|

เมเจอร์ฯสวนกระแสทุ่ม6,000ล้านผุดคอนโดฯหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ผู้จัดการรายวัน(7 กรกฎาคม 2547)
กลับสู่หน้าหลัก
เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ทุ่ม 6,000 ล้าน ผุดโครงการ วอเตอร์มาร์ค เจ้าพระยา ริเวอร์ จับลูกค้าไฮเอนด์ในและต่างประเทศ วางสัดส่วน 50-50 เตรียมโรดโชว์ฮ่องกงเปิดตัวโครง การลูกค้าต่างประเทศ ย้ำความ ต้องการคอนโดฯเกรดเอริมน้ำพุ่งสูง เผยผลการวิจัย คู่แข่งในพื้นที่น้อยราย ซัปพลายเกรดเดียวกันมีเพียง 1.2 % ขณะที่ดีมานด์สูงถึง 34% จากจำนวน 11,211 ยูนิต พร้อมเตรียมแผนลงทุนเพิ่มอีก 2 โครงการในปี 48 มูลค่าไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้าน
นายสุริยน พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวในงานเปิดตัวโครงการคอนโดฯ "วอเตอร์ มาร์ค เจ้าพระยาริเวอร์" คอนโดมิเนียมหรูระดับ 6 ดาว ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ว่า โครงการ "วอเตอร์มาร์คฯ" เป็นโครงการที่อยู่ อาศัยระดับพรีเมียม บนพื้นที่ 12 ไร่ ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา และถนนเจริญนคร ระหว่างซอย 39-41 ใกล้สะพานตากสิน มูลค่าโครงการ 6,000 ล้าน บาท 2 อาคาร โดยอาคารแรกมีความสูง 52 ชั้นจำนวน 282 ห้องขนาด 99-276 ตารางเมตร และเพนต์เฮาส์ 6 ห้อง ขนาด 496-542 ตารางเมตร อาคารที่ 2 สูง 28 ชั้นจำนวน 208 ห้อง ขนาด 92-161 ตารางเมตร และเพนต์เฮาส์ 6 ห้อง ขนาด 200-501 ตารางเมตร โดยขณะนี้การออกแบบโครงการเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการเสนอ รายงานสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่าประมาณปลายปีนี้จะสามารถเริ่มการก่อสร้างได้ และตั้งเป้าว่าโครงการก่อสร้างจะเสร็จเรียบร้อยในปี 2550 สำหรับราคาขายห้องโครงการจะเริ่มต้นที่ 6.4-36.6 ล้านบาท
โดยบริษัทได้มอบหมายให้ บริษัท ซีบี ริชาร์ด จำกัด ร่วมกับทีมงานขายของบริษัททำหน้าที่ในการบริหารด้านการขายโครงการ ส่วนเงินลงทุนในโครงการนั้น บริษัทจะใช้เงินกู้จากสถาบันการเงิน จำนวน 30% ส่วนที่เหลือจะเป็น เงินทุนจากบริษัททั้งหมด ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียนที่ 500 ล้านบาท สำหรับต้นทุนในการก่อสร้างรวมที่ดินวัสดุก่อสร้าง และค่าก่อสร้างประมาณ 65% คาด ว่าบริษัทจะมีกำไรจากการขายเบื้องต้นประมาณ 30%
ทั้งนี้ การที่บริษัทเลือกที่ขึ้นโครงการคอนโดมิเนียมไฮเอนด์ เกรดเอ ริมแม่น้ำนี้ เนื่องจากตลาด คอนโดมิเนียมเกรดเอ ริมแม่น้ำ เป็นความต้องการอยู่จำนวนมาก ในขณะที่จำนวนสินค้าในระดับนี้ยังมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับความต้องการของผู้บริโภคในตลาด ซึ่งจากการที่เมเจอร์ฯได้ร่วมกับ บริษัท ซีบี ริชาร์ด จำกัด ทำการศึกษาวิจัยความต้องการของผู้บริโภคในตลาดคอนโดมิเนียมเกรดเอ ช่วงไตรมาสที่ 1 พบว่ายังมีความต้องการอยู่ถึง 34,412 กว่ายูนิต
ส่วนความต้องการที่อยู่อาศัย ประเภทคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียม เกรดเอ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนานั้นมีอยู่จำนวน 11,211 ยูนิต ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า ความต้อง การของผู้บริโภคมีการกระจายอยู่ในทำเลสำคัญๆ ใน 5 ย่านพื้นที่ คือย่านซีบีดี มีความต้องการ 22% พื้นที่ย่านลุมพินีมีความต้องการ 6% พื้นที่ย่านปทุมวัน มีความต้องการ 5% พื้นที่ย่านสุขุมวิท มีความต้องการ 32% และพื้นที่ย่านริมแม่น้ำ มีความต้องการสูงถึง 34% ดังนั้น บริษัทจึงเลือกทำเลในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อขึ้นโครงการ ดังกล่าว เนื่องจากจำนวนดีมานด์ ยังมีอยู่มากในขณะที่มีจำนวนสินค้า ในตลาดเพียง 9% โดยเฉพาะคอนโดฯเกรดเอ ริมน้ำระดับนี้มีจำนวน สินค้าอยู่เพียง 1.2% เท่านั้น
นายสุริยน กล่าวต่อว่า โครงการนี้เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ในประเทศและต่างประเทศ โดยแบ่งสัดส่วนไว้ที่ 50-50 โดยบริษัทมีแผนที่จะเดินทางไปโรดโชว์ โครงการดังกล่าวที่ประเทศฮ่องกง เพื่อแนะนำโครงการให้กับลูกค้าต่างประเทศ เนื่องจากประเทศฮ่องกงถือว่าเป็นศูนย์กลางการขายสินค้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งของเอเชีย ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยและลูกค้าที่เป็นนักลงทุน จากต่างประเทศ ส่วนลูกค้าในประเทศส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่มีรายได้สูงและลูกค้าจากโครงการเก่า ที่จะตามมาซื้อห้องในโครงการนี้
สำหรับแผนการลงทุนของบริษัทในปี 2548 บริษัทมีแผนจะเปิดโครงการใหม่อีก 2 โครงการ โดยโครงการแรกจะเป็นโครงการในเขตพื้นที่ซีบีดี หรือพื้นที่แหล่งความเจริญแห่งใหม่ ใกล้เส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน จำนวนพื้นที่ 1.5 ไร่ และอีกโครงการนั้นจะเป็นโครงการ คอนโดมิเนียมริมแม่น้ำอีก 1 แห่ง มีพื้นที่ 15 ไร่ โดยทั้ง 2 โครงการนี้จะมีมูลค่าประมาณโครงการละไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท
ส่วนโครงการแฮมตัน บนถนนสุขุมวิทซอย 10 ที่มีการเปิดตัวไปในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2546 นั้นขณะนี้ปิดโครงการไปแล้ว สำหรับโครงการฟูลเลอร์ตัน สุขุมวิท ที่มีการเปิดตัวไปช่วงต้นปี 2547 ที่ผ่านมานั้นขณะนี้มียอดขายแล้ว 70% จากจำนวน 193 ห้อง หลังจากเปิดขายอย่างเป็นทางการเพียง 4 เดือน ทั้งนี้ โครงการฟูลเลอร์ตัน คาดว่าจะสามารถเปิดโครงการได้ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2548 นี้
อย่างไรก็ตาม สำหรับแผน การระดมทุนของบริษัท ขณะนี้บริษัทมีสภาพคล่องอยู่ประมาณ 1.2-1.8% ซึ่งในส่วนของการเพิ่มทุน นั้น บริษัทมีความพร้อมแล้วแต่ จะต้องดูสภาพของตลาดประกอบด้วยแม้ว่าจะมีความต้องการที่จะระดมทุนมาเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัท ส่วนเรื่องการให้บริษัทต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในบริษัทนั้น ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นเพราะบริษัทยังมีสภาพคล่อง ตัวที่ดีอยู่
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|