พรวิทย์ พัชรินทร์ตนะกุล "ความบังเอิญที่ลงตัว"


นิตยสารผู้จัดการ( มีนาคม 2542)



กลับสู่หน้าหลัก

เมื่อเอ่ยชื่อ พรวิทย์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮิกซ์ เมเรียน รูซเซล (ประเทศไทย) จำกัด คนทั่วๆ ไปคง จะไม่รู้จักแต่ถ้าคนที่อยู่ในวงการอุตสาหกรรม เวชภัณฑ์ยาแล้วรู้จักเขาเป็นอย่างดี เพราะเขาคือผู้บริหารบริษัทยาข้ามชาติเพียงไม่กี่คนที่เป็นคนไทย เพราะโดยปกติแล้วบริษัทยาข้ามชาติโดยเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่จะอิม-พอร์ตคนของตัวเองเข้ามากุมบังเหียน และที่น่าทึ่งพรวิทย์ไม่ได้จบการศึกษาทางด้านเภสัช เหตุผลอะไรที่ทำให้เฮิกซ์ เมเรียน รูซเซล ซึ่งเป็นบริษัทยายักษ์ใหญ่ตระกูลเยอรมันแห่งนี้ยอมรับในฝีมือเขา

"พรวิทย์ เป็นคนรอบคอบ สุขุมนุ่ม ลึกและไม่กลัว เขาเป็นคนที่กล้าตัดสินใจ แม่นยำและไม่มีช่องโหว่เลย สไตล์การทำงานอย่างพรวิทย์นี้แหละที่คนเยอรมันชอบที่จะทำงานด้วย ขณะที่ฝั่งอเมริกาชอบสไตล์โฉ่งฉ่าง" นี่คือความคิดเห็นของคนรอบข้างที่ให้คำจำกัดความต่อตัวพรวิทย์

ก่อนที่จะมาเป็น เฮิกซ์ เมเรียน รูซเซล ในอดีตกว่าร้อยปีที่ผ่านมา เฮิกซ์ เอจี ได้เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของวงการเวชภัณฑ์ด้วยการผลิตยาสำเร็จรูป และได้มีส่วนในการวิจัยเวชภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงร่วมกับนักวิทยาศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล เช่น โรเบิร์ต ค็อกซ์, พอล เอห์ริช และเอมิล ฟอน แบริ่ง ตลอดจนแบนดิ้ง และเบสต์ ผู้ซึ่งประสบความสำเร็จในการผลิตอินซูลิน

ต่อมาเฮิกซ์ เอจี ได้เข้าไปรวมกิจการกับเมเรียน เมอเรล ดาวแห่งสหรัฐอเมริกา เจ้าของผลิตภัณฑ์ยารักษาโรคต่างๆ เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยารักษาโรคภูมิแพ้ ยารักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร ยารักษาวัณโรค ขณะเดียวกันได้เข้าไปถือหุ้นใหญ่ในบริษัทรูซเซล แห่งฝรั่งเศส ผู้มีความชำนาญในด้านการสังเคราะห์สารเคมีเพื่อใช้พัฒนาตัวยาใหม่ๆ อีกทั้งยังเก่งในด้านฮอร์โมนและยาปฏิชีวนะอีกด้วยซึ่งการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญด้านเวชภัณฑ์ทั้ง 3 แห่งเป็นบริษัทเดียวถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการดำเนินงานในยุคก่อนที่จะย่างก้าวเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน

จากการรวมกันดังกล่าวสำนักงานของบริษัทข้ามชาติ เหล่านี้ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยจำต้องเลือกผู้บริหารให้เหลือเพียงคนเดียวเท่านั้น ในที่สุดแคนดิเดตที่ดีที่สุดสำหรับ เฮิกซ์ เมเรียน รูซเซล (ประเทศไทย) คือชายชื่อพรวิทย์ พัชรินทร์ตนะกุล วัย 56 ปี

พรวิทย์ จบการศึกษาจากอัสสัมชัญพาณิชย์ เมื่อปี 2509 แล้วเข้าทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมเอเชียและแปซิฟิก "ก่อนเข้าไปทำงานที่นั่นผมรู้แล้วว่ามันไม่ใช่ตัวเรา คือ ไม่ใช่องค์กรธุรกิจ ซึ่งความคิดหลังจากเรียนจบแล้วอยากเข้าทำงานในองค์กรเอกชน และเมื่อเข้าไปทำงานรู้ว่าคงจะอยู่ได้ไม่นาน" พรวิทย์ เล่าถึงอดีต

