คนไทยใจฝรั่ง คือ สมญานาม ที่คนในวงการการเงินของไทยตั้งให้กับชายชื่อ วิชัย
พันธุ์โภคา กรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้จัดการ ใหญ่ธนาคารเดรสเนอร์ เอจี สาขาประเทศไทย
ที่มีบริษัทแม่ตั้งอยู่ที่แฟรงเฟิร์ต ประเทศเยอรมนี
ชีวิตส่วนตัวของผู้บริหารแบงก์ เดรสเนอร์ เอจี คนนี้หลายๆ คน ไม่ค่อยรู้จักเพราะวิชัย
ไม่ค่อยเปิดเผยความเป็นส่วนตัวของเขาให้สา-ธารณชนรับทราบเท่าไหร่ รู้แต่เพียง
ว่าเขาเป็นผู้บริหารแบงก์ เดรสเนอร์ เอจี เท่านั้น
"ผมเข้ามาทำงานในเดรสเนอร์ เอจี สาขาประเทศไทยแบบเงียบๆ เพราะไม่รู้ว่าจะประกาศไปทำไม"
วิชัย กล่าวถึงการเริ่มเข้ามาในวงการการเงินสั้นๆ แต่ได้ใจความ
เดือนสิงหาคม ปี 2507 วิชัย เดินทางไปศึกษา ณ เยอรมนี ในระดับ High School
ที่ เนินแบร์ก เมืองโคโลญจ์ จากนั้นเดือนมิถุนายน ปี 2509 ได้ศึกษาต่อระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์
ที่มหาวิทยาลัยโคโลญจ์ และศึกษาต่อที่เดียวกันจนได้รับปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์
ในปี 2515
ชะตาชีวิตการทำงานของวิชัย ดูเหมือนว่าจะถูกกำหนดให้ทำงานที่แบงก์เดรสเนอร์
เอจี เพียงเแห่งเดียว เพราะตั้งแต่ออกจากรั้วมหาวิทยาลัย เขาก็วนเวียนอยู่ในอาณาจักรแบงก์เดรสเนอร์
เอจี เป็นส่วนใหญ่ เริ่มจากเป็น Traineeship ในสำนักงานใหญ่ที่แฟรงเฟิร์ต
จากนั้นในปี 2518 เข้าทำงานในฝ่าย Risk management/Credit department จนกระทั่งถึงเดือนเมษายน
ปี 2527 เป็นครั้งแรกที่วิชัยเดินออกจากแบงก์เดรสเนอร์ เอจี ที่เขาผูกพันมานานถึง
11 ปี เพื่อไปรับงานในแบงก์กรุงเทพ (BBL) สาขาเมืองฮัมบรูก ประเทศเยอรมนี
ฝ่าย Head of Loan & Credit department แต่ทำงานได้เพียง 4 ปี ก็ทนคิดถึงองค์กรเก่าไม่ได้จึงกลับมารับตำแหน่ง
Assistant Vice president & Head of Credit Analysis ที่แบงก์เดรส เนอร์
เอจี สำนักงานใหญ่ ในปี 2530
หลังจากใช้ชีวิตอยู่ประเทศเยอรมนีนานถึง 28 ปี ในที่สุดวิชัย ได้รับความไว้วางใจจากแบงก์
เดรสเนอร์ เอจี สำนักงานใหญ่ให้เข้ามาทำงานในแบงก์เดรสเนอร์ เอจี ประจำประเทศไทยในปี
2535 และปีต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ จากนั้นในปี
2538 แบงก์ เดรสเนอร์ เอจี ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย
(ธปท.) ให้เป็นธนาคารสาขาประจำ ประเทศไทย จากที่เคยเป็นเพียงระดับตัวแทน
ทำให้วิชัย ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้จัดการใหญ่ธนาคารเดรสเนอร์
เอจี สาขาประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน
นอกจากจะทำงานในธนาคารเดรสเนอร์ เอจี แล้วเขายังเข้าไปเป็นคณะกรรมการในฐานะกรรมการหอการค้า
เยอรมัน-ไทย, คณะกรรมการ บริษัท Siemens Business Communication Systems
และเป็นสมาชิกในสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย
นี่คือเส้นทางการศึกษาและการทำงานของชายชื่อวิชัย ที่โลดแล่นอยู่ในวงการการเงินในประเทศไทยอย่างเงียบๆ
หลายคนที่เคยสัมผัสหรือได้คุยกับวิชัย จะรู้สึกได้เลยว่าบุคลิกของเขาเป็นคนที่ชอบให้ความรู้ด้านการเงินการธนาคาร
ในเชิงวิชาการ แต่ถ้าเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวหรือการดำเนินงานของแบงก์เดรสเนอร์
เอจี เขาจะไม่ค่อยเปิดเผยมากนัก
"ช่วงที่กลับจากเยอรมนีใหม่ๆ เพื่อนหลายคนเป็นห่วงผมในเรื่องการทำธุรกิจในประเทศไทยเพราะเขามองว่ายังมือใหม่อยู่ในขณะนั้น
