บุญทักษ์ หวังเจริญ เผยเบื้องหลัง "สลิป" สี่หมื่นล้าน "เหนื่อยแต่คุ้ม"


นิตยสารผู้จัดการ( มีนาคม 2542)



กลับสู่หน้าหลัก

ในภาวะอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก ทำให้มีรายได้ลดลงกว่าเท่าตัว ในขณะที่ช่องทางอื่นในการลงทุน อาทิ ตลาดหุ้นก็ไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่สวยหรูอย่างเช่นในอดีตอีกต่อไปแล้ว ประกอบกับตลาดตราสารหนี้ที่ยุคหนึ่งเคยเป็นยุคบูมก็ได้ขาดตอนไปช่วงเวลาหนึ่งจากพิษเศรษฐกิจ ทำให้ไม่มีสินค้าใหม่ๆ ออกมา

จนกระทั่งธนาคารกสิกรไทยได้เป็นผู้ปลุกให้ตลาดตราสารหนี้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยการออกตราสารหนี้ระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 11% ก้อนใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยออกในประเทศไทย ภายใต้โครงสร้างใหญ่คือ โครงสร้าง CAPITAL SECURITIES คือ การนำตราสารหนี้มาจัดให้เป็นตราสารทุน ในรูปแบบของ "สลิป" (SLIP : STAPLE LIMITED INTEREST PREFERED) ที่ประกอบด้วยตราสาร 2 ชุด ชุดแรกคือ หุ้นบุริมสิทธิควบหุ้นกู้ด้อยสิทธิ จำนวน 20,000 ล้านบาท และชุดที่ 2 คือ หุ้นกู้ด้อยสิทธิธรรมดา จำนวน 20,000 ล้านบาท โดยธนาคารได้ขายตราสารทั้ง 2 ชุดนี้ให้แก่กองทุนรวมหุ้นบุริมสิทธิ-หุ้นกู้ด้อยสิทธิ ที่ออกโดยบลจ.กสิกรไทย จากนั้นทางกองทุนฯก็ออกเป็นหน่วยลงทุนขายให้แก่ผู้ลงทุนต่อไป ซึ่งโครงสร้างนี้ถือเป็นโครงสร้างสากล โดยในตลาดต่างประเทศมีการระดมทุนด้วยรูปแบบนี้มานับ 10 ปี แต่ถือเป็นโครงสร้างที่ใหม่มากและเกิดเป็นครั้งแรกในเมืองไทย จึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนักต่อการอธิบายให้นักลงทุนเข้าใจ

ทีมงานวาณิชธนกิจของธนาคารกสิกรไทย ภายใต้การนำของบุญทักษ์ หวังเจริญ ได้เริ่มศึกษาโครงสร้างนี้มานานกว่า 2 ปีแล้ว จนกระทั่งได้มีการวางแผนว่า นำตราสารที่ออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในอเมริกาเป็นหลัก ภายใต้กฎ 144A และได้จ้าง โกลด์แมนแซคส์ มาเป็นที่ปรึกษาในการจัดโครงสร้างดังกล่าว

"เราเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยตั้งแต่ปีที่แล้ว เริ่มตั้งแต่ทำโครงสร้าง ทำเรื่องขอคำอนุมัติจากกระทรวงพาณิชย์ในการแก้ไขกฎข้อบังคับของธนาคาร ทำเรื่องขอแบงก์ชาติว่า ให้โครงสร้างแบบนี้ถือเป็นกองทุนขั้นที่ 1 ขอกรมสรรพากรให้นำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ เมื่อได้รับอนุมัติทุกอย่างเรียบร้อย เราจึงได้จัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้น และที่ประชุมผู้ถือหุ้นก็อนุมัติตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย.41 เราก็พร้อมแล้วที่จะไปขายตราสารนี้ในอเมริกา" บุญทักษ์เล่า

แต่การที่บริษัทเอกชนจะออกไประดมเงินทุนจากต่างประเทศด้วยวิธีนี้ จะต้องให้ทางรัฐบาลไปออกพันธบัตรก่อน เพื่อเป็นมาตรฐานในการพิจารณาของนักลงทุน เนื่องจากนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการณ์เศรษฐกิจมา ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปหมด เรตติ้งของประเทศก็ถูกลดลง ฉะนั้นเพื่อเป็นการดี ควรรอให้รัฐบาลไปออกก่อน แต่จนแล้วจนรอด โกลบอลบอนด์ของกระทรวงการคลังก็ไม่มีทีท่าว่าจะออกไปขายสักที ร้อนถึงบุญทักษ์และทีมงานต้องมาทบทวนวิธีการระดมทุนใหม่ เนื่องจากระยะเวลาสิ้นปีใกล้มาทุกที

