บู๊ทส์สวนกระแส ขยายการลงทุนให้ได้ถึง 100 ร้าน


นิตยสารผู้จัดการ( สิงหาคม 2542)



กลับสู่หน้าหลัก

เป็นเรื่องเหลือเชื่ออย่างยิ่งว่ากิจการที่เริ่มดำเนินการในเดือนที่ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ คือ ในเดือนมิถุนายน 2540 กลับสวนกระแสเติบโตขึ้นมาได้และยังมีความเชื่อมั่นที่จะขยายการลงทุนมากยิ่งขึ้นไปอีก กิจการที่กล่าวข้างต้นคือร้านสุขภาพและความงาม บู๊ทส์ ซึ่งมีต้นกำเนิดในประเทศอังกฤษ และเข้ามาเปิดดำเนินการในไทยจนถึงปัจจุบันครบ 2 ปีเต็มไปแล้วนั้น ปรากฏว่าบู๊ทส์สามารถขยับขยายเปิดร้านได้ถึง 30 แห่ง โดยมี 22 แห่งในกรุงเทพฯ และอีก 8 แห่งในต่างจังหวัด และคาดว่าเมื่อถึงสิ้นงวดบัญชีของบริษัทประจำปีนี้(