น้ำตาลไทยยังโตได้ต่อเนื่อง


นิตยสารผู้จัดการ( เมษายน 2541)



กลับสู่หน้าหลัก

แม้สถานการณ์อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยยังอึมครึม ทั้งปัญหาด้านราคาและต้นทุนการผลิต แต่โดยภาพรวมแนวโน้มอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยเฉพาะการส่งออกยังคงสดใส ถ้าภาคเอกชนและรัฐบาลช่วยกันแก้ปัญหา

หลังจากความสับสนวุ่นวาย ในเรื่องการพยายามผลักดันให้มีการปรับราคาน้ำตาลของโรงงานและชาวไร่อ้อย เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่ในที่สุดรัฐบาลก็มีมติไม่ให้ขึ้นราคาจำหน่ายน้ำตาลทราย โดยให้ตรึงราคาน้ำตาลทรายที่จำหน่ายในประเทศไว้เช่นเดิม ซึ่งสาเหตุการเรียกร้องให้ขึ้นราคาน้ำตาลทราย เนื่องจากต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น จากการที่ไทยประกาศเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ มาเป็นระบบลอยตัวเมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2540 อีกทั้งมองว่าราคาน้ำตาลทรายของไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับราคาตลาดโลก (พิจารณาตาราง)

"ถ้าเปรียบเทียบราคาน้ำตาลทรายไทยกับราคาตลาดโลกแล้ว ขอยืนยันว่าราคาของเราถูกที่สุดในโลก และเป็นเวลา 17 ปีที่น้ำตาลทรายไม่เคยขึ้นราคาเลย" ชนะ อัษฎาธร กรรมการบริหารกลุ่มโรงงานน้ำตาลไทยรุ่งเรือง กล่าว

จากเรื่องราวการขอขึ้นราคาน้ำตาลทราย ทำให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยกลับมาเป็นที่สนใจของคนทั่วไปอีกครั้ง หลังจากที่เคยเงียบหายไปนาน ซึ่งถ้ามองเข้าไปถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยในตลาดโลกแล้ว ปรากฏว่ายังเติบโตขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปริมาณอ้อยในปีการผลิต 2540/2541 จะอยู่ที่ระดับประมาณ 42 ล้านตันอ้อย ลดลงจากปีการผลิต 2539/2540 ที่มีสูงถึง 56 ล้านตันอ้อย

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยมีปริมาณการส่งออกปีการผลิต 2539/2540 อยู่ที่ระดับ 4.28 ล้านตัน ส่วนอันดับ 1 คือ บราซิล ที่มีปริมาณการส่งออก 5.7 ล้านตัน อันดับ 2 คือ ออสเตร-เลีย มีปริมาณการส่งออก 4.4 ล้านตัน (พิจารณาตาราง)

"ขณะนี้น้ำตาลทรายไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้เป็นอย่างดี แต่คาดว่าปีนี้เราจะสามารถส่งออกได้ประมาณ 2.3 ล้านตัน เนื่องจากสภาวะความแห้งแล้งทำให้อันดับตกลงไปอยู่ที่ 4 โดยจะมีคิวบาแซงขึ้นมาแทน" อิสระ ว่อง กุศลกิจ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทมิตรผล กล่าวถึงศักยภาพน้ำตาลทรายไทยในตลาดโลก

นอกจากนี้เขายังกล่าวต่อไปว่า น้ำตาลทรายเป็นสินค้าส่งออกที่สามารถนำเงินตราเข้าประเทศประมาณ 15% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด อีกทั้งเป็นอุตสาหกรรมเกษตรที่ช่วยแก้ปัญหาสังคม ที่เกิดจากการว่างงานในชนบท ทำให้เกิดการจ้างงานในชนบทมากกว่า 6 แสนคน

"โดยมีเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนล้านบาทต่อปี และยังทำรายได้ในรูปของภาษีให้กับรัฐบาลหลายพันล้านบาทในแต่ละปี" อิสระ กล่าวถึงผลดีของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล

