ดรุณสิกขาลัย โรงเรียนเพื่อการเรียนรู้

โดย สมศักดิ์ ดำรงสุนทรชัย
นิตยสารผู้จัดการ( พฤศจิกายน 2544)



กลับสู่หน้าหลัก

การปรากฏตัวขึ้นของ ดรุณสิกขาลัย ในฐานะโครงการนำร่องโรงเรียนเพื่อการเรียนรู้ ในห้วงเวลาที่สถาบันการศึกษาแต่ละแห่งกำลังอยู่ระหว่างการกำหนดทิศทางและรูปธรรม ที่ชัดเจนท่ามกลางกระแสการปฏิรูปการศึกษา มิได้มีนัยเป็นเพียงทางเลือกใหม่สำหรับผู้ปกครองเท่านั้น หากแต่ยังมีส่วนบ่งบอกแนวโน้มการศึกษาไทยในอนาคตอีกด้วย

ในขณะที่ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยกำลังให้ความสนใจในชื่อเสียง และประวัติความเป็นมาของสถาบันการศึกษา ในฐานะที่เป็นเงื่อนไขในการพิจารณา ส่งกุลบุตรกุลธิดา เข้าศึกษาเล่าเรียนนั้น โรงเรียนเกิดใหม่ที่เพิ่งผ่านพ้นการรับและฝึกอบรมบุคลากรทางการศึกษาไปเมื่อปลายปี 2543 และเริ่มต้นรับนักเรียนในปีการศึกษาแรกไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาแห่งนี้ กำลังก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ท้าทายความคิดความเชื่อดั้งเดิมในบริบทการศึกษาของสังคมไทย

กล่าวได้ว่ามูลเหตุสำคัญที่ทำให้ดรุณ สิกขาลัย ถือกำเนิดขึ้นในฐานะที่เป็นประหนึ่ง นวัตกรรมทางการศึกษา อยู่ที่การประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งเชื่อกันว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจังครั้งใหม่ ในสังคมไทยหลังจากที่ในอดีตเคยมีการปฏิรูปการศึกษามาแล้ว ครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว

ภายใต้ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิศึกษาพัฒน์ มูลนิธิไทยคม The Media Lab of Massachusetts Institute of Technology (MIT) และมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ. : KMUTT) ซึ่งมีส่วนร่วมในการก่อตั้งโรงเรียนเพื่อการเรียนรู้ (School for Learning) แห่งนี้ ได้กำหนดเป้าหมายไว้ที่การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแนวใหม่ที่สอดคล้องตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติดังกล่าว ซึ่งมุ่งที่จะให้ผู้เรียนสามารถพัฒนากระบวนการ เรียนรู้ทั้งในด้านวิชาการ ทักษะชีวิต และความ คล่องแคล่วในการใช้เทคโนโลยี

"ปรัชญาการศึกษาที่นำมาสู่การจัดตั้ง โรงเรียนดรุณสิกขาลัย ผูกพันอยู่กับทฤษฎี Constructionism หรือการเรียนรู้แบบคิดเองทำเอง ซึ่งเป็นแนวความคิดที่เชื่อว่าจะสามารถ เชื่อมโยงและปิดช่องว่างระหว่างวิชาการแขนง ต่างๆ ในระบบการศึกษาแบบเดิมให้น้อยลงได้" พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ซึ่งนอกจากจะดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยมจธ. (KMUTT) แล้ว เขายังดำรงตำแหน่งสำคัญในมูลนิธิศึกษาพัฒน์ และมูลนิธิไทยคม ที่มีส่วนเป็นผู้ผลักดันให้เกิดโรงเรียนแห่งนี้ กล่าวกับ "ผู้จัดการ"

รากฐานของแนวความคิด Construc-tionism ที่ได้กล่าวถึงนี้ มีจุดเริ่มต้นจากทฤษฎี Constructivism ที่นำเสนอโดย Jean Piaget นักจิตวิทยาชาวสวิตเซอร์แลนด์ และได้รับการ พัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1960 โดย Seymour Papert ซึ่งนับเป็นแนวความคิดที่มีอิทธิพลต่อการปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนในยุโรป และสหรัฐอเมริกาอย่างกว้างขวางในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา

ความสำคัญของแนวความคิดที่ Jean Piaget นำเสนอดังกล่าวอยู่ที่ความเชื่อที่ว่าในกระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กนั้น พวกเขาสามารถสร้างความรู้ขึ้นได้เอง โดยเด็กจะเป็นเสมือนนักทดลองรุ่นเยาว์ที่สร้างและทดสอบทฤษฎี ที่เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา และเมื่อเด็กมีโอกาสได้สร้างความรู้นั้นด้วยตัวเอง เขาก็จะเข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างลึกซึ้ง โดย สามารถจัดระบบโครงสร้างความรู้และมีความ สามารถในการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี

Seymour Papert ได้นำสิ่งที่ Jean Piaget เรียนรู้เกี่ยวกับเด็กๆ มาเป็นพื้นฐานในการคิดทบทวนเกี่ยวกับทฤษฎีทางการศึกษา พร้อมกับเสนอว่า สาเหตุที่แท้จริงของการไม่สามารถเรียนรู้ของเด็กในแต่ละช่วงวัย มิได้เกิดขึ้นจากระบบ แบบแผนหรือความซับซ้อนของเรื่องราวที่ยากเกินความเข้าใจ หากแต่อยู่ที่การขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ที่เหมาะสมในการ ส่งเสริมในฐานะที่เป็นสื่อสำหรับช่วยคิดและสร้างความรู้ในเรื่องราวเหล่านั้นต่างหาก

"สิ่งที่เรากำลังทำในดรุณสิกขาลัย ก็คือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ โดยพยายามให้มีกิจกรรมมากมายและหลากหลายเพื่อการเรียนรู้ เป็นสภาพแวด ล้อมในการเรียนรู้โดยการรู้จักคิดรู้จักสร้าง ที่ยอมรับการเรียนรู้ทุกรูปแบบ และนักเรียนมีทางเลือกไปถึงจุดหมายได้หลากหลายวิธี"

รูปแบบการเรียนการสอนของดรุณสิกขาลัย จึงผิดแผกแตกต่างจากโรงเรียนอื่นๆ ที่มีอยู่ในระบบการศึกษาแบบเดิมในลักษณะที่เรียกได้ว่าเกือบจะในทุกกระบวนการ

ทั้งนี้ ด้วยเหตุที่แนวทางการก่อตั้งของ ดรุณสิกขาลัย เป็นผลมาจากการรับเอาแนวความคิดของ Seymour Papert มาเป็นหลักพื้นฐานตั้งแต่เริ่มแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวความคิดที่เชื่อว่า การศึกษาที่ดี คือการให้โอกาสเด็กได้เข้าร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์เพราะ การเรียนรู้ที่ดีกว่า มิได้มาจากการค้นพบวิธี การ "สอน" ที่ดีกว่าของครู หากแต่เป็นการให้โอกาส "ในการสร้าง" ที่ดีกว่าแก่ผู้เรียน การดำเนินไปของดรุณสิกขาลัย จึงมีครูอยู่ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาของเด็ก มากกว่าที่จะเป็นผู้ชี้ถูกชี้ผิดใน กระบวนการเรียนรู้นี้ โดยได้กำหนดสัดส่วนครู 1 คนต่อ นักเรียน 4 คน เพื่อให้ครูแต่ละ คนสามารถทุ่มเทเวลาในการเฝ้าติดตามพัฒนาการทั้งด้าน พฤติกรรมและจิตใจของเด็กนักเรียนด้วย

กระบวนการในการคัดสรรบุคลากรทางการศึกษาของ ดรุณสิกขาลัย ในช่วงที่ผ่านมา จึงมิได้ผูกพันอยู่ที่การรับสมัคร ผู้ที่สำเร็จการศึกษาวิชาการ ด้านการเรียนการสอนในรูปแบบปกติมากนัก หากแต่กำหนดคุณสมบัติสำคัญไว้ที่ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ และเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะประกอบกันเข้าเป็นสื่อใน การเรียนรู้เป็นสำคัญ

"เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือคอมพิว เตอร์ที่เราจะใช้ในดรุณสิกขาลัย จะอยู่ในรูปของการเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ สำรวจและ สร้างสิ่งต่างๆ เพื่อนำไปสู่กระบวนการคิดที่ชัดเจน มากกว่าที่จะประพฤติกันในโรงเรียนรูปแบบเดิม ที่ในที่สุดได้กลืนเอาเทคโนโลยีเหล่านี้ ไปอยู่ในวัฒนธรรมการเรียนการสอนที่ยึดถือกันมา ในลักษณะของวิชาคอมพิวเตอร์ ที่กำหนดตายตัวในหลักสูตร"