ซึ่งทางธนาคารก็จำเป็นต้องระดมทุนก้อนนี้ให้ได้ตามแผนที่วางไว้ เพื่อหนีจากตัวเลข NPL ที่วิ่งไล่ตามมาติดๆ และจะได้มีเงินสำรองกองทุนขั้นที่ 1 ไว้หายใจได้ยาวๆ รวมทั้งสำรองไว้เป็นกองทุนขั้นที่ 2 สำหรับการปล่อยสินเชื่อด้วย และสิ่งที่พวกเขาตัดสินใจคือ การนำตราสารชุดนี้มาจำหน่าย ให้แก่ผู้ลงทุนในประเทศไทยแทน

แต่การนำตราสารหนี้ที่จัดทำโครงสร้างไว้สำหรับออกจำหน่ายในต่างประเทศมาจำหน่ายในประเทศแทนไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีข้อจำกัด 2 ประการคือ "ประการแรกคือ ตราสารหนี้ชุดนี้ต้องอยู่ภายใต้โครงสร้างกฎหมายไทย แต่ในประเทศไทยไม่มีกฎหมาย SPV หรือกฎหมายธุรกิจเฉพาะเหมือนในต่างประเทศ ฉะนั้นเราต้องหากฎหมายอื่นมาแทน ซึ่งเราได้ยืมโครงสร้างกฎหมายกองทุนรวมเพื่อแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินมาใช้แทนกฎ SPV และเราได้ชี้แจงไปยังก.ล.ต. ซึ่งก.ล.ต.ก็เข้าใจถึงความจำเป็นและอนุมัติให้ใช้ได้

ประการที่ 2 คือ โครงสร้างเดิมที่เราทำไว้สำหรับขายในต่างประเทศ เราได้รับการอนุมัติทุกขั้นตอนทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นการจะเปลี่ยนแผนมาขายในประเทศแทน ก็จะต้องมีการปรับโครงสร้างใหม่ให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในมติผู้ถือหุ้น ดังนั้นเราจึงต้องเอาโครงสร้างนั้นมาเปลี่ยนไส้ในใหม่ เนื่องจากไส้ในของตราสารหนี้ชุดที่หนึ่งระบุให้ออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิหน่วยละ 1,000 เหรียญสหรัฐ ฉะนั้นเพื่อปรับขายในเมืองไทย เราจึงต้องระบุระบบการแปลงเงินตราจากดอลลาร์เป็นบาทด้วย ซึ่งทำให้โครงสร้างใหม่นี้ค่อนข้างจะซับซ้อน" บุญทักษ์อธิบาย

การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ได้เกิดขึ้นภายในเวลา 2-3 เดือน ก่อนที่จะนำตราสารหนี้ชุดดังกล่าวออกมาจำหน่ายให้แก่กองทุนฯในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา จากนั้นทางกองทุนได้ออกเป็นหน่วยลงทุนและจำหน่ายแบบเฉพาะเจาะลง (PRIVATE PLACEMENT) ให้แก่นักลงทุนสถาบัน 17 ประเภท โดยมียอดจองหน่วยลงทุนของกองทุนฯ สูงถึง 42,960 ล้านบาท เกินกว่ามูลค่าที่ออกจำหน่ายจริงเป็นมูลค่า 2,960 ล้านบาท ซึ่งได้มีการจัดสรรจำนวน 40,000 ล้านบาท ให้กับนักลงทุน 3,208 ราย โดยเป็นประเภทบุคคลมากที่สุด 30,594 ล้านบาท หรือคิดเป็น 76.49%, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำนวน 2,701 ล้านบาท คิดเป็น 6.75%, บริษัทประกัน 1,287 ล้านบาท คิดเป็น 3.22%, สถาบันการเงิน 298 ล้านบาท คิดเป็น 0.75% และนิติบุคคลอื่น 5,120 ล้านบาท คิดเป็น 12.80%

สำหรับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับจากหลักทรัพย์ชุดที่ 2 ที่มีอายุ 7 ปี คือประมาณ 11% แต่สำหรับหลักทรัพย์ชุดที่ 1 ซึ่งไม่มีกำหนดการไถ่ถอน จะไถ่ถอนได้ต่อเมื่อธนาคารเลิกกิจการ โดยธนาคารจะเริ่มจ่ายดอกเบี้ยในส่วนนี้ก็ต่อเมื่อธนาคารมีกำไรสะสม ซึ่งคาดว่าในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ทางธนาคารจะสามารถจ่ายได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับอัตราผลตอบแทนสูงถึง 22.5%