ต่อข้อถามที่ว่าทำไมน้ำตาลไทยถึงได้โดดเด่นในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดในเอเชีย สืบเนื่องจากประเทศในเอเชียไม่รวมออสเตรเลีย ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวที่ผลิตน้ำตาลทราย และสามารถส่งออกไปจำหน่ายได้มากที่สุด อีกทั้งความต้องการการบริโภคน้ำตาลในเอเชียสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การผลิตน้ำตาลไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งอาการ "โรคขาดน้ำตาลทรายของคนเอเชีย" เรื้อรังมาโดยตลอด อย่างเช่นตั้งแต่ปี 2533-2540 อัตราการบริโภคน้ำตาลทรายในเอเชียสูงกว่าอัตราการผลิตเฉลี่ย 5.40% และอาการเช่นนี้จะยังคงมีต่อไปในอนาคต โดยคาดว่าการบริโภคตั้งแต่ปี 2541-2548 จะสูงกว่าการผลิตน้ำตาลทรายประมาณ 9.79%

"เราคาดว่า ปีนี้การบริโภคน้ำตาลทรายในเอเชียจะสูงถึงประมาณ 48 ล้านตัน ขณะที่การผลิตรวมมีเพียงประมาณ 37 ล้านตัน และถ้ามองถึงอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้จะสูงขึ้นประมาณ 2-2.5% ต่อปี จึงบอกได้เลยว่าน้ำตาลทรายไทยมีอนาคตแน่นอน" อิสระกล่าว


ต้นทุนผลผลิตต่อไร่ยังสูง

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายประเทศไทยได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงงานน้ำตาลได้ลงทุนในการพัฒนาเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาผลิต และส่งเสริมการพัฒนาในการผลิตเครื่องจักรเพื่อใช้ภายในประเทศ จนสามารถลดการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ และสามารถส่งออกเทคโนโลยีเครื่องจักรไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตน้ำตาลทรายของโรงงานน้ำตาลต่ำกว่าต้นทุนมาตรฐานของโลก และปัจจุบันต้นทุนในส่วนนี้ของไทยถือว่าต่ำที่สุดในโลก

"ปัจจุบันโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศมีกำลังการผลิตรวมค่อนข้างสูง สามารถหีบอ้อยที่มีอยู่โดยใช้เวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น ถือว่าเป็นระยะเวลาหีบอ้อยที่สั้นมาก และจากกำลังการผลิตที่มีอยู่นั้นสามารถหีบอ้อยได้มากกว่า 70 ล้านตันอ้อย" อิสระกล่าว

แต่ถ้ามองถึงต้นทุนด้านไร่อ้อยแล้วปรากฏว่านับตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา ต้นทุนส่วนนี้กลับสูงขึ้นเนื่องจากค่าแรงงาน ค่าที่ดินเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยทางด้านไร่อ้อยของโลกเริ่มลดลง ทำให้ผลผลิตอ้อยต่อไร่และคุณภาพอ้อยยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ โดยผลผลิตอ้อยต่อไร่ของไทยปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 7-8 ตันต่อไร่ เมื่อเทียบกับประเทศโคลัมเบีย, ออสเตรเลีย, บราซิล, อินเดีย, จีน และคิวบา ซึ่งได้ผลผลิตอ้อยต่อไร่ 21.6, 12.77, 11, 10.24, 9.1 และ 8.72 ตามลำดับ

"จะเห็นว่าอุตสาหกรรมเรายังมีศักยภาพในการพัฒนา ให้สามารถผลิตน้ำตาลทรายเพื่อการส่งออกแข่งกับบราซิลและออสเตรเลียได้ เพียงแต่ทางการเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง หากเข้ามาช่วยในภาคผลผลิต ในส่วนของชาวไร่อ้อยให้สามารถเพิ่มผลผลิตอ้อยจากเดิม ให้เพิ่มขึ้นเป็น 10-12 ตันต่อไร่ได้" อิสระ กล่าว