จึงได้เตือนให้ระวังเล่ห์เหลี่ยมของ นักธุรกิจไทย เช่น เวลาจะปล่อยสินเชื่อให้กับใครก็โทรมาปรึกษาก่อนเพราะกลัวว่าผมจะไม่ทันคน
แต่เดี๋ยวนี้เพื่อนๆ ทุกคนเลิกเป็นห่วงแล้ว" วิชัย กล่าว
สาเหตุที่เพื่อนๆ ของเขาเป็นห่วงในเรื่องนี้นอกจากจะเป็นมือใหม่แล้ว การเข้ามาในวงการการเงินของวิชัยเป็นไปอย่างเงียบเชียบ
ซึ่งแปลกกว่าผู้บริหารรายอื่นๆ ที่เข้ามาแบบอึกทึกครึกโครม แต่ปัจจุบันวิชัย
คือ นักบริหารมืออาชีพที่คนในวงการการเงินให้การยอมรับ
อย่างไรก็ตามด้วยบุคลิกที่เรียบง่ายนั้น แต่อีกด้านหนึ่งของวิชัย กลับเป็นนักบริหารที่สร้างความตกตะลึงให้กับหลายๆ
คนได้เหมือนกัน ด้วยความมีใจรักชาติ ดังนั้นสิ่งไหนที่เห็นว่าประเทศไทยเสียเปรียบหรือสิ่งไหนที่ได้เปรียบเขาจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง
การปรากฏ ตัวของวิชัย พันธุ์โภคา ที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการและเห็นตัวจริงของเขามากขึ้น
คือ การออกมาสนับสนุนการขุดคอคอดกระ ในครั้งนั้นเขามองว่าถ้าประเทศไทยสามารถ
ขุดสำเร็จจะส่งผลให้ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาล
"เวลาจะออกมาพูดอะไรผมต้องมีเหตุและมีผลประกอบกัน ถ้ามีเหตุด้านเดียวแต่ไม่มีผลหรือข้อสรุปให้เห็นจริงแล้วจะไม่ออกมาพูด"
วิชัย กล่าว
ล่าสุดได้ออกมาโจมตีการทำงานขององค์กรการปฏิรูปสถาบันการเงิน (ปรส.) ในเรื่องการทำงาน
โดยเฉพาะ เรื่องการประนอมหนี้ที่เขามองว่าแบงก์พาณิชย์ไทยเอาเปรียบ ขณะที่แบงก์ต่างประเทศได้สูญเสียความเป็นธรรมอย่างมาก
อีกทั้งยังวิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ ปรส. อย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะกับอมเรศ
ศิลาอ่อน ประธาน ปรส. ที่ทั้งสองบุคคลมักจะมีความคิดแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
เช่น วิชัย แนะนำว่าควรจะนำแนวทางการแก้ปัญหาจากสวีเดนและอเมริกามาใช้ในประเทศไทย
แต่อมเรศ สวนกลับทันควันว่าประเทศไทยไม่สามารถนำแนวทางดังกล่าวมาใช้ได้เพราะความเสียหายต่างกันอย่างมาก
หรือในเรื่องการขายสินทรัพย์ ของ ปรส. วิชัย วิจารณ์ว่า ราคาประมูลสินทรัพย์ของ
ปรส. ไม่ถึง 50% ของมูลค่าจริง ความจริง อยู่ที่ระดับ 15-20% เท่านั้น
ผลจากการตีแผ่การทำงานของ ปรส. จนทำให้มีข่าวลือว่ากระทรวงการคลัง จะแต่งตั้งให้วิชัย
เป็นประ-ธานตรวจสอบการทำงานของ ปรส. แต่เรื่องนี้เขาเล่าว่า "ไม่เป็นความจริงและไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ให้ข่าว"
ดังนั้นเมื่อคำพูดออกจากริมฝีปากของตัวเขาเองแล้วย่อมเป็นที่แน่ชัดว่าประธานตรวจสอบการทำงาน
ปรส. ไม่ใช่ชายชื่อ วิชัย อย่างแน่นอน
ปัจจุบันชีวิตการทำงานของ
วิชัย ยังคงทุ่มเทให้กับแบงก์ที่เขารัก แม้ว่าจะมีงานข้างนอกบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่จะไปเป็นวิทยากรตามคำเชิญขององค์กรต่างๆ
"ผมทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ ถ้ามีคนเชิญผมไปพูดก็จะไม่ปฏิเสธ ถือว่าเป็นการให้ความรู้แก่คนภายนอก
เพราะช่วงภาวะวิกฤติเช่นนี้ทุกคนต้องช่วยเหลือกัน" นั่นหมายความว่า
ถ้าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวก็จะเห็นวิชัย ออกมานำเสนอแง่มุมที่เป็นประโยชน์
ต่อสังคมโดยรวมแม้ว่าจะไม่เป็นที่ถูกใจต่อหลายๆ คนอยู่ก็ตาม
"แต่ถ้าหากเมื่อใดที่เศรษฐกิจ ดีขึ้นแล้วผมก็จะออกไปอย่างเงียบๆ เช่นเดียวกับตอนที่ผมเข้ามาใหม่ๆ
โดยคิดไว้ว่าจะไปสอนหนังสือในรั้วมหาวิทยาลัย ส่วนที่มีคนสงสัยว่าจะไปเล่นการเมืองนั้นบอกได้เลยว่าไม่มีความคิดเลย"
วิชัย กล่าวตบท้าย