|

SCCCไม่หวั่นรัฐปรับลดตัวเลขจีดีพี ออกสินค้าใหม่ทำรายได้ชิงส่วนแบ่ง
ผู้จัดการรายวัน(2 กรกฎาคม 2547)
กลับสู่หน้าหลัก
SCCC ยอมรับการปรับลดตัวเลขเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจซีเมนต์ ทำให้การเติบโตลดลงจาก 10% เหลือ 8% พร้อมออกสินค้าใหม่ทำตลาด หวังดันส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 30% ขณะที่ "นครหลวงคอนกรีต" เร่งเพิ่มกำลังผลิต ปีนี้ขยาย Plant อีก 3 แห่ง และเพิ่มอีก 3 แห่งในปี48 หวังชิงส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 9% ให้เท่ากับบริษัทแม่
นางจันทนา สุขุมานนท์รองประธานบริหาร บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) (SCCC) เปิดเผยว่า แม้อุตสาหกรรมโดยรวมของเศรษฐกิจในประเทศ ที่มีความต้องการใช้ซีเมนต์และคอน กรีตยังมีอีกมาก ตามนโยบายการขยายตัวด้านสาธารณูปโภคของรัฐที่อนุมัติในหลายโครงการ โดยเฉพาะสนามบินหนองงูเห่า ที่ดำเนินการก่อสร้าง เป็นระยะ ๆ แล้ว แต่การปรับลดตัวเลขเศรษฐกิจลงจาก 7-8% เหลือ 6-7% เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างมากระทบ
"เราเชื่อมั่นว่า แม้ตัวเลขอัตราการเติบโตของธุรกิจซีเมนต์ปกติจะอยู่ที่ 10% แต่หลังจากปรับตัวเลขเศรษฐกิจหรือจีดีพีเหลือเพียง 6-7% ทำให้ธุรกิจซีเมนต์ปรับอัตราการเติบโตลงเหลือ 8% เท่านั้น อีกทั้งได้รับผลกระทบจากราคาเหล็กที่เพิ่มสูงขึ้น โรคระบาดไข้หวัดนก เหล่านี้มีส่วนทำให้ตัวเลขหดลง"
อย่างไรก็ตาม SCCC ยังหวัง ที่จะชิงส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 28% เพิ่มเป็น 30% ได้ปีนี้ ขณะที่มูลค่าตลาด รวมในปัจจุบันอยู่ที่ 45,000 ล้านบาท แม้ภาวะการแข่งขันจะรุนแรงในเรื่อง ของราคาขาย แต่ความแตกต่างของ ตัวสินค้าที่เพิ่มความหลากหลายและสะดวกง่ายต่อการใช้ น่าจะได้รับความนิยมจากลูกค้ามากกว่า
นางจันทนากล่าวว่า จากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าไฟและน้ำมันที่ถือว่าต้นทุนจากส่วนนี้คิดเป็น 70 % ของต้นทุนการผลิต แต่บริษัทยังยืนยันว่าจะไม่มีการปรับราคาปูนซีเมนต์ขึ้นอีกในปีนี้ หลังจากช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการได้ปรับราคาขึ้นมาที่ 10% แล้ว เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อผู้บริโภค
นายศิวะ มหาสันทะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นครหลวงคอนกรีต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ SCCC กล่าวว่า ตลาดคอนกรีตผสมเสร็จในปีนี้มีการเติบโตประมาณร้อยละ 25 โดยมีปริมาณการใช้คอนกรีต 18.75 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากยังมีการก่อสร้างที่อยู่อาศัย เพราะบ้านจัดสรรยังมีความต้องการต่อเนื่อง อีกทั้งการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลและการก่อสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมของต่างชาติพบว่ายังต้องการคอนกรีต
โดยเฉพาะการก่อสร้างโรงงาน ในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด ที่เติบโตจากการเข้ามาลงทุนของต่าง ชาติ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของตลาดคอนกรีตผสมเสร็จจะเกิดการ ชะลอตัวโดยมีการขยายตัวประมาณ ร้อยละ 6-7 ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังตั้งเป้า ไว้ว่าในอนาคตจะชิงส่วนแบ่งตลาดให้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีอยู่ 9% ให้ได้เท่ากับบริษัทแม่ที่ 28% ด้วยการเร่งเพิ่มกำลังการผลิต โดยปีนี้ บริษัทจะเพิ่ม Plant อีก 3 แห่งในช่วงปลายปี ตั้งอยู่ที่อีสเทิร์นซีบอร์ด และปี 48 จะขยายในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล คาดว่าจะใช้เงินทุนแห่งละ 30 ล้านบาท โดยการสร้างPlant แต่ละแห่งนั้นจะต้องเอื้อต่อการจำหน่ายและอยู่ใกล้กับลูกค้าที่ต้องการใช้ เพื่อให้เกิดความสะดวก และง่ายต่อการขนส่ง รวมทั้งคิดค้น ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ให้เป็นที่พอใจของ ลูกค้าด้วย และการเพิ่มกำลังการผลิต ดังกล่าว ทำให้ยอดขายของนครหลวง คอนกรีตเพิ่มขึ้น 20% และปริมาณการผลิตที่เพิ่ม 150,000 คิวบิกเมตร
ล่าสุด ได้เปิดตัว ผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ผสม "อินทรีปูนเขียว" ที่ง่ายต่องานฉาบ ก่อและเทคอนกรีตทั่วไป ที่เป็นงานขนาดเล็กต่าง ๆ ซึ่งคาดว่าจะจำหน่ายได้ปีละ 300,000 ตัน เป็นสินค้าที่ออกมาตีตลาดในผลิตภัณฑ์ที่ราคาต่ำ และคาดว่าจะมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อสนองกับความต้องการลูกค้า
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ทุ่มงบ 300 ล้านบาท ติดตั้งระบบ SAP R/3 ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในการควบคุมการดำเนินงานต่าง ๆ ในองค์กร เพื่อให้ประสิทธิภาพของการบริหารงานดีขึ้น โดยบริษัทตั้งความหวังจะเป็นผู้นำอุตสาหกรรมคอนกรีตผสมเสร็จที่ดีที่สุดและจะเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีศักยภาพเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับปูนซีเมนต์นครหลวง
พร้อมกันนี้ SCCC ได้เปิดตัวผู้บริหารคนใหม่จากกลุ่มโฮลซิม กรุ๊ป ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่เป็น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายหนึ่งของบริษัท คือนายลีโอ มิทเทลโฮเซอร์ ตำแหน่งประธาน คณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการคนใหม่ แทนคนเก่า พร้อมแต่งตั้งให้นางจันทนา สุขุมานนท์ เป็นรองประธานบริหาร (การตลาดและการขาย) นายวันชัย โตสมบุญรองประธานบริหาร(กิจการสระบุรี)
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|