เขายังกล่าวต่อไปว่า ถ้าทำได้จะทำให้ในอนาคต ประเทศไทยจะเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายอันดับ 1 ของโลกได้ และสามารถทำรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีได้อย่างแน่นอน

แต่คำถามต่อมา คือ หากเปิดเสรีทางการค้าแล้วสถานการณ์น้ำตาลทรายของไทยจะยังคงสดใสเช่นนี้อยู่หรือไม่ ซึ่งคำถามนี้ยังคาใจของวงการน้ำตาลทรายอยู่เสมอ เพราะเมื่อเปิดเสรีการค้าแล้วไทยจะสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้มากแค่ไหน ถ้ามองดูเฉพาะต้นทุนของโรงงานแล้วไทยสามารถแข่งขันได้

"แต่ถามว่าจะแข่งขันไปได้นานแค่ไหน เพราะจุดอ่อนของเราอยู่ที่ผลผลิตต่อไร่ต่ำมาก คือ ต้นทุนโรงงานถูกแต่ต้นทุนต่อไร่ยังสูง ดังนั้นคาดว่าภายใน 3-4 ปี ข้างหน้าเราแข่งขันกับเขาได้ แต่หลังจากนั้นไม่แน่ใจว่าจะแข่งขันกับเขาได้หรือไม่" ทัศน์ วนากรกุล ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการตลาดของกลุ่มบริษัท มิตรผล กล่าว


ราคาอ้อยขั้นสุดท้าย
ปัญหาไม่ควรมองข้าม

แม้ว่าผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลจะมองโลกในแง่ดีถึงแนวโน้มอุตสาหกรรมของตัวเอง แต่ถ้ามองลงไปยังชาวไร่อ้อยแล้ว ปรากฏว่ากำลังประสบปัญหาจากภาวะภัยแล้งของดินฟ้าอากาศ ทำให้ปีนี้จะมีปริมาณอ้อยลดต่ำลง รวมทั้งผลผลิตอ้อยจะลดลงไปอยู่ที่ 83 กิโลกรัมต่อตัน จากเดิมที่ได้สูงถึง 98 กิโลกรัมต่อตันอ้อย ขณะที่ต้นทุนชาวไร่อ้อยกลับเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อพิจารณาจากปริมาณอ้อยที่จะได้ในปีการผลิตนี้ประมาณ 42 ล้านตันอ้อย และกำไร 70% ชาวไร่อ้อยจะได้รับราคาอ้อยขั้นต้น 764.90 บาทต่อตัน และเมื่อรวมจากการขายกากน้ำตาลของโรงงานอีก 22.20 บาทต่อตันอ้อย ชาวไร่อ้อยจะมีรายได้ขั้นสุดท้าย 785.92 บาทต่อตัน

"แต่ขณะนี้ชาวไร่อ้อยได้รับราคาอ้อยขั้นสุดท้ายเพียง 600 บาทต่อตันเท่านั้น แต่ต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 700 บาทต่อตันซึ่งไม่คุ้ม ดังนั้นอยากให้รัฐบาลเร่งหามาตรการให้ชาวไร่อ้อย ได้รับราคาอ้อยขั้นสุดท้ายไม่ต่ำกว่า 758 บาทต่อตัน"

ดังนั้นอนาคตอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยจะมั่นคงได้ ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและนโยบายของรัฐบาลว่าจะให้การสนับสนุนมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มี ตัวอย่างความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ก็คือ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายในฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียเดิมเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำตาลเพื่อการส่งออกรายใหญ่ แต่เนื่องจากรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ ทำให้ปัจจุบันนี้อุตสาหกรรมดังกล่าวทั้ง 2 ประเทศถดถอยลงอย่างรุนแรง จนไม่สามารถผลิตน้ำตาลทรายได้เพียงพอกับการบริโภค และต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซียต้องนำเข้าน้ำตาลทรายปีละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านตัน

"ดังนั้นอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายของเราจะเดินทางไปในทิศทางใด ขึ้นอยู่กับนโยบายและเป้าหมายที่เด่นชัดของรัฐบาล" อิสระกล่าวตบท้าย



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.