับสัมปทาน หยุดจ่ายส่วนแบ่งให้รัฐ
ตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งมีการวิเคราะห์กันว่าจะทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้สูงถึง
3 แสนล้านบาท
ตลอด 1 เดือนเศษที่ผ่านมา มีการกล่าวถึงเรื่องนี้กันอย่างต่อเนื่อง ทั้งบนเวทีที่จัดกันทั้งรูปแบบของประชาพิจารณ์
สัมมนา ตลอดจนการเปิดรับฟังความคิดเห็น หรือการพูดให้ความเห็นในวงนอกผ่านสื่อ
เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ว่าตามข้อเสนอของสถาบันทรัพย์สินทางปัญญาที่ระบุว่าให้เอกชนคู่สัญญาไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งให้กับรัฐตั้งแต่ปี
2549 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มเปิดเสรีธุรกิจโทรคมนาคม ตามที่ตกลงไว้กับองค์กรการค้าโลก
และเอกชนคู่สัญญาสามารถเช่า หรือซื้อคืนอุปกรณ์ที่ลงทุนไปแล้วจากรัฐคืนได้
ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกต่อต้านกันอย่างหนัก
แต่ภาคเอกชนเอง กลับไม่ยินดีกับแนวทางนี้ เพราะเห็นว่า การเช่าหรือซื้อคืนอุปกรณ์
เป็นการลงทุนซ้ำเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ได้ลงทุนติดตั้งอุปกรณ์เครือข่ายไปแล้วในวงเงินจำนวนมาก
และเอกชนทุกราย ต่างก็มีหนี้สินจำนวนมหาศาล จากการลงทุนไปแล้วในครั้งแรก
กระแสเสียงที่ออกมาจากภาคเอกชนส่วนใหญ่ จึงยินดีที่จะอยู่ในระบบสัมปทานต่อไปจนกว่าจะหมดอายุสัญญา
จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าเพราะหากรัฐบาลยึดตามแนวทางนี้ รัฐ หรือภาคเอกชน
ใครจะสูญเสียผลประโยชน์มากกว่ากัน
และใครกันแน่ ที่จะได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากการก่อกระแส ต่อต้านแนวทางการแปรสัญญาสัมปทานครั้งนี้
ซึ่งมีความเป็นไปได้ทั้งนั้นว่าอาจจะเป็นกลุ่มองค์กรเอกชน พรรคฝ่ายค้าน
ภาคเอกชนคู่สัญญา หรือแม้แต่คนบางคนในรัฐบาลเอง
หากนับจากมติของคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ ที่มีปองพล อดิเรกสาร
เป็นประธาน ซึ่งออกมาเมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ให้เวลากระทรวงคมนาคม 60 วัน
เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นก่อน ที่จะสรุปเสนอคณะรัฐมนตรี
ข้อสรุปแนวทางการแปรสัญญาสัมปทาน คงจะออกมาให้เห็น ในอีกไม่กี่วันนี้
กระแสเรื่องนี้ ยังคงเป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างต่อเนื่อง