เกษรพลาซ่า งานนี้แม่ลูกต้องช่วยกัน


นิตยสารผู้จัดการ( สิงหาคม 2542)



กลับสู่หน้าหลัก

"เกษร พลาซ่า" ศูนย์การค้าเล็กใจกลางเมือง ที่มีภาพลักษณ์ของความเป็นศูนย์การค้าที่ทันสมัย และเน้นแบรนด์เนมดังๆ จากต่างประเทศได้ปรับปรุงพื้นที่ชั้น 2 ด้วยคอนเซ็ปต์ใหม่ เป็นแหล่งรวมหัตถ กรรมพื้นบ้านดีเด่นมาเกือบ 2 ปีเต็ม และขณะนี้ได้ขยายโครงการต่อเนื่อง ปรับปรุงพื้นที่ชั้น 3 ทำเป็นโครงการร้านพิพิธภัณฑ์หัตถกรรมไทย และศูนย์แสดงสินค้าหัตถกรรมต้น แบบ เพื่อเป็นแหล่งรวมผลงานที่มีชื่อจากทุกแขนง

สุรภีร์ โรจนวงศ์ ผู้เป็นประ-ธานกรรมการบริษัทในเครือเกษรกรุ๊ป ผู้เป็นมารดาของ ชาย, ชาญ และกรกฎ ศรีวิกรม์ กรรมการบริหารของบริษัท จีเอส พร็อพเพอร์ตี้ บริษัทที่รับผิดชอบศูนย์การค้าเกษรพลาซ่า คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังแนวความคิดนี้ตัวจริง สุรภีร์ เป็นพี่สะใภ้ของเฉลิมพันธ์ เป็นภรรยาของสิทธิพงศ์ เป็นศรีวิกรม์คนหนึ่งที่ชอบใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ ไม่ค่อยชอบออกงานสังคมทางด้านธุรกิจนัก ชีวิตส่วนใหญ่ของเธอจะหมดไปกับงานที่เกี่ยวกับงานฝีมือของชาวบ้านในต่างจังหวัดมากกว่า หากเหตุผลของการเปลี่ยนคอนเซ็ปต์พื้นที่ขายบนชั้น 2 และชั้น 3 เป็นเพียงเพราะว่า เป็นคุณแม่ของกรรมการ และเป็นประธานบริษัท เรื่อง นี้ก็คงไม่ผ่านที่ประชุมคณะกรรมการบริหารบริษัทไปง่ายๆ แน่นอน

แต่บังเอิญในช่วงเศรษฐกิจดิ่งลงเหวเช่นนี้ เกษรพลาซ่าเองก็ต้องพยายามหาจุดขายใหม่ๆ เพื่อดึงคนเข้ามาให้ได้ แข่งกับศูนย์การค้าอื่นๆ เหมือนกัน

ในยุคที่คนไทยเริ่มหันมาใช้ของไทยมากขึ้นและภูมิปัญญาไทยกำลังได้รับการส่งเสริมให้ขายแข่งกับสินค้าต่างชาติ ในขณะเดียวกันทำเลที่ตั้งศูนย์การค้าแห่งนี้ก็แวดล้อมไปด้วยโรงแรม และเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมมาจับจ่ายใช้สอยกันมาก สิ่งที่สุรภีร์คิดก็เลยกลายเป็น จุดขายที่สำคัญของเกษรพลาซ่าเอง ที่คณะกรรมการเองก็ฟันธงเห็นด้วยทันที

จุดเด่นของโครงการที่พยายาม ให้ต่างจากที่อื่นมีเด่นๆ 3 เรื่องคือ 1. มีการดีไซน์ร้านค้าอย่างสวยงามด้วย บรรยากาศของศิลปวัฒนธรรมของความรุ่งเรืองของสยามประเทศ โดยฝีมือของ อาจารย์ ดุลย์พิชัย โกมลวานิช ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามีอารมณ์ศิลปิน อย่างมากและไม่ยอมรับงานใครง่ายๆ 2. มีการคัดเลือกสินค้าที่จะเอามาขายจากทุกภาคของประเทศไทยและ 3. การให้ความรู้ในเรื่องที่มาของ ตัวสินค้า ประวัติต่างๆ ที่น่าสนใจ