การที่ได้เข้ามาทำงานที่เฮิกซ์ฯ พรวิทย์ เล่าว่า เป็นความบังเอิญอย่างมากเมื่อเพื่อนของเขาที่ทำงานในเฮิกซ์ฯ มาก่อนได้เข้ามาบอกว่าบริษัทกำลังต้องการผู้ช่วยงานทางด้านบริหาร "ขณะนั้นทำงานอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมเอเชียและแปซิฟิกได้เพียง 9 เดือนเมื่อ เพื่อนมาบอกจึงตัดสินใจมาสมัครงาน ตามความตั้งใจของตัวเองที่ต้องการทำงานในองค์กรธุรกิจ ทั้งๆ ที่เงินเดือนลด ลงเกือบ 25% แต่ก็ยอม"

ความตั้งใจเดิมของพรวิทย์ เมื่อได้เข้ามาทำงานในองค์กรที่ตัวเองฝันแล้ว คือ พยายามเรียนรู้หาประสบการณ์ เพียง 10 ปี หลังจากนั้นจะออกไปทำธุรกิจตัวเอง "แต่เมื่อเข้ามาที่เฮิกซ์ฯ กลับติดลมเพราะอยู่ที่นี่มาเกือบ 32 ปีแล้ว คิดว่าเป็นโอกาสที่เสริมความรู้ให้มากขึ้น หมายถึงทำงานไปเรียนหนังสือไป" ซึ่งตำแหน่งแรกในเฮิกซ์ฯ ของพรวิทย์ คือ เป็นพนักงานขาย เพราะการเรียนรู้ให้เข้าใจธุรกิจคือการเข้าไปคลุกคลีกับธุรกิจอย่างถึงพริกถึงขิง

นอกจากจะทำงานด้วยแล้วพรวิทย์ ได้ไปศึกษาต่อในหลักสูตรปริญญาตรี (ภาคค่ำ) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2515 จากนั้นปี 2519 สอบชิงทุน Fulbright ได้ จึงเดินทางไปศึกษาต่อด้านการบริหาร (MBA) ที่มหาวิทยาลัยมิสซูรี สหรัฐอเมริกา เมื่อสำเร็จการศึกษาได้ไปทำงานกับบริษัทแม่ในเยอรมนีเป็นเวลา 2 ปี และตำแหน่งล่าสุดก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่ง สูงสุดในปี 2539 คือ ผู้จัดการฝ่ายของบริษัทประจำประเทศไทย

จากวันนั้นถึงวันนี้ชีวิตการทำงานของพรวิทย์ในเฮิกซ์ฯ เต็มไปด้วยความสุขแม้ผลการดำเนินงานของบริษัทกำลังอยู่ในช่วงอาการย่ำแย่ก็ตาม เพราะในปี 2541 ยอดขายบริษัท ยาข้ามชาติในไทยหดตัวลงประมาณ 20% ขณะที่บริษัทยาท้องถิ่นกลับสวนทางที่มียอดขายเพิ่มขึ้น เนื่องจากกระทรวง สาธารณสุขมีนโยบาย "สุขภาพดี ต้นทุนต่ำ" ออกมาเพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ ดังนั้นงบประมาณ ในการซื้อยาตามโรงพยาบาลรัฐบาลซึ่งเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายขนาดใหญ่ของเฮิกซ์ฯ เกือบ 70% ถูกจำกัดภายใต้ข้อกำหนด ขอ IMF เมื่อเป็นเช่นนี้ลูกค้าของเฮิกซ์ฯ จึงหันมาใช้ยาที่ผลิตจากบริษัทท้องถิ่นมากขึ้นเพราะราคาถูกกว่า ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนคนไข้ก็เริ่มลดลงไปตามสภาวะเศรษฐกิจ โดยหันมาซื้อยากินเองหรือยอมทนเข้าแถวเพื่อรอรับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐบาล

"เวลาเศรษฐกิจตกต่ำเมื่อไปโรงพยาบาลคนไข้ก็ไม่ได้ยาซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาถึงเราที่ไม่สามารถขายได้ เนื่อง จากหมอสั่งยาที่ถูกกว่าให้คนไข้" พรวิทย์ กล่าว ส่งผลกระทบ ที่เขากล่าว คือ บริษัทยาข้ามชาติขาดทุนสุทธิจากผลประกอบ การที่เรื้อรังมาตั้งแต่ปลายปี 2539

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของพรวิทย์ ที่ต้องการเห็นการฟื้นตัวของบริษัท คือ การพยายามรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ของตัวเองเอาไว้ให้ดีที่สุด อีกทั้งยังได้นำยาแก้แพ้ซึ่งเป็นยารุ่นใหม่ของบริษัทเข้ามาจำหน่าย โดยได้นำเข้ามาในช่วงกลางปีที่ผ่านมาปรากฏว่าสามารถมีส่วนแบ่งการตลาดในโรงพยาบาลได้แล้ว 6-7% นอกจากนี้ยังมีกลุ่มยาช่วยการไหลเวียนของโลหิตซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ยาของเฮิกซ์ฯ ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในไทยและมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 30% เป็นตัวหลักในการกระตุ้นยอดขายให้สูงขึ้น

