ด้วยปรัชญาการทำงานแบบเรียบ ง่ายไม่หวือหวาเพียงแต่ผสมผสานวัฒน ธรรมการทำงานรุ่นบิดากับแนวคิดทฤษฎีสมัยใหม่เข้าด้วยกัน
ส่งผลให้กลุ่มบริษัท บมจ. ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่นโปรดักส์ (TUF) เจ้ายุทธจักรด้านอาหาร
ทะเลแช่แข็ง กลายเป็นบริษัทขวัญใจของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
ความสำเร็จสวยหรูของ TUF ในการเข้าซื้อบมจ.สงขลาแคนนิ่ง (SC) เจ้าของธุรกิจอาหารทะเลกระป๋องและประสบผลสำเร็จ
บ่งบอกความมุ่งมั่นการดำเนินธุรกิจของกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะการรวมกิจการในครั้งนั้น
เป็นไปอย่างเหมาะสมและลงตัวเข้ากับ สถานการณ์เศรษฐกิจทำให้เกิดประโยชน์ แก่ทั้งสองฝ่าย
คำจำกัดความที่ว่า "Win Win Situation" จึงไม่เกินเลยนัก
ปี 2542 กลุ่มธุรกิจ TUF มีเป้าหมายการรักษาระดับอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ
10% ในรูปของเงินเหรียญสหรัฐ ขยายตลาดสินค้าทั้งในและต่างประเทศสำหรับผลิตภัณฑ์เดิม
พยายามสร้างตลาดใหม่เพิ่มขึ้น และร่วมลงทุนไปยังธุรกิจที่น่าสนใจและเป็น
ธุรกิจที่มีศักยภาพและได้ผลตอบแทนที่ดีในระดับความเสี่ยงที่สามารถยอม รับได้
แนวความคิดดังกล่าวทำให้กลุ่ม TUF ตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นบริษัท ไทยรวม สินพัฒนา
อุตสาหกรรม จำกัด (TUM) ผู้ผลิตและส่งออกปลาทูน่าบรรจุกระ-ป๋องและอาหารแมวบรรจุกระป๋อง
และ TUM ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็นความสนิทสนมที่แยกกันไม่ออก เนื่องจาก TUM
คือ จุดเริ่มต้นที่บิดาของธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร TUF "ไกรสร
จันศิริ" สร้างขึ้นมาจนกระทั่งเติบใหญ่ ปัจจุบันไกรสร นั่งเป็นกรรม การผู้จัดการ
TUM และเป็นประธานกรรมการ TUF ขณะที่ธีรพงศ์ เป็นประ- ธานกรรมการบริหาร TUF
ส่วนใน TUM นั่งในตำแหน่งกรรมการ อีกทั้งในอดีต เคยเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปประจำโรงงาน
TUM
ก่อนที่ TUF เข้าซื้อ TUM ถือหุ้น อยู่แล้ว 58.08% หลังรวมกิจการสัดส่วน
การถือหุ้นเพิ่มเป็น 90.08% และการซื้อกิจการเกือบทั้งหมดของ TUM บอก ให้รู้ถึงกลยุทธ์การตลาดในระยะยาวของ
TUF และมีผลต่อการสร้างความได้เปรียบการแข่งขันในอนาคต เพิ่มประ-สิทธิภาพในการบริหารต้นทุน
การ กระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งเป็นการสร้างความแข็งแกร่งที่จะลดความอ่อนไหวของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
การดำเนินการเช่นนี้ได้ของกลุ่ม TUF เพราะมีสภาพคล่องทางการเงิน ที่ดี
เมื่อปีที่แล้วได้ปรับโครงสร้างทางการเงินโดยเพิ่มสัดส่วนเงินทุนจาก ผู้ถือหุ้นด้วยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน
10 ล้านหุ้น จำนวน 1,340 ล้านบาท และถูกนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนและจ่ายชำระคืนเงินกู้ประเภทวงเงินกู้เพื่อการส่งออก
เป็นผลให้สามารถลดความ เสี่ยงทางการเงิน ลดภาระดอกเบี้ยจ่าย และมีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอต่อการ
ขยายธุรกิจ
ผลประกอบการปี 2541 บอกถึงความแข็งแกร่งทางการเงินได้ดี โดยมียอดขาย 7,312.87
ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2540 จำนวน 33.46% มีกำไรสุทธิ 1,207.86 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 50.78% คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 21.42 บาท โดยอัตราเติบโตถัวเฉลี่ย
5 ปีของ กำไรต่อหุ้นสูงถึง 136% และถ้ามองถึงอัตราส่วนทางการเงินของ TUF
ปรากฏว่าสร้างความอิจฉาให้กับหลายๆ บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์พอสม ควร
(ดูตาราง)
นโยบายการกู้เงินจำนวนมากมาลงทุนไม่ใช่นโยบายของกลุ่ม TUF ส่งผลให้หนี้สินรวม
2,652 ล้านบาท ลดลง จากปีก่อนที่มี 5,359 ล้านบาท และเมื่อบริษัทมีหนี้สินเล็กน้อยทำให้เปิดโอกาสให้กลุ่ม
TUF เดินเกมรุกธุรกิจได้ คล่องตัวในการสร้างฐานธุรกิจให้กว้างใหญ่และเหนือคู่แข่ง
จึงน่าจับตาอย่างยิ่งสำหรับการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม TUF