วาลเมตอัพเกรดไทยเป็นศูนย์เทคโนฯ ใหญ่ในเอเชีย


นิตยสารผู้จัดการ( กุมภาพันธ์ 2541)



กลับสู่หน้าหลัก

บริษัทวาลเมต คอร์ปอเรชั่นเป็นบริษัทชั้นนำของโลก ในด้านการผลิตและจำหน่ายเครื่องจักร, อุปกรณ์ รวมถึงให้บริการสำหรับอุตสาหกรรมผลิตกระดาษและเยื่อกระดาษ และเมื่อกลางเดือนมกราคม บริษัทได้เปิดศูนย์เทคโนโลยีแห่งใหม่ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ หลังจากมีข่าวความเคลื่อนไหวเมื่อขวบปีที่แล้ว

ธุรกิจของวาลเมต คือ งานขายเครื่องจักรผลิตกระดาษ และงานบริการหลังการขาย โดยเฉพาะงานบริการมีความจำเป็นมาก เพราะเครื่องจักรและอะไหล่ที่ลูกค้าซื้อไป จะมีข้อกำจัดและอายุการใช้งานตามกำหนด ลูกค้าจึงต้องส่งอุปกรณ์ต่างๆ กลับไปยังศูนย์ซ่อมบำรุงอยู่เสมอ

โดยเฉพาะลูกกลิ้งซึ่งจะเป็นงานหลักของศูนย์แห่งนี้ เพราะเมื่อใช้งานไปสักพัก ลูกกลิ้งจะเกิดขรุขระบนพื้นผิว ต้องส่งกลับไปเจียให้เรียบอยู่เป็นระยะ แต่เดิมต้องส่งไปยังศูนย์บริการที่ยุโรปหรืออเมริกาเหนือ ซึ่งนอกจากเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งแล้ว ยังต้องเสียเวลาถึง 3 เดือน เพราะขนส่งไปทางเรือ การมีศูนย์ฯ ในไทยจึงช่วยประหยัดเวลาให้กับลูกค้าที่ซื้อเครื่องจักรของวาลเมต ไม่ต้องส่งไปซ่อมไกลๆ รวมทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย

สาเหตุที่เลือกเมืองไทย มร.มิกโก คอสกี้วีร์ต้า ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีวาลเมต (ประเทศไทย) ให้เหตุผลว่า
"1. ในการลงทุนบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดในพื้นที่อยู่ในเกณฑ์ 30-40% ซึ่งไทยก็เข้าเกณฑ์นี้
2. ได้พื้นที่ใกล้ท่าเรือแหลมฉบังเพียง 2 กิโลเมตร ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในการส่งออกกำลังผลิตที่เหลืออีก 60%
และ 3. พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังได้รับการส่งเสริมจาก BOI ช่วยในเรื่องภาษี รวมทั้งสาธารณูปโภคก็มีศักยภาพรองรับไฮเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี"

และเมื่อเทียบเมืองไทยกับประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน มร.มิกโกกล่าวว่า "แม้ว่าอินโดนีเซียจะเป็นตลาดใหญ่ แต่ถ้าเทียบพื้นที่กว้างสุดของประเทศจะมีระยะห่างถึง 5 พันกิโลเมตร ซึ่งจะเสียเวลาในการขนส่งจากลักษณะทางภูมิเอง แต่ถ้าบริษัทใช้พื้นที่ในไทย ลูกค้าในประเทศสามารถมาถึงศูนย์ได้ภายในวันเดียว หรืออินโดนีเซียก็เพิ่มอีก 1 วันเท่านั้น"

ถ้ามองในระดับภูมิภาคเอเชียเองยังถือว่ามีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก ดูจากอัตราการบริโภคกระดาษในจีนคิดเป็น 10 กก./คน/ปี เทียบกับในอเมริกามีปริมาณมากกว่า 300 กก./คน/ปี จึงถือว่ายังมีช่องให้ธุรกิจด้านนี้โตขึ้นอีกเยอะ

ในขณะเดียวกันภูมิภาคเอเชียยังมีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ที่จะสนับสนุนการผลิตกระดาษได้ เมื่อพิจารณาจากมาตรฐานอุตสาหกรรมกระดาษโดยทั่วไป "อย่างฟินแลนด์ ถ้าจะปลูกทดแทนวันนี้ เราจะสามารถตัดไม้ได้ในอีก 50 ปีข้างหน้า แต่ไทยถ้าเริ่มปลูกวันนี้ อีก 5 ปีก็ตัดได้แล้ว" มร.มิกโกกล่าว

ด้วยเหตุผลดังกล่าววาลเมตจึงเลือกประเทศไทย และเมื่อปลายปีที่แล้วก็ได้ปิดออฟฟิศที่ประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากไม่คุ้มการลงทุนและโยกเจ้าหน้าที่บางส่วนมาประจำออฟฟิศ ที่กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย และส่วนหนึ่งก็มาประจำในไทย โดยเจ้าหน้าที่ฟินแลนด์เหล่านี้จะอยู่ในเมืองไทยเพียง 3-4 ปีเท่านั้น เพื่อถ่ายทอดความรู้ความชำนาญในการใช้เครื่องจักรต่างๆ และสอนให้กับคนไทย หลังจากนั้นคนเหล่านี้ก็ต้องกลับประเทศ เหลือไว้แต่เจ้าหน้าที่คนไทยเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ศูนย์ฯ ดังกล่าวมีพนักงานทั้งสิ้น 50 คน และเตรียมขยายเป็น 80 คน ถ้ามีงานมากพอ

และจากขนาดการลงทุน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าเป็นศูนย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของวาลเมต เทียบกับศูนย์ฯ ในออสเตรเลียและมาเลเซียก็มีขนาดย่อมกว่านี้ โดยศูนย์ฯ ในไทยจะสามารถรองรับลูกกลิ้ง ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือขนาด 100 ตันได้ มร.คอสกี้วีร์ต้า จึงเชื่อมั่นว่าศูนย์ฯ แห่งนี้จะสามารถคืนทุนได้ภายในปีแรก และจะทำรายได้เป็น 2 เท่าภายใน 3-4 ปีข้างหน้า

"โดยมาตรฐานแล้วธุรกิจประเภทนี้ คิดจากจำนวนพนักงานที่มีอยู่ 50 คน เป้าขั้นต่ำคือต้องได้ยอดขาย 2 แสนเหรียญสหรัฐ/คน/ปี และในภูมิภาคเอเชียมีลูกกลิ้งอยู่ถึง 12,000 ลูก โดยขณะนี้เรามีแชร์อยู่ประมาณ 100 เครื่อง ถ้าเราสามารถมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 10-15% เราก็สามารถตั้งโรงงานแห่งที่ 2 ในภูมิภาคนี้ได้เลย" มร.คอสกี้วีร์ต้ากล่าวอย่างมั่นใจ



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.