ในปีแรกได้เริ่มชิมลางด้วยพื้นที่เพียง 1,200 ตารางเมตร ที่ชั้น 2 พอมาปีนี้ก็ได้มีการขยายพื้นที่เพิ่มบนชั้น 3 รวมพื้นที่ทั้งหมดเป็น 2,600 ตารางเมตร สุรภีร์บอกกับ "ผู้จัดการ" ว่า เธอดีใจที่ได้ช่วยงานของลูกในการติดต่อร้านค้าเองในระยะเริ่มต้น และคัดเลือกสินค้าเองทั้งหมดในฐานะผู้มีประสบการณ ์และคลุกคลีกับงานประเภทนี้ มากกว่ากรรมการบริษัทคนอื่นๆ ขณะเดียวกันก็นับว่าลูกๆ ก็ช่วยให้ความฝันเรื่องหนึ่งของเธอเป็นความจริงขึ้นมา

สุรภีร์ เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องของการส่งเสริมงานฝีมือชาวบ้าน ปัจจุบันเธอมีตำแหน่งทางสังคมมากมายเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เช่น เป็นนายกสมาคมส่งเสริมหัตถกรรมไทย เป็นกรรมการหอการค้าไทย เป็นนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมส่งเสริมและพัฒนาหัตถกรรม อาเซียน เป็นกรรมการช่างหัตถศิลป์ กระทรวงอุตสาหกรรม

งานหัตถกรรมอย่างหนึ่งที่เธอชื่นชอบเป็นพิเศษคือเรื่องของผ้าพื้นเมืองซึ่งมีการสะสมมานาน เธอบอกว่าหากนับกันจริงๆ ขณะนี้มีไม่ต่ำกว่าหมื่นชิ้น

"เคยคิดว่าจะทำเป็นพิพิธ ภัณฑ์ เมื่อมีจังหวะ มีโอกาส แต่มันเป็นเรื่องใหญ่มากต้องใช้เงินมาก แต่เจตนาก็คืออยากได้ลายผ้าให้คนรุ่นหลังไว้ศึกษา เพราะทราบว่าต่างประเทศมากว้านซื้อไว้เยอะมากญี่ปุ่น และทางยุโรป แล้วก็เริ่มมีการทำเลียนแบบอาจจะไม่เหมือนเสียทีเดียวแต่เรารู้ว่านี่มัดหมี่นะ ลายมัดหมี่ เป็นห่วงเรื่องนี้มาก"

เมื่อยังไม่สบโอกาสที่จะทำพิพิธภัณฑ์ สุรภีร์ ก็ยังทำกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับงานที่เธอรักต่อไป และบอกว่าสิ่งเหล่านั้น มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธอไปแล้ว จากการเดินทางท่องเที่ยวไปตามท้องที่ชนบทต่างๆ ไปส่งเสริมให้ชาวบ้านทอผ้า เพื่อซื้อมาเก็บไว้เองหรือซื้อไว้เป็นของฝากของขวัญ ก็เริ่มอยากหาตลาดให้ชาวบ้านส่งขายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้น รวมทั้งเริ่มเข้าไปมีบทบาทในหน่วยงานราชการควบคู่กันไปด้วย เช่น ร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการส่งออก และหอการค้า เพื่อประชุมประสานงานกับคนทางภาครัฐ และหาคนเข้าไปพัฒนาฝีมือให้ชาวบ้าน อบรมงานหัตถกรรม อื่นๆ ด้วย

