แม้ว่าแผนกน้ำดื่มของเนสท์เล่ จะเป็นแผนกใหม่ แต่ปรากฏว่าอัตราการเติบโตของแผนกนี้ในช่วง
2-3 ปีที่ผ่านมา นับว่าเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วมาก พร้อมกับการรุกเข้าไปทำตลาดในประเทศต่างๆ
ทั้ง 5 ทวีป รวมกว่า 130 ประเทศ โดยมีผลิตภัณฑ์ ที่หลากหลายภายใต้เครื่องหมายการค้าต่างๆ
ถึง 60 ชื่อ เช่น เปอริเอ้ ซาน เพลเลกริโน และวิทเทล รวมทั้ง มิเนเร่ ในประเทศไทยด้วย
ทั้งนี้ แผนกน้ำดื่มของเนสท์เล่ ได้กลายเป็นแผนก ที่มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของกลุ่มเนสท์เล่โดยรวมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าแผนกอื่นๆ
โดยในปี 2542 ที่ผ่านมา แผนกน้ำดื่มมียอดการจำหน่ายคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ
9 ของยอดการจำหน่ายของเนสท์เล่ทั้งหมด
ก่อนหน้านี้ ปีเตอร์ บราเบ็ด ประธานคณะผู้บริหาร ของกลุ่มเนสท์เล่ ทั่วโลก
ได้แสดงวิสัยทัศน์ ที่ท้าทายไว้ตอนหนึ่งว่า เนสท์เล่ ไม่ควรจะเป็นเพียงบริษัท
ที่มีแผนกน้ำดื่ม ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเท่านั้น หากแต่จะต้องมีน้ำดื่ม ที่มีเครื่องหมายการค้ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลกด้วย
ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ที่ได้มี การเปิดตัวครั้งแรกในปี
2541 และประสบความสำเร็จเป็นลำดับ
เนสท์เล่ ได้เริ่มทำตลาดน้ำดื่มในประเทศไทย เป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 3
ปีที่แล้ว โดยเริ่มจากน้ำแร่ หลังจาก ที่ได้ซื้อสิทธิในการจัดจำหน่ายน้ำแร่มิเนเร่จาก
ผู้จัดจำหน่ายเดิม ซึ่งในช่วงดังกล่าวยอดการจำหน่าย น้ำแร่มิเนเร่ได้เพิ่มขึ้นถึง
5 เท่า และได้กลายเป็นเจ้าตลาดน้ำแร่ในประเทศไทย และมีส่วนแบ่งการตลาดน้ำแร่มากกว่าคู่แข่งทุกราย
อย่างไรก็ดี ความสำเร็จในตลาดน้ำแร่ อาจไม่ใช่มาตรวัดหรือข้อพิสูจน์ที่ดี ที่จะระบุว่า
เนสท์เล่จะประสบความสำเร็จในตลาดน้ำดื่มบริสุทธิ์ เพราะการจะผลักดันน้ำดื่ม
เนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ให้ก้าวขึ้นสู่การเป็นหมายเลขหนึ่งในตลาดภายใต้สถานการณ์ ที่มีสิงห์ยืนเป็นเจ้าตลาดอยู่นั้น นับเป็นกรณี ที่มีความยากลำบากพอสมควร และไม่ใช่เรื่องง่ายเลย