หลังจากประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปี 2541 ของวงการสถาบันการเงิน
ปรากฏว่าเป็นไปตามความคาดหมายของบรรดาผู้อยู่ในวงการนี้ นั่นคือกำไรลดลงจนถึงขั้นขาดทุน
บ่งบอกถึงเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง อย่างไรก็ตาม บรรดานักลงทุนต่างประเทศก็ได้เริ่มทยอยกันเข้ามาลงทุนในประเทศไทยกันอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ไทยเป็นอย่างมาก
ล่าสุดธนาคารไอพีบี แบงก์ (IPB Bank : Investicni a Postovni Banka, a.s.
หรือภาษาอังกฤษ Investment and Postal Bank) เป็นของประเทศสาธารณรัฐเชก ได้เข้ามาเปิดสำนักงานตัวแทนในไทย
หลังจากในอดีตเคยเปิดสำนักงานในฟิลิปปินส์แล้วปิดกิจการไป ซึ่งนับว่าเป็นสถาบันการเงินแห่งแรกของเชกและกลุ่มประเทศยุโรปตอนกลางและตะวันออก
ที่รุกตลาดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ไอพีบี แบงก์ เป็นหนึ่งในบรรดาธนาคารเชกที่เก่าแก่ที่สุด และเป็นผู้ได้สิทธิตามกฎหมายให้ดำเนินกิจการของธนาคารมอรท์เกจ
เครดิต แบงก์ แห่งอาณาจักรเชก ซึ่งก่อตั้งในปี 2408 และใช้ชื่อ Investicni
Banka (Investment Bank) ในปี 2463 และในปี 2502 การปฏิบัติงานบางส่วนจะรวมอยู่กับธนาคารแห่งรัฐเชกโกสโลวะเกียเดิม
ในขณะที่งานส่วนที่เหลือของ Investicni Banka อยู่ในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐที่เน้นธุรกิจค้าหลักทรัพย์
หลังจากเชกโกสโลวะเกียกลับมาใช้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีในปี 2532 ไอพีบี แบงก์
เริ่มกลับมาประกอบธุรกรรมธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ ต่อมาในปี 2535 ได้แปรรูปเป็นบริษัทร่วมทุน
และในระหว่างปี 2536 ธนาคารได้เข้าไปถือหุ้นใน Postovni Banka (Postel Bank)
ที่นำไปสู่การรวมกิจการของธนาคารทั้งสองเข้าด้วยกันและเปลี่ยนชื่อมาเป็น
ไอพีบี แบงก์ ในปัจจุบัน และขณะนี้ ไอพีบี แบงก์ ถูกจัดอันดับเป็นธนาคารรายใหญ่หนึ่งในสี่ของประเทศ
และได้แปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นธนาคารเอกชน ภายหลังการขายหุ้นให้กับ โนมูระ
(ยุโรป) เมื่อต้นปี 2541 ทำให้โนมูระสามารถซื้อหุ้นไอพีบีได้ 36% จากเดิมเป็นสัดส่วนของรัฐบาลเชก
ส่งผลให้โนมูระถือหุ้นสูงถึง 60% ทำให้ ไอพีบี แบงก์ มีทุนเพิ่มขึ้นและระดมส่วนของผู้ถือหุ้นได้สูงถึง
1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยในปี 2540 มีสินทรัพย์รวม 6,381 ล้านเหรียญสหรัฐ
และกำไรสุทธิ 25,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีสาขาและสำนักงานตัวแทนทั่วโลก
3,625 แห่ง และได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบันมูดี้ส์ โดย ในระยะสั้นอยู่ที่ระดับ
P-2 และระยะยาวอยู่ที่ระดับ Baa2
ด้วยศักยภาพด้านเงินทุนทำให้ ไอพีบี แบงก์ มีนโยบายที่จะขยายธุรกิจออกไปเพื่อให้ครอบคลุมมากที่สุด
ซึ่งในแถบเอเชียก็ได้เลือกไทยเป็นด่านแรก ในการรุกคืบของการทำธุรกรรมธนาคารพาณิชย์
"การก่อตั้งสำนักงานตัวแทนในไทยจะช่วยส่งเสริมด้านการค้าและการลงทุน
ระหว่างกลุ่มยุโรปตอนกลางและตะวันออกกับประเทศแถบเอเชีย แม้ว่าขณะนี้สภาพเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียกำลังถดถอย
แต่เชื่อมั่นว่ายังคงเป็นภูมิภาคที่มีการปรับตัวได้ดีแห่งหนึ่งของโลก และ
ไอพีบี แบงก์ มีพันธกิจที่จะช่วยเชื่อมต่อความสัมพันธ์ด้านธุรกิจและการค้าระหว่างภูมิภาค
เป็นเหมือนการเปิดประตูที่เปิดทางให้นักลงทุนทั้งสองภูมิภาค เข้ามาสู่ภาคการเงินและเศรษฐกิจของประเทศ"
จิริ ฟาเร็ค รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการของคณะกรรมการบริหาร ไอพีบี
แบงก์ กล่าว
เขายังกล่าวต่อไปว่า สาเหตุที่เลือกไทยเนื่องจากกำลังหลุดพ้นจากปัญหาภาวะวิกฤต
และเข้าสู่การฟื้นฟูเพื่อไปยังจุดที่แข็งแกร่ง สังเกตได้จากค่าเงินบาทเริ่มมีค่าแข็งขึ้น
รวมทั้งไทยยังมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นศูนย์กลางทางการเงินและเศรษฐกิจ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ด้าน ดร.มิโรสลาฟ โอครูลี่ หัวหน้าสำนักงานตัวแทนในไทย กล่าวว่า กิจกรรมของสำนักงานในไทยจะเน้นเรื่อง
การสร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลไทยและหน่วยงานราชการ ติดต่อกับบรรดาธนาคารและนักธุรกิจไทยที่ส่งออกและนำเข้า
ที่สนใจในสินค้าของกลุ่มประเทศยุโรปตอนกลางและตะวันออก นอกจากนี้ยังสนับสนุนและชักชวนให้ลูกค้าของธนาคาร
ที่สาธารณรัฐเชกและแถบประเทศใกล้เคียง หันเข้ามาลงทุนในไทยและแถบเอเชียมากขึ้น
"เรามองว่าตลาดในไทยมีความกว้างโดยเฉพาะตลาดผู้บริโภค ถ้าถามว่าเชกให้อะไรกับไทยและไทยให้อะไรกับเชก
นั่นคือการค้าขายระหว่างกัน"
ปัจจุบันการค้าขายระหว่างสาธารณรัฐเชกกับไทยนั้น ถือว่ามีมูลค่าสูงพอสมควร
โดยส่วนใหญ่สาธารณรัฐเชกมีรายได้จากการส่งสินค้ามาจำหน่ายในไทย อาทิ อุปกรณ์ด้านพลังงาน
อุปกรณ์ไฟฟ้าการพิมพ์ ส่วนไทยส่งสินค้าไปจำหน่าย เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ
"และต่อไปนี้คือสิ่งที่เรามองไว้ คือ เราต้องการสนับสนุนธุรกิจของเชกในไทย
ซึ่งฉายาของเรา คือ work shop of Europe ดังนั้นเราเห็นเสมอว่าในไทยไม่จำเป็นต้องมีตัวกลางที่ใหญ่โตนัก
ฉะนั้นสิ่งที่มุ่งไปในธุรกิจจึงเน้นไปในโครงการขนาดเล็กและกลาง เช่น อุตสาหกรรมเกษตร
การผลิตอาหาร ซึ่งนักลงทุนในประเทศเราได้มองอุตสาหกรรมเหล่านี้ไว้ด้วย"
โอครูลี่ กล่าวถึงเป้าหมายจะเป็นตัวแทนของนักลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศ
ความตั้งใจของ ไอพีบี แบงก์ ในไทยนั้นคาดหวังว่า จะทำให้การลงทุนทั้งสองประเทศเพิ่มสูงขึ้นเป็น
2 เท่า โดยในปัจจุบันการค้าของทั้งสองมีมูลค่าประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ
ซึ่งในปีแรกจะเน้นไปยังการ trade finance โดยจะให้สินเชื่อในระยะสั้นจนถึงระยะยาว
การให้การค้ำประกันด้านต่างๆ รวมทั้งยังจะร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย
(ธปท.) เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกและนำเข้าหรือการจัดการด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ
กับผู้ประกอบการส่วนธุรกรรมตราสารอนุพันธ์ยังไม่ดำเนินการในช่วงปีแรก
"การขออนุญาตเปิดเป็นสาขาเต็มรูปแบบนั้น คงต้องรอดูถึงความสำเร็จในช่วงแรกก่อน
แต่ถ้ามีโอกาสก็พร้อมที่จะขยาย เพราะเราไม่อยากเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ในการลงทุนต่างประเทศ
แต่ต้องการเป็นผู้กระทำเอง เราจึงเป็นผู้จุดประกายให้นักลงทุนยุโรปตะวันออก
เข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันนออกเฉียงใต้" ฟาเร็ค กล่าวปิดท้าย