|

SCCC เปิดเตาเผาใหม่ขยายผลิตเร่งชิงตลาดคอนกรีตผสมฯที่20%
ผู้จัดการรายวัน(10 กันยายน 2547)
กลับสู่หน้าหลัก
ปูนกลางเปิดเตาเผาอีก 2 แห่งปีนี้ เพิ่มกำลังผลิตปูนซีเมนต์ รองรับความต้องการที่ขยายตัวสูงทั้งตลาดในและต่างประเทศ พร้อมรักษาส่วนแบ่งไว้ที่ 28% ขณะที่คอนกรีตผสมเสร็จจะเพิ่มจำนวน PLANT อีก 2 แห่งปีนี้ และปี 48 สร้างอีกไม่ต่ำกว่า 10 PLANT หวังชิงส่วนแบ่งตลาดนี้ให้ได้ 20% ใน 3 ปี
นายลีโอ มิทเทลโฮลเซอร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) (SCCC) เปิดเผยว่า อีก 2 เดือนข้างหน้าบริษัท จะเปิดเตาเพื่อผลิตปูนซีเมนต์เพิ่มอีก 2 แห่ง จะทำให้บริษัทมีเตาเผาทั้งหมด 6 แห่ง และสามารถเดินเครื่องจักรในการผลิตได้ทันที ซึ่งการเปิดเตาเผาเพิ่มอีก 2 แห่ง ทำให้กำลังการผลิตปูนซีเมนต์ของบริษัทเพิ่มเป็น 14 -14.5 ล้านบาท การเพิ่มเตาเผาขึ้นอีกเพื่อรองรับความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยปูนผงขายที่ราคา 32 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ปูนเม็ดจะขายที่ 24 เหรียญสหรัฐต่อตัน
การที่ SCCC ต้องเปิดเตาเผาใหม่ เพราะคาดว่ายอดขายปูนซีเมนต์ในประเทศปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 7.1 ล้านตัน และในต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 2.8 ล้านตัน และคิดเป็นยอดขายทั้งปี 9.9 ล้านตัน ส่วนในปี 2548 ยอดขายในประเทศอยู่ที่ 8 ล้านตัน และส่งออกขายยังต่างประเทศอยู่ที่ 3-3.5 ล้านตัน รวมเป็นยอดขายประมาณ 12 ล้านตัน
แม้ว่าการส่งออกขายในต่างประเทศจะมีมูลค่าสูงกว่าเพราะได้มีการปรับขึ้นราคาขายเพิ่มอีก 25% โดยเฉพาะดูไบ ที่ขณะนี้กำลังปรับประเทศจากทะเลทรายให้กลายเป็นเมือง แต่การส่งออกเมื่อเทียบกับขายในประเทศ ยอมรับว่าการขายในประเทศได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า เพราะไม่ต้องแบกรับภาระค่าขนส่งที่ขณะนี้สูงขึ้นมากจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และหากความต้องการของตลาดต่างประเทศมีมาก บริษัทอาจปรับเปลี่ยนนโยบายการส่งออกได้
"หากความต้องการในประเทศมีมาก เราอาจต้องลดการส่งออก เพื่อนำส่วนต่างนั้นมาขายในประเทศ เพราะขณะนี้ความต้องการใช้ปูนในประเทศมีสูงมาก เนื่องจากยังมีโครงการทั้งรถไฟฟ้าส่วนขยาย ตลอดจนถนนต่าง ๆ ที่รัฐอัดงบประมาณลงเพื่อขยายระบบสาธารณูปโภค"
ปัจจุบัน บริษัทเปิดเตาในการผลิต 4 เตา เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาความต้องการน้อยลง จึงต้องปิดเตาที่ไม่จำเป็นลง แต่ปัจจุบันเมื่อความต้องการเพิ่มมากขึ้นก็จะเปิดเตาเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้ง 2 เตาที่จะเปิดเป็นตลาดขนาดเล็ก ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มไม่มาก เพราะในระยะแรกจะต้องใช้จ่ายสูง แต่เมื่อผลิตแล้วจะคุ้มทุนในระยะยาว ขณะที่ผลจากความต้องการในเอเชียที่สูงขึ้น ทำให้มีโอกาสที่ราคาปูนจะปรับเพิ่มขึ้นได้
นายมิทเทล โฮลเซอร์ กล่าวว่าปัจจุบัน SCCC มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 28% ซึ่งบริษัทจะพยายามรักษาส่วนแบ่งดังกล่าวไม่ให้ลดลงจากนี้ และต้องหาวิธีที่จะไม่ให้คู่แข่งแย่งลูกค้าไปด้วย ขณะที่บริษัทคาดว่า ความต้องการใช้ปูน ซีเมนต์ในประเทศจะเพิ่มขึ้นอีก 8% ในปี48 หรือคิดเป็นปริมาณความต้องการใช้ที่ 24.5 ล้านตัน ผันแปรไปตามการเติบโตของตัวเลขจีดีพี
สำหรับการเพิ่มกำลังการผลิตในส่วนของคอนกรีต ที่ดำเนินการโดย บริษัท นครหลวงคอนกรีต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกนั้น ปัจจุบันมี PLANT ที่ผลิตคอนกรีตผสมเสร็จทั้งหมด 32 แห่ง และบริษัทกำลังเพิ่มอีก 2 PLANT ในปีนี้ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตเพิ่มเป็น 150,000 คิวบิกเมตร และคาดว่าปีหน้าจะทยอยเพิ่มไม่ต่ำกว่า 10 PLANT อันเป็นผลจากความต้องการสูงมาก แต่การสร้าง PLANT ไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่หมด เพราะ PLANTเก่าที่ไม่ใช้ก็นำมาใช้ได้ ซึ่งการลงทุนในแต่ละปีคาดว่าจะใช้เงินประมาณ 500-600 ล้านบาท ในการขยายกำลังการผลิตในส่วนนี้ โดยการขยายกำลังการผลิตคอนกรีตผสมเสร็จ เพื่อต้องการที่จะชิงส่วนแบ่งตลาดคอนกรีตผสมเสร็จให้ได้ 20% ใน 3 ปี ซึ่งต้องอาศัยเครือข่ายพอสมควร
ปัจจุบัน ตลาดคอนกรีตผสมเสร็จรวมในประเทศปีนี้เติบโตประมาณร้อยละ 25 โดยมีปริมาณการใช้คอนกรีต 18.75 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากยังมีการก่อสร้างที่อยู่อาศัย เพราะบ้านจัดสรรยังมีความต้องการต่อเนื่อง อีกทั้งการลงทุนในโครงการ ต่าง ๆ ของรัฐบาลและการก่อสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมของต่างชาติพบว่ายังต้องการคอนกรีตสูง
ดังนั้น การที่บริษัทร่วมมือกับ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (AMATA) เพื่อเปิดทางให้บริษัทเข้าไปตั้ง PLANT ในนิคมอุตสาหกรรมของอมตะ จึงเป็นเหมือนการเข้าหาลูกค้าได้ง่ายและสะดวกต่อการส่งคอนกรีต เพราะระยะทางสั้นลง ถือเป็นการกระจายตลาดออกไปสู่ภาคตะวันออกของบริษัทโดยอาศัยพันธมิตร และจากการที่อมตะ มีโครงการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว ในอนาคตหาก SCCC จะขยาย PLANT เข้าไปในภูมิภาคเหล่านั้นด้วยก็ไม่ใช่เรื่องยาก
สำหรับผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกพบว่า มียอดขายสุทธิครึ่ง ปีแรก 9,989 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 2,151 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรกของปี46 มียอดขาย 9,081 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,914 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้ประกาศจ่ายเงินปันผลเฉพาะกาลให้กับผู้ถือหุ้นอัตรา หุ้นละ 6 บาท โดยจะจ่ายในวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งปิดทะเบียนบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นวันที่ 20 กันยายนนี้
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|