ในตอนนั้นเองสุรภีร์ก็เริ่มเห็นปัญหาแล้วว่า เมืองไทยน่าจะมีสถานที่ที่จำหน่ายสินค้าไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะเท่าที่เป็นอยู่ก็คือเมื่อมีการวางแผนว่าจะจัดงานก็ค่อยหาสถานที่ คนที่ต้องการซื้อสินค้าก็ต้องรอภาครัฐจัดงาน คนที่ต้องการเอาของมาขายก็ไม่รู้จะขายที่ไหนจะรอให้ลูกค้าไปซื้อเองถึงอำเภอถึงจังหวัดก็เป็นเรื่องยาก หลายรายที่มีฝีมือเลยเลิกทำ เรื่องนี้ได้มีการพูดคุยกับภาครัฐบาลหลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ

ก็เลยเป็นเรื่องฝังใจของเธออยู่ตลอดว่าต้องหาที่ให้คนกลุ่มนี้ขายของให้ได้!

โอกาสเป็นของสุรภีร์เมื่อโครงการศูนย์การค้าเกษร พลาซ่า ซึ่งถูกสร้างในที่ดินกองมรดกของกลุ่มศรี-วิกรม์ซึ่งเธอและลูกๆ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แต่เมื่อคอนเซ็ปต์ของเกษร เน้นหนักในเรื่องสินค้าที่ทันสมัย สินค้าไทยก็อาจจะไม่ผสมผสานกลมกลืนกัน ความคิดของเธอในช่วงแรกๆ ก็เลยไม่ได้รับการสานต่อ

"การหาที่ก็เป็นเรื่องยากเพราะ ทุกแห่งก็จะมองไปแต่เรื่องของธุรกิจและแม้แต่ของเราเองก็เถอะ เขาก็ต้องพูดในเชิงธุรกิจ เพราะเราก็ยังเป็นหนี้แบงก์อยู่เหมือนกัน มันก็มีค่าใช้จ่าย" สุรภีร์ยอมรับ

ปัจจุบันบนเกษรพลาซ่า ในส่วนร้านค้าพิพิธภัณฑ์หัตถกรรมไทยนั้น มีร้านค้าทั้งหมดประมาณ 80 กว่า ร้านซึ่งจะเป็นงานผ้า เซรามิก และงานไม้ เสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนสินค้าอื่นๆ ก็จะมีเครื่องจักสาน เครื่องประดับ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารผลิต ภัณฑ์ที่ทำจากเปลือกมุก และน้ำมันหอมระเหย

บางคนเป็นเจ้าของโรงงาน หรือผู้ที่มีร้านอยู่แล้วในต่างจังหวัด ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ คนกลุ่มนี้สุรภีร์มีโอกาสได้รู้จักในช่วงที่ได้เดินทางท่องเที่ยวไปเลือกหาซื้อของสะสม ซึ่งบางคนก็ได้เลิกทำไปแล้ว เพราะขายไม่ดีและไม่มีตลาด ซึ่งเธอก็ได้ไปตามมาและบอกให้ทำต่อเพราะเสียดายในงานฝีมือ แม้วันนี้คนเหล่านั้นจะได้สถานที่อย่างที่เธอต้องการแล้ว แต่เธอก็บอกว่าธุรกิจก็ยังเป็นธุรกิจ ค่าเช่าบนเกษรพลาซ่าจะพยายามให้ถูกกว่าที่อื่นแต่ต้องอยู่ได้ทั้ง 2 ฝ่ายเช่นกัน และสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงก็คือลูกๆ จะ ต้องเดินหน้าสานต่อเรื่องแผนการโปร โมตนักท่องเที่ยวให้รู้จักเกษรพลาซ่าให้มากขึ้น รวมทั้งการจัดกิจกรรม ต่างๆ อย่างต่อเนื่องทั้งปีด้วย

เพราะเมื่อไหร่ที่โครงการร้านพิพิธภัณฑ์หัตถกรรมไทยเป็นที่รู้จัก สามารถดึงคนให้ขึ้นไปจับจ่ายใช้สอยได้สำเร็จ จนต้องขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นในราคาค่าเช่าที่ไม่ได้แพงกว่าศูนย์ การค้าอื่นๆ ความฝันของสุรภีร์ ที่จะช่วยคนก็คงสมบูรณ์ลง



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.