AH รับผลดียานยนต์โตตั้งเป้ายอดสิ้นปี 6 พันล.


ผู้จัดการรายวัน(19 สิงหาคม 2547)



กลับสู่หน้าหลัก

AH ปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 20% มั่นใจทำยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 6 พันล้านบาท โดยครึ่งปีแรกทำได้แล้ว 3 พันล้านบาท เร่งสร้างโรงงานแห่งใหม่เพิ่มกำลังผลิต ฉวยโอกาสธุรกิจยานยนต์ เติบโตสูง อีกทั้งยังได้รับผลดีจากภาษีรถยนต์ที่ปรับลด ปีหน้าจะโตแบบก้าวกระโดด

นายเย็บ ซู ชวน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) (AH) เปิดเผยว่า ปีนี้ผลการดำเนินงานของบริษัทโตแบบก้าวกระโดดมาก เนื่องจากได้รับผลดีจากธุรกิจยานยนต์ที่เติบโตขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง

โดยก่อนหน้านี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้ที่ระดับ 5,000-5,500 ล้านบาท แต่หลังไตรมาสแรกซึ่งพบว่าตลาดรถยนต์เติบโตขึ้นมาก AH ได้ปรับเป้าใหม่ขึ้นมาที่ 6,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีที่ผ่านมาทำยอดขายได้แล้ว 3,000 ล้านบาท อันเป็นผลจากการขยายตัวของรถยนต์ ซึ่งคาดว่ารถยนต์จะมีอัตราการเติบโตประมาณ 20% ต่อปีและคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องไปอีกถึง 5 ปีข้างหน้า ส่งผลให้เป้ารายได้ของบริษัทจะเติบโตตามอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ระดับเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม AH โชว์ผลงานไตรมาส 2 ออกมาที่กำไรโตถึง 274% คือเพิ่มจาก 48.51 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 46 เพิ่มเป็น 181.64 ล้านบาท ในปีนี้ เนื่องจากรายได้จากการขายชิ้นส่วนยานยนต์ยังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ เพราะปริมาณการผลิตที่มากขึ้น ทำให้เกิดการประหยัด ส่งผลให้กำไรดีขึ้นมาก

นายเย็บกล่าวว่า จากการประเมินการเติบโตของชิ้นส่วนรถยนต์ จึงคาดว่าจะมียอดการผลิตรถยนต์ 2 ล้านคันในปี 2552 ส่วนในปี 2548 คาดว่าจะมียอดการผลิตรถยนต์ประมาณ 1 ล้านคัน ซึ่งถือว่าสูงมากจากในอดีตที่ผ่านมา ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีหลัง AH เชื่อว่ายอดขายจะมีอัตราเติบโตมากกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากมียอดคำสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุปกรณ์จับยึดสำหรับประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ (JIG) มีคำสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปีนี้ ตั้งเป้ายอดขาย JIG 400 ล้านบาท จากปีก่อนที่มียอดขาย 160 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) อยู่ที่ 30% ส่งผลให้มาร์จิ้นรวมของบริษัทในปีนี้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย กล่าวคือเพิ่มจาก 10% ในปีที่แล้วมาเป็น 12% ใน ปีนี้

โดยยอดคำสั่งซื้อ JIG ประมาณกว่า 300 ล้านบาท เป็นคำสั่งซื้อจากจีน อิหร่านและอินเดีย โดยจีนพบว่ามีการสั่งซื้อมากสุด คือ 288 ล้านบาท ส่วนอิหร่าน และอินเดียเป็นสัดส่วนใกล้เคียงกันประมาณ 25 ล้านบาท จากการที่มีคำสั่งซื้อจากประเทศในแถบเอเชีย AH จึงมีแผนที่จะเข้าไปลงทุน ในประเทศแถบนี้ ทั้งจีน อินเดีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งจะลงทุนทุกรูปแบบ ทั้งการหาพันธมิตรและการร่วมลงทุน โดยจะดูสถานการณ์และโอกาสที่เหมาะสม ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจากับพันธมิตรในจีน เพื่อที่จะหาช่องทางในการลงทุน แต่ยังไม่มีอะไรคืบหน้า

อย่างไรก็ตาม จากออเดอร์ของลูกค้าที่เข้ามามากขึ้น รวมทั้งความต้องการของชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศยังโตแบบไม่หยุดยั้ง AH จึงทุ่มทุนอีก 500 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ บนพื้นที่ 15 ไร่ เป็นการเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า โดยจะเริ่มก่อสร้างได้ในไตรมาส 3 ปีนี้ และจะเริ่มผลิตได้ในไตรมาส 3 ปี 48 ซึ่งเงินทุนในการสร้างโรงงานแห่งนี้ ใช้เงินทุนหมุนเวียนจากการดำเนินงาน หากโรงงานแห่งใหม่สร้างเสร็จ AH จะสามารถเพิ่มยอดขายได้อีกถึง 2 พันล้าน

นายเย็บกล่าวว่า นอกจากการเพิ่มกำลังการผลิตในโรงงานแห่งใหม่แล้ว ในส่วนของ บริษัท อาปิโกอมตะ ซึ่งเป็นบริษัทลูก ก็จะทำเงินได้ถึง 2,500 ล้านบาท ขณะที่ AH จะมีรายได้ประมาณ 1,200 ล้านบาท จะทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้สูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการเติบโตของธุรกิจยานยนต์ ดังนั้นผลการดำเนินงานปีหน้า บริษัทจะเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างมาก

โดยการจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ที่สูงขึ้น เป็นผลดีจากยอดขายรถยนต์ทั้ง รถยนต์อีซูซุ โตโยต้าและฮอนด้า ที่ถือว่าเป็นลูกค้าหลักของบริษัทที่ AH ผลิตสินค้าให้กับผู้ประกอบการรถยนต์เหล่านี้ ซึ่งพบว่าความต้องการสินค้ามีสูงขึ้นมาก ที่สำคัญ หลังจากรัฐบาลประกาศอัตราภาษีรถยนต์ใหม่ ที่ทำให้ผู้ซื้อรถยนต์จ่ายต่ำกว่าก่อนหน้านี้มาก ยิ่งเป็นเหมือนสิ่งที่กระตุ้นให้ความต้องการรถยนต์มีสูงขึ้น แม้ว่าภาวะราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์อย่าง AH


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.