นอกเหนือจากคอมพิวเตอร์ ที่จะเข้ามา มีบทบาทในฐานะสื่อการเรียนการสอนแล้ว ดรุณสิกขาลัย จะนำสื่อการสอนที่ได้พัฒนาขึ้นมาใหม่จากคณะผู้วิจัยของ The Media Lab of Massachusetts Institute of Technology (MIT) ที่ได้ร่วมกับบริษัท LEGO ผู้ผลิตเครื่องเล่นเสริม ทักษะของเด็ก ซึ่งได้รับการพัฒนาให้มีคุณ ลักษณะเหมาะสมสำหรับการเป็นสื่อการเรียนการสอนด้วย

บทบาทของ Media Lab ที่มีต่อแนว ทางในการดำเนินการศึกษาของดรุณสิกขาลัย มิได้จำกัดอยู่เฉพาะการสนับสนุนในส่วนของสื่อการเรียนการสอนเท่านั้น หากแต่งานศึกษา วิจัยของ The Future of Learning Group at the Media Lab ที่ดำเนินมากว่า 15 ปี เกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้และบทบาทของเทคโน โลยีที่นำมาใช้พัฒนาการศึกษา เป็นประหนึ่งพื้นฐานและเค้าโครงของดรุณสิกขาลัยเลยทีเดียว

โดยก่อนหน้านี้ มูลนิธิศึกษาพัฒน์และ มูลนิธิไทยคม ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการก่อตั้ง ดรุณสิกขาลัย ได้นำแนวความคิดดังกล่าวมาผสานกับประสบการณ์และพัฒนาไปใช้กับ หน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยา ลัย ชาวบ้านในชนบท และบริษัทอุตสาหกรรม ขนาดใหญ่ในประเทศไทยมาเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งด้วยระยะเวลาดังกล่าว ย่อมไม่เพียงพอที่จะนำมาซึ่งผลสรุปที่จะบ่งชี้แนวโน้มหรือทิศ ทางการศึกษา ในรูปแบบนี้ได้ทั้งหมด หากแต่ เป็นการเติบโต ขยายไปพร้อมๆ กันระหว่างโรงเรียน ครู และนักเรียน

หลักคิดและวิธีการเรียนการสอนของ ดรุณสิกขาลัย ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือการศึกษาในรูปแบบของการบูรณาการ ที่มิได้จำกัดอยู่เฉพาะในขอบเขตของสื่อ เครื่องมือและความรู้เท่านั้น แต่ยังตั้งเป้าหมายที่จะบูรณาการชุมชนที่ประกอบด้วยนักเรียน ครู และผู้ปกครองเข้าเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างศูนย์รวมแห่งปัญญาในอนาคต

เป้าหมายดังกล่าวส่งผลให้ดรุณสิกขาลัย ซึ่งแม้จะได้รับเงินทุนและการสนับสนุน จากมูลนิธิศึกษาพัฒน์ และมูลนิธิไทยคม อย่าง เป็นด้านหลัก และใช้พื้นที่อาคารสัมมนาของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีธนบุรี เป็นที่ทำการ จำเป็นต้องกำหนดค่าเล่าเรียนสำหรับนักเรียน แต่ละรายไว้ในระดับ 130,000 ต่อปี และจะเพิ่มเป็น 180,000 ต่อปีในปีการศึกษาถัดไป

"ความพร้อมของผู้ปกครอง เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้กระบวนการเรียน รู้ที่เกิดขึ้นในดรุณสิกขาลัย มีความต่อเนื่องโดยไม่จำกัดว่าจะต้องเรียนรู้ที่โรงเรียนเท่า นั้น หากแต่เมื่ออยู่ที่บ้านก็สามารถเรียนรู้ได้" สหัทยา พลปัถพี นักวิจัยจากมูลนิธิศึกษาพัฒน์ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนสำคัญในระดับปฏิบัติการในการก่อตั้งโรงเรียน ตามทฤษฎี Constructionism แห่งนี้ อธิบายถึงปัจจัยค่าเล่าเรียน ก่อนที่จะระบุว่า "เป้าหมายของเราอยู่ที่การที่จะยืนอยู่ได้ โดยสามารถลดหรือไม่ต้องรับเงินจากมูลนิธิ ไปตลอด"