"หากมองในแง่ของผู้ลงทุนก็ถือว่าดี แต่ถ้ามองในแง่ของธนาคารก็ถือว่าเป็นภาระที่ค่อนข้างสูงในอนาคต ดังนั้นทางธนาคารจึงได้มี CALL OPTION คือการไถ่ถอนก่อนกำหนดตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป แต่ผู้ลงทุนก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 22.5 % ไปประมาณ 1-2 ปี จากนั้นธนาคารจะขอไถ่คืน นี่คือแผนที่เราวางไว้ แต่หากไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ ใน 4-5 ปีข้างหน้า ธนาคารยังไม่มีกำไรสะสม และหลักทรัพย์ทั้ง 2 ชุด ก็ยังไม่ถึงกำหนดไถ่ถอน ทางธนาคารก็ต้องหาช่องทางอื่นมาลดภาระก้อนนี้" บุญทักษ์ชี้แจง

หลังจากที่มีการออกตราสารทั้ง 2 ชุดนี้ ทำให้ BIS RATIO ของธนาคารเพิ่มขึ้นกว่า 16% โดยเป็นกองทุนขั้นที่ 1 ประมาณ 11.5% เป็นกองทุนขั้นที่ 2 อีกประมาณ 5% ซึ่งสถานะของธนาคารเมื่อเทียบกับภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่า ยอดของ NPL ของธนาคารจะเพิ่มขึ้นอีกจาก 38% ในปัจจุบันเป็นประมาณ 42% ในช่วงกลางปี และคงจะค่อยลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง จากสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงดังกล่าวจะทำให้ธนาคารกสิกรไทยอยู่ไปได้อีก 2-3 ปีข้างหน้า โดยไม่ต้องระดมทุนอีก

"โครงสร้างนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจยากมาก ผมเข้าใจเลย เพราะก่อนที่เราจะออกไปอธิบายให้ผู้ลงทุนฟัง เราต้องเรียกวาณิชธนากรที่เกี่ยวข้องทุกคนมานั่งฟังให้เข้าใจในรายละเอียดทั้งหมดก่อน ซึ่งใช้เวลานานถึง 4-5 ชั่วโมงทีเดียว ทั้งๆ ที่พวกเขาก็รู้จักโครงสร้างนี้มาก่อน และงานนี้ก็มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ผมคิดว่าคุ้ม เพราะเรื่องนี้ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จริงมาช่วยเรา" บุญทักษ์เล่า

ความสำเร็จของการระดมทุนก้อนใหญ่ในครั้งนี้ของธนาคารกสิกรไทย ต้องยกความดีความชอบให้แก่ฝ่ายวาณิชธนกิจของธนาคารที่นำทีมโดยบุญทักษ์ ซึ่งในปัจจุบันได้รับการโปรโมตให้เป็นรองกรรมการผู้จัดการเรียบร้อยแล้ว

บุญทักษ์ ถือเป็นลูกหม้อคนเก่งคนหนึ่งของกสิกรไทย เขาเป็นนักเรียนทุนของธนาคารที่ไปเรียนต่อทางด้านไฟแนนซ์ที่สหรัฐอเมริกา และเริ่มทำงานให้แก่กสิกรหลังจากเรียนจบเมื่อปี 1981 โดยเข้าทำในตำแหน่งผู้จัดการสาขาฮูตตันและสาขาลอสแองเจลิส เป็นเวลาร่วม 8 ปี พอกลับมาเมืองไทยก็มาทำงานด้านสินเชื่ออยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็เริ่มทำงานที่ฝ่ายงานวาณิชธนกิจตลอดมาจนปัจจุบัน

18 ปีเต็ม ที่บุญทักษ์ใช้ชีวิตการทำงานอยู่กับธนาคารกสิกรไทย เขาได้สร้างวิวัฒนาการความเปลี่ยนแปลงให้ธนาคารมาตลอด โดยเฉพาะในยุคของบัณฑูร ล่ำซำ ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในการบริหารธนาคารอย่างเต็มตัวเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังบูม และเป็นยุคที่ธนาคารมีผลการดำเนินงานสูงสุด แต่บัณฑูรกลับบอกพนักงานทุกคนว่า "เราต้องมีการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงาน เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันที่ดียิ่งขึ้น" ด้วยการนำเอาระบบรีเอนจิเนียริ่งมาใช้เป็นครั้งแรกในเมืองไทย และวันนี้ก็เป็นการพิสูจน์ได้ในระดับหนึ่งว่า การตัดสินใจปรับองค์กรครั้งใหญ่ของธนาคารกสิกรไทยในวันนั้น ไม่ได้ทำให้ผู้ถือหุ้นผิดหวัง



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.