จากแนวความคิดดังกล่าวแสดงว่าเฮิกซ์ฯ รวมทั้งบริษัทยาข้ามชาติอื่นๆ จะไม่ใช้กลยุทธ์ในเรื่องราคาเป็นตัวตัดสินในการทำตลาด "เราจะใช้คุณภาพยาทำการแข่งขัน หมายถึง จะให้คนไข้หรือหมอเป็นผู้ตัดสินใจในการเลือกว่าจะซื้อยาค่ายไหนในการรักษาโดยที่ไม่มองเรื่องราคา" แต่ แนวความคิดดังกล่าวดูเหมือนจะไม่ได้ผลในช่วงเศรษฐกิจขาลง เพราะแม้แต่นโยบายเบื้องบนที่สั่งลงมาจากทางราชการยังให้เน้นเรื่องราคาเป็นหลัก

"ความแตกต่างของราคาระหว่างยาที่ผลิตจากบริษัทข้ามชาติกับบริษัทยาท้องถิ่น ถ้าสูตรเดียวกันบางชนิดแตกต่างกัน 30% บางชนิด 50% หรือบางชนิดมีความแตกต่างกันสูงถึง 5 เท่าตัว เหตุผลเพราะก่อนที่จะมาเป็นตัวยาได้มันมีระบบการควบคุมคุณภาพ ซึ่งระบบดังกล่าวมีความแตกต่างกันอยู่แล้ว วัตถุดิบเราผลิตเอง วิจัยเอง ยาแต่ละเม็ดได้มาด้วยการลงทุนและการผลิตให้ได้คุณภาพ นั้นเป็นเรื่องจรรยาบรรณ ดังนั้นการผลิตยาจึงมีต้นทุนสูงมากซึ่งเราไม่สามารถที่ใช้ราคามาเป็นตัวนำในการดำเนินธุรกิจได้" พรวิทย์ กล่าว

อย่างไรก็ตามเขายังมีความเชื่อว่าเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นธุรกิจยา ของบริษัทยาข้ามชาติจะดีขึ้นตามไปด้วยแต่จะฟื้นช้ากว่า เนื่องจากกฎเกณฑ์ทางราชการที่กำหนดไว้แล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ "แน่นอนว่าการสั่งให้ซื้อยาถูกหรือใช้ราคาเป็นตัวตัดสินก็ยังคงมีอยู่ต่อไป"

นอกจากปัญหาดังกล่าวแล้วระดับการแข่งขันธุรกิจยาในไทยยังถือว่าอยู่ในขั้นรุนแรง เนื่องจากเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นปกติ ถ้าเป็นปกติจะออกมาในรูปเมื่อหมอเขียนใบสั่งยาให้คนไข้ จากนั้นก็ไปหาซื้อยาเอง "แต่การแข่งขันที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ คือ เมื่อหมอเขียนใบสั่งยาแล้วก็บอกให้คนไข้ไปซื้อตามโรงพยาบาลนั้นๆ สมมติหมอบอกให้ซื้อยา A แล้วให้ไปซื้อในโรงพยาบาลนั้นๆ แต่อาจจะไม่ได้ยา A ก็ได้ อาจจะได้ยา B ในสูตรเดียวกับยา A แต่ราคาถูกกว่า ดังนั้นการแข่งขันในไทยนอกจากเรื่องคุณภาพแล้วยังต้องดูอีกว่าขายถูกหรือไม่ ซึ่งระเบียบ การจัดซื้อยายังมองเรื่องราคาเป็นตัวตัดสินทำให้การแข่งขันไม่เสรี กฎเกณฑ์เองยังไม่เปิดให้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่เพราะยังมีการบิดไปบิดมาอยู่"

ดังนั้นแม้ว่าแนวความคิดของพรวิทย์ ที่ต้องการออกไปเผชิญโลกตามแบบฉบับที่ตัวเองต้องการ ยังไม่จางหายไปไหน แต่จากสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจที่กำลังสุกงอมในปัจจุบันแน่นอนว่าเขาต้องเลือกองค์กรอย่างเฮิกซ์ฯ เป็นอันดับแรก "ตอนนี้ยังอยากทำอะไรหลายๆ อย่าง แต่ภาระกิจในเฮิกซ์ฯ ยังมีอีกมากที่ผมต้องสะสางและทิ้งไม่ได้" พรวิทย์ กล่าวปิดท้าย



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.