การเปิดรับนักเรียนในปีการศึกษาแรก ซึ่งผ่านพ้นภาคเรียนแรกไปแล้ว และกำลัง เคลื่อนเข้าสู่ภาคเรียนที่สองในปัจจุบัน เริ่มต้น ที่นักเรียนในระดับประถมศึกษา ที่มีช่วงอายุระหว่าง 5-8 ปี จำนวน 28 คน และในปีการศึกษาต่อไปตั้งเป้าหมายที่จะรับนักเรียนเพิ่ม อีก 20 คน แต่การเรียนการสอนมิได้จำแนกเด็กกลุ่มนี้ออกเป็นชั้นเรียนจากกลุ่มอายุที่เป็น เกณฑ์การแบ่งในระบบทั่วไป หากแต่พิจารณา จากความสามารถและความสนใจของเด็กเป็น สำคัญ

แม้ว่าในระยะปัจจุบัน ดรุณสิกขาลัย จะเริ่มต้นด้วยการรับนักเรียนในระดับประถม ศึกษา แต่ตามแผนงานที่กำหนดไว้ โครงการสถานศึกษาแบบ Constructionism มุ่งหมายที่จะขยายให้ครอบคลุมไปสู่ระดับมัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ในลักษณะครบวงจร เพื่อผลิต บุคลากรสนองตอบต่อความต้องการของสังคม ที่มีแนวโน้มจะมีการแข่งขันมากขึ้น

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากสภาพของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปรัชญาและรูปแบบการเรียน การสอนในโรงเรียนแห่งนี้ เปรียบเทียบกับโรงเรียนในระบบปกติแล้ว ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากที่นักเรียนที่ผ่านกระบวนการของดรุณสิกขาลัย จะกลับเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนในรูปแบบเดิมได้ ซึ่งแม้กรณีดังกล่าวจะเกิดขึ้นบ้าง ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายไม่น้อยกับความสิ้นเปลืองทรัพยากรที่ได้สูญเสียไป

"สิ่งที่เรามุ่งหมายจะพัฒนาดรุณสิกขาลัยในอนาคตก็คือ การสร้างให้เกิด Faculty of Learning ขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี ซึ่งแตกต่างจากระบบของโรงเรียนสาธิต ในมหาวิทยาลัยแห่งอื่น" พารณ ในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัย มจธ. ย้ำถึงทิศทาง ของดรุณสิกขาลัย

ความมุ่งหมายดังกล่าว มิได้เกิดขึ้น อย่างเลื่อนลอย เมื่อข้อเท็จจริงที่สำคัญประการหนึ่งอยู่ที่ ปัจจุบัน มจธ. มีฐานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ ที่มิได้เป็นส่วนราชการอีกแล้ว มหาวิทยาลัย แห่งนี้จึงมีความเป็นอิสระในการกำหนด ทิศทางและพัฒนาหลักสูตรที่ไม่ผูกพันอยู่กับข้อจำกัดของกระทรวงหรือทบวงมากนัก

กระนั้นก็ดี ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยว กับอนาคตของดรุณสิกขาลัย ประการหนึ่ง อยู่ที่ภายใต้สถานการณ์ที่รูปธรรมของการจัดการด้านการศึกษา ในช่วงเวลาแห่งการปฏิรูป ซึ่งยังไม่ปรากฏบทสรุปที่ชัดเจนนี้ ดรุณสิกขาลัย ซึ่งไม่ได้มีความหมายเป็นเพียงโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ แต่เพียงลำพัง หากแต่หมายรวมถึงครู นักเรียน และผู้ปกครอง ซึ่งกำลังก่อตัวเป็นชุมชนใหม่ จะ มีความสามารถในการเบียดแทรกและคง ทนต่อแรงเสียดทานในระบบการศึกษาที่เป็นอยู่นี้อย่างไร

แต่สำหรับ พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ซึ่งเป็นหัวแรงใหญ่ในการผลักดัน โรงเรียนในรูปแบบการศึกษาใหม่นี้ เขาเชื่อว่า "เมื่อถึงเวลานั้น หากระบบการศึกษาเดิมยังไม่มีการปรับเปลี่ยน ก็แย่แล้ว"



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.