ไทยพาณิชย์-กรุงไทย สองความต่างบนเส้นทางอี-คอมเมิร์ซ


นิตยสารผู้จัดการ( มิถุนายน 2542)



กลับสู่หน้าหลัก

การบูมของอิเล็กทรอนิกส์ คอม เมิร์ซ หรือ อี-คอมเมิร์ซของเมืองไทยในระยะนี้ มีหลายปัจจัยด้วยกัน และที่มองข้ามไม่ได้เลยก็คือ บทบาทของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเกี่ยว ข้องโดยตรงกับการชำระเงิน ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการของอี-คอมเมิร์ซ

เวลานี้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าในเว็บไซต์ สามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิต ได้ทันที ไม่ต้องรอให้ผู้ขายโทรศัพท์กลับไปตรวจสอบประวัติ ยอดเงินของผู้ซื้อจากแบงก์ ทำให้ความฝันของผู้อยากทำธุรกิจบนอินเตอร์เน็ตเริ่มเป็นจริงมากขึ้น

แบงก์ไทยพาณิชย์และกรุงไทย เป็นสองแบงก์ที่ออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องของอี-คอมเมิร์ซค่อนข้างมาก แม้ว่ากฎหมายอี-คอมเมิร์ซยังไม่คลอดมาในเร็ววันนี้ก็ตาม

"บางอย่างเราก็ทำไปได้เลย ไม่ต้องรอกฎหมายของอี-คอมเมิร์ซ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเราอาจตามไม่ทันคนอื่นก็ได้" วิชิต อมรวิรัตน์สกุล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโสสาย งานเทคโนโลยี ธนาคารไทยพาณิชย์กล่าว

ธนาคารก็จัดเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีการลงทุนในเรื่องระบบอินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี (ไอที)มากสุดเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นๆ ส่วนที่รองมาคือธุรกิจร้านค้าปลีกแบบที่มีสาขามากๆ

เมื่อประเมินการลงทุนในเรื่องไอทีระหว่างแบงก์พาณิชย์ด้วยกันแล้ว แบงก์ไทยพาณิชย์มีภาพลักษณ์โดดเด่นในเรื่องเหล่านี้ค่อนข้างมาก ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะไทยพาณิชย์ได้ชื่อว่าเป็นแบงก์แรก ที่นำเอทีเอ็มมาใช้จนประสบความสำเร็จด้วยดี จำเป็นต้องรักษาภาพเหล่านี้เอาไว้อย่างเหนียวแน่น

ไทยพาณิชย์ใช้เงินลงทุนไอทีแต่ละปีเกือบๆ พันล้านบาท ปีที่แล้วใช้ไป 900 ล้านบาท แต่ปีนี้จะลดลงเหลือประมาณ 680 ล้านบาท

ทางด้านแบงก์กรุงไทย มาถึงเวลานี้ก็ไม่ยอมตกรถไฟสายด่วนที่ชื่อ "อี-คอมเมิร์ซ" ที่แล้วมาแบงก์กรุงไทยก็ลงทุนในเรื่องของไอทีไปไม่น้อย ยิ่งในยุคกรุงไทยโฉมใหม่ ที่มีสาขาเพิ่มเกือบ 600 สาขาหลังรวมเอาสาขาของแบงก์กรุงเทพฯ พาณิชย์การเข้ามา และมีเป้าหมายกระจายบริการ ไปสู่ลูกค้าที่เป็นรายย่อยด้วยแล้ว จึงต้องไปให้ทันกับอี-คอมเมิร์ซ แม้ว่าจะมองไม่เห็นว่าอี-คอมเมิร์ซจะช่วยในเรื่องการเพิ่มรายได้ของแบงก์มากไปกว่าการกระตุ้นยอดผู้ใช้บัตรเครดิตก็ตาม

"แบงก์กรุงไทยได้ชื่อว่าเป็นรายแรกๆ ที่กล้ามากๆ ในเรื่องของอี-คอมเมิร์ซ เพราะเวลานี้ยังไม่มีกฎหมายออกมา แต่ถ้าไม่ทำก็ทำให้เราตามกระแสไอทีไม่ทัน" สหัส ตรีทิพยบุตร รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทยกล่าว

แบงก์กรุงไทยเริ่มต้นด้วยโครงการที่มีชื่อว่า "ไทยทัศน์" เป็นบริการให้ลูกค้าที่ใช้บัตรเครดิตของกรุงไทย สามารถซื้อตั๋วเครื่องบินภายในประเทศของการบินไทยผ่านระบบอินเตอร์เน็ตได้ เมื่อจองที่นั่งผ่านบัตรเครดิต ถึงวันจะเดินทางก็ไปที่สนามบิน และแจ้งชื่อที่เคาน์เตอร์ของการบินไทยก่อนขึ้นเครื่อง

แต่ไทยทัศน์เป็นบริการที่ยังไม่แพร่หลายเท่าที่ควร เพราะมีข้อจำกัดว่าผู้ใช้บริการนี้จะต้องเป็นผู้ถือบัตรเครดิตกรุงไทยเท่านั้น ซึ่งลูกค้าที่ใช้บัตรเครดิตของแบงก์กรุงไทยยังมีไม่มาก เดิมทีแบงก์กรุงไทยก็มีแผนจะชักชวนให้แบงก์ อื่นมาเข้าร่วมแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแบงก์อื่นๆ ก็กลัวจะถูกแบงก์กรุงไทยแย่งเอาฐานลูกค้าไป แบงก์กรุงไทยจึงต้อง แก้เกมใหม่ เปิดให้ผู้ที่มีบัญชีออมทรัพย์ของแบงก์กรุงไทย

งานนี้แบงก์กรุงไทยใช้เงินลงทุน 55 ล้านบาท กับการสร้างระบบ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะระบบรักษาความปลอดภัยในการชำระเงิน ที่นอกจากจะมีระบบ SSL ของเวอริไฟน์ที่นิยมอยู่ในเวลานี้ แบงก์เองก็ต้องพัฒนาซอฟต์แวร์มาป้องกันอีก 2-3 ชั้น

การพัฒนาระบบนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างฝ่ายไอทีของแบงก์ บริษัทกรุงไทยคอมพิวเตอร์เซอร์วิส (เคซีเอส) บริษัทในเครือที่ตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ป้อนให้แบงก์ และบริษัทเคทีซี รับผิดชอบในเรื่องของบัตรเครดิตกรุงไทย

แหล่งข่าวในแบงก์กรุงไทยเล่าว่า บริการไทยทัศน์ จะเป็นแค่การปูฐานของอี-คอมเมิร์ซของแบงก์เท่านั้น

"ไม่ได้หมายความว่า เราเสียเงินลงทุน 55 ล้านบาทในการสร้างระบบมา ใช้เวลาพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อไว้ให้ลูกค้าซื้อตั๋วเครื่องบินได้อย่างเดียว แต่เราจะใช้โครงข่ายของไทยทัศน์สำหรับบริการอื่นๆ ต่อไป"

บริการที่ตามมาจากโครงข่ายนี้ก็คือ การที่แบงก์กรุงไทยไปจับมือกับเคเอสซี ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ไอเอสพี) ในการเปิดศูนย์การค้ากรุงไทย-เคเอสซี อีคอมเมิร์ซ หรือ ไทยไซเบอร์มอลล์ เป็นอีกเว็บไซต์หนึ่งที่ลูกค้าสามารถชำระเงินซื้อสินค้า ได้ แต่มีเงื่อนไขอยู่ว่าลูกค้าที่ใช้บริการ นี้จะต้องเป็นลูกค้าบัตรเครดิตของกรุงไทยเท่านั้น

ทำนองเดียวกัน แบงก์กรุงไทยก็อยู่ระหว่างเสนอบริการนี้กับบริษัทแกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เจ้าของค่ายเพลง ที่กำลังซุ่มในเรื่องการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต ในการที่จะให้ลูกค้าที่ถือบัตรของกรุงไทยสามารถซื้อเทป หรือแผ่นซีดีเพลงจากเว็บไซต์ของแกรมมี่ได้

"เวลานี้เรามองในเรื่องของการค้าขายกับลูกค้ารายย่อยๆ ไปก่อน เรายังไม่ได้มองไปถึงบิสซิเนสทูบิสซิเนส เพราะยังเป็นเรื่องอีกนาน ต้องรอให้กฎหมายออกมาก่อน" แหล่งข่าวกล่าว

แต่สำหรับแบงก์ไทยพาณิชย์ เป้าหมายการลงทุนเรื่องอี-คอมเมิร์ซของแบงก์นี้ คือรายได้ที่จะเกิดจากค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมผ่านระบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินผ่าน บัตรเครดิต รวมถึงการเปิดแอลซีสั่งซื้อสินค้าระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งแบงก์จะมีรายได้จากค่าธรรมเนียม

แบงก์ไทยพาณิชย์จึงต้องออก โรงกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซนี้มากๆ นอกเหนือ จากการยอมให้มีการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต โดยไม่ต้องแฟกซ์ลายเซ็น แถมยังลดค่าธรรมเนียมลงเหลือ 2.5-5% จากยอดขายสินค้าและแบงก์ ยังออกบริการบนอินเตอร์เน็ต ออกมา 4-5 บริการ

บริการในรูปแบบของอินเตอร์ เน็ต แยกย่อยออกเป็น 3 บริการ เริ่มด้วยการเปิดเว็บไซต์ "ไทยมาร์เก็ต. เน็ต" ให้ผู้ส่งออกไทยใช้เป็นหน้าร้านในการขายสินค้าไปต่างประเทศ แบงก์จะเปิดกว้างให้กับผู้ส่งออกทุกรายที่ไม่ใช่ลูกค้าแบงก์ไทยพาณิชย์เท่านั้น

เป้าหมายของแบงก์ไทยพาณิชย์ในเรื่องอี-คอมเมิร์ซ ไม่ได้อยู่ที่การซื้อขายให้รายย่อย หรือที่เรียกว่า บิสซิเนสทูคอนซูเมอร์ แต่อยู่ที่บิสซิเนสทูบิสซิเนส นั่นก็คือ การซื้อขายระหว่างผู้ผลิตอุปกรณ์กับผู้ผลิตสินค้า

"มูลค่าการทำอี-คอมเมิร์ซของเมืองไทย และในย่านเอเชีย จะเป็นเรื่องบิสซิเนสทูบิสซิเนสมากกว่าจะเป็นการซื้อขายของให้ผู้ซื้อรายย่อย เพราะในไทยคนใช้อินเตอร์เน็ตยังมีอยู่แค่ 2 แสนคน"

เมื่อเป็นเช่นนี้แบงก์จึงนำบริการที่อยู่ในรูปของเอ็กซทราเน็ต มารองรับกับการทำธุรกรรมดังกล่าว เรียกว่า บริการ SCB CASH MANAGEMENT บริการนี้จะให้สำหรับ ลูกค้าของแบงก์เท่านั้น บริการที่ให้ก็คือ ฝาก ถอน โอนเงิน ชำระเงินค่าน้ำค่าไฟ สอบถามราคาหุ้น อัตราดอกเบี้ยเหมือน กับเป็นธนาคารส่วนตัว และล่าสุดก็คือ ซื้อขายสินค้าได้ด้วย ผู้ขายรายแรกผ่านระบบนี้ คือ ออฟฟิศเดปโป้ ขายสินค้าประเภทเครื่องพีซี เครื่องถ่ายเอกสาร ผู้ใช้จะเสียบริการ 1,200 บาทต่อปี

บริการที่ 5 คือ บริการ SCB TRADE สำหรับผู้นำเข้าและส่งออกสินค้า จะไม่ต้องเสียเวลามาเปิดแอลซีที่แบงก์ แต่สามารถเปิดแอลซีกับแบงก์ผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้ทันที บริการนี้จะรองรับอี-คอมเมิร์ซในแบบบิสซิเนสทูบิสซิเนสโดยตรง

แต่ไหนๆ เมื่อพัฒนาเว็บเทคโนโลยีมาให้บริการแล้ว แบงก์ไทยพาณิชย์ก็ถือโอกาสให้บริการแก่ลูกค้าที่ใช้อินเตอร์ เน็ต ด้วยบริการรับชำระค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าบริการ เคเบิลทีวี และเพจเจอร์ผ่านอินเตอร์เน็ต บริการนี้ก็เช่นกัน ให้สำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ใช่ลูกค้าของแบงก์ไทยพาณิชย์ อย่างเดียว

รวมถึงขายบ้านผ่านอินเตอร์เน็ต บริการนี้เป็นผลพวงมาจากการแก้ไขปัญหา NPL ของแบงก์อย่างหนึ่ง ในเรื่องของบ้านที่ยึดมาจากลูกค้า นำมาเสนอขายผ่านเว็บไซต์ ที่จะระบุรายละเอียดเบื้องต้นของตัวบ้าน ลักษณะของบ้าน ที่ตั้ง

วิชิตบอกวา สิ่งที่แบงก์ได้รับแน่ๆ ก็คือ รายได้จาก ค่าทรานแซคชั่น 5% ที่จะได้เมื่อมีการชำระเงินเกิดขึ้น และจะมีรายได้จากค่าโฆษณาบนโฮมเพจ เมื่อเว็บไซต์มีคนเข้ามาดูมากๆ และเมื่อมีการส่งออกมากขึ้น แบงก์จะได้ค่าธรรม เนียมจากการเปิดแอลซี และทางอ้อมก็คือได้ลูกค้าใหม่ของแบงก์เพิ่มเข้ามา

และนี่เป็นบทบาทส่วนหนึ่งของสองแบงก์ สองสไตล์ บนเส้นทางอี-คอมเมิร์ซ ที่มีแนวโน้มว่าจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าเส้นทางนี้จะสัมฤทธิผล มียอดขายที่เกิดขึ้นกับระบบนี้ในระดับเป็นพันล้านได้เมื่อไหร่



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.