MBK ดันเอ็มบีเครีสอร์ทเข้าSETIPO ที่40ล้านหุ้นขายในQ2ปี48


ผู้จัดการรายวัน(21 กันยายน 2547)



กลับสู่หน้าหลัก

MBK เตรียมส่งบริษัทลูก "เอ็มบีเค รีสอร์ท" เข้าจดทะเบียนในตลท.คาดยื่นไฟลิ่งไตรมาส 1 ปี 48 เผยแผนธุรกิจเตรียมสร้างโรงแรมเพิ่มที่เกาะสมุยใช้งบประมาณ 600 ล้านบาท โดยใช้เงินเงินทุนหมุนเวียน ฟุ้งผลประกอบการปี 48 โตอีก 12%

นายสุเวทย์ ธีรวชิรกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็มบีเค จำกัด (มหาชน) (MBK) เปิดเผยว่า บริษัทจะนำบริษัท เอ็มบีเค รีสอร์ท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยจะยื่นไฟลิ่งประมาณไตรมาสแรกปี 2548 และพร้อมเทรดได้ประมาณไตรมาส 2 ปีเดียวกัน ทั้งนี้บริษัทได้แต่งตั้งให้ บริษัทหลักทรัพย์พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) (CNS) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ทั้งนี้ เอ็มบีเค รีสอร์ทจะกระจายหุ้นเพื่อซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 40 ล้านหุ้น โดยปัจจุบันมีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 200 ล้านบาท เรียกชำระแล้ว 60 ล้านบาท และต้นเดือนตุลาคมปีนี้จะชำระเพิ่มอีก 100 ล้านบาท ส่วนอีก 40 ล้านบาทจะเสนอขายจากหุ้น IPO โดยมีราคาพาร์อยู่ที่ 1 บาท ปัจจุบัน MBK ถือหุ้นในเอ็มบีเค รีสอร์ท ในสัดส่วน 67% และอีก 33% เป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย

สำหรับ เอ็มบีเค รีสอร์ท ดำเนินธุรกิจสนามกอล์ฟ ปัจจุบันมีอยู่ 2 แห่ง โดยแห่งที่ 2 อยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2549 สำหรับสนามกอล์ฟแห่งที่ 2 บริษัทคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนอีกประมาณ 200 ล้านบาท จากที่ก่อนหน้านี้บริษัทได้เข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนจาก เอ็มบีเค รีสอร์ท ซึ่งเป็นเจ้าของที่มูลค่า 300 กว่าล้านบาท

นอกจากนี้ MBK ยังมีแผนสร้างโรงแรมที่เกาะสมุยในพื้นที่ประมาณ 122 ไร่ คาดว่าจะใช้งบประมาณ ในการลงทุน 500-600 ล้านบาท โดยนำมาจากเงินสดหมุนเวียน ซึ่งมีประมาณเดือนละ 100 ล้านบาท สำหรับโรงแรมดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนการออกแบบและต้องใช้เวลาก่อสร้าง ประมาณ 2 ปี โดยคาดว่าในปี 2549 ถึงจะเปิดให้บริการได้

"อย่างไรก็ตาม เรากำลังดูอยู่ว่ามีพันธมิตรรายใดบ้างที่สนใจเข้ามาลงทุนในธุรกิจโรงแรมที่ภูเก็ตบ้าง ซึ่งจริงๆ ตอนนี้ก็มีดิวกันอยู่ โดยพันธมิตรที่จะเข้ามาลงทุนไม่ได้จำกัดว่าต้อง เป็นบริษัทในเครือ และถ้าเข้ามาผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ยังคงเป็นเราอยู่ ส่วนสาเหตุ ที่ต้องหาพันธมิตรนั้นเพราะมองในเรื่องศักยภาพที่จะทำให้ธุรกิจขยายตัวได้เร็วขึ้น เนื่องจากเห็นว่าการทำเพียงลำพังอาจทำให้ธุรกิจดังกล่าวขยายตัวได้ช้า" นายสุเวทย์ กล่าว

นายสุเวทย์ กล่าวอีกว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2548 (มิ.ย. 47-มิ.ย.48) จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10-12% โดยรายได้จากศูนย์การค้าเพิ่มขึ้น 10% รายได้จากธุรกิจข้าวเพิ่มขึ้น 10% และธุรกิจโรงแรมคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 15% ซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีปริมาณลูกค้ามาใช้บริการที่โรงแรมเพิ่มขึ้น เพราะบริษัทได้ทำการตลาดล่วงหน้ากว่า 1 ปี ประกอบกับจะบริหารไฟลท์เครื่องบินให้มีปริมาณเพียงพอในช่วง high season

ส่วนทางด้านศูนย์การค้ามีรายได้เพิ่มขึ้นจากค่าเช่าที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยห้างสรรพสินค้าโตคิวที่ใช้บริการพื้นที่ของบริษัทจะหมดสัญญาในเดือนมีนาคม 2548 และต่อสัญญา ในเดือนมีนาคม 2548 ซึ่งจะรับรู้รายได้ในงบปี 2549

ปัจจุบัน สัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจากศูนย์การค้า 35% จากธุรกิจข้าว 35% และโรงแรม 15% และอื่นๆ 10% โดยบริษัทมีสินทรัพย์ที่สามารถแปลงเป็นเงินได้ในระยะสั้นประมาณ 1,500 ล้านบาท จากเงินฝากหุ้นกู้และตราสารต่าง ๆ

ด้านนโยบายการจ่ายเงินปันผลจะไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ แต่ปีนี้จะจ่ายในอัตรา 54% ของกำไรสุทธิ โดยที่ผ่านมาจ่ายไปแล้วหุ้นละ 1.50 บาท และคาดว่าในเดือนพฤศจิกายน 2547 จะเสนอเข้าที่ประชุมจ่ายเงิน ปันผลอีกหุ้นละ 1.50 บาท รวมทั้งปีจ่ายในอัตราหุ้นละ 3 บาท


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.