ผลเอฟทีเอส่งเทรดดิ้งขยายตัวตาม


ผู้จัดการรายวัน(27 กรกฎาคม 2547)



กลับสู่หน้าหลัก

"ล็อกซเล่ย์" ระบุอานิสงส์เอฟทีเอหนุนบ.ดิสทริบิวเตอร์ และเทรดดิ้งโตพรวด เร่งเพิ่มบุคลากร เต็มสูบรองรับตลาดขยายตัว พร้อมปรับตัวรับมือสินค้าฟุ่มเฟือย ฉุดกำลังซื้อ-ยี่ปั๊วซบโมเดิร์นเทรด ขยายไลน์สินค้าอุปโภคประเดิม "kleena" แบรนด์แรก เร่งเครื่องขยายช่องทางโมเดิร์นเทรด "บ.ยู-โปร" ชี้ผลพวงเอฟทีเอดันธุรกิจเทรดดิ้งรุ่ง เตรียมนำเข้าสินค้าอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย จีน รุกทำตลาดไทย

นางโกสุม สินเพิ่มสุขสกุล กรรมการบริหารและผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทล็อกซเล่ย์ เทรด-ดิ้ง จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสินค้าบริโภค เปิดเผยว่า การที่ไทยเปิดเขตเสรีการค้าระหว่างประเทศหรือเอฟทีเอ จะช่วย ผลักดันให้ธุรกิจผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรือดิสทริบิวเตอร์ขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากจะมีผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในไทยเพิ่มขึ้น โดยในช่วงครึ่งปีหลังนี้บริษัทได้เพิ่มบุคลากรบ้างแล้วและจะเพิ่มมากขึ้นอีกในปีหน้านี้ ทั้งนี้เพื่อรองรับตลาดที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่หน่วยรถที่มีมากกว่า 20 คัน และคลังสินค้านั้นบริษัทยังไม่มีแผนจะเพิ่มขึ้น เพราะที่มีอยู่ยังสามารถรองรับ การขยายตัวของธุรกิจได้

สำหรับการทำตลาดบริษัทจะหันมาให้ความสำคัญด้านการกระจาย สินค้าผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรดเพิ่มจาก 25% เป็น 35% ช่องทางร้านค้าปลีก รายย่อยลดลงจาก 75% เหลือ 65% ทั้งนี้เป็นเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภค และร้านค้าปลีกรายย่อยเปลี่ยนไป โดยหันมาซื้อสินค้าผ่านโมเดิร์นเทรดมากขึ้น เพราะปัจจุบันโมเดิร์นเทรดจะจำหน่ายสินค้าที่มีราคาถูกค่อนข้างมาก ส่งผลให้ร้านค้าปลีกรายย่อยหันมาซื้อสินค้าและนำไปจำหน่ายได้อีกทอดหนึ่งได้โดยไม่ต้องพึ่งบริษัทจัดจำหน่าย ทั้งนี้ การหันมาให้ความสำคัญกับช่องทางโมเดิร์นเทรด จะเพิ่มต้นทุนค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการมากขึ้น

"ปีนี้การทำตลาดของผู้จัดจำหน่ายจะมีความยากลำบากมากขึ้น เพราะแนวโน้มตลาดอุปโภคบริโภคมีอัตราการเติบโตน้อยมาก เนื่องจากสินค้าฟุ่มเฟือย โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ เข้ามาแย่งกำลังซื้อของผู้บริโภค ส่งผลให้ปีนี้บริษัทตั้งเป้ามีอัตราการเติบโตเพียง 4-5% เท่านั้น จากรายได้รวมปีที่ผ่านมากว่า 2,000 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้ของบริษัทจะมาจากสินค้าบริโภค 25 แบรนด์ โดยมีน้ำมันพืชกุ๊กและนมหนองโพเป็นเรือธงหลักที่สร้างรายได้ให้แก่บริษัทถึง 60%"

นางโกสุม กล่าวว่า บริษัทยังได้ปรับแผนโดยหันมาให้ความสำคัญเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคมากขึ้น โดยได้เริ่มจัดจำหน่ายน้ำยาเคมี Kleena สินค้าในเครือของบริษัทแม่เป็นรายแรก จากปัจจุบัน สินค้าที่บริษัทเป็นผู้จัดจำหน่ายจะอยู่ในกลุ่มบริโภคเป็นส่วนใหญ่ และขณะนี้บริษัทกำลังเจรจากับลูกค้ารายใหม่เพิ่มอีก 2 ราย ได้แก่ สินค้าโอทอป และสินค้าทั่วไป

เอฟทีเอหนุนบ.เทรดดิ้งรุ่ง

นายล้ำเลิศ สุดแสวง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยู-โปร อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจส่งออกผลไม้สดและแช่แข็ง เปิดเผยว่า นโยบายการทำตลาดในปีนี้บริษัทจะขยายธุรกิจด้วยการนำเข้าในเชิงรุกมากขึ้น หลังจากที่ผ่านมาบริษัทรุกธุรกิจส่งออกผลไม้สดและแช่แข็งในต่างประเทศ 100% ทั้งนี้เนื่องจากผลพวงจากเอฟทีเอหรือเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศ เอื้อผลประโยชน์ต่อธุรกิจนำเข้าในแง่ของภาษีที่ลดลง โดยบริษัทจะปรับสัดส่วนธุรกิจส่งออกและนำเข้าเป็น 90:10 และในอนาคตจะปรับเป็น 80:20

นายล้ำเลิศ กล่าวอีกว่า บริษัทยังได้เตรียมที่จะนำสินค้านำเข้าจากประเทศออสเตรเลียเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยด้วย เนื่องจากเป็นหนึ่งในประเทศ ที่ไทยเปิดเขตเสรีการค้าระหว่างประเทศ โดยคาดว่าจะเป็นกลุ่มขนมขบเคี้ยว อีกทั้งยังสนใจที่จะนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนมาทำตลาดในประเทศไทยอีกด้วย ทั้งนี้สินค้าที่เข้ามาตลาดส่วนใหญ่จะมีราคาตั้งแต่ 5-20 บาท และจับกลุ่มเป้าหมาย 8-16 ปี เป็นหลัก

ขณะที่แผนการทำตลาดส่งออกในปีนี้บริษัทจะรุกตลาดอินโดนีเซียมากขึ้น อีกทั้งยังสนใจที่จะขยายตลาดไปยังตะวันออกกลางด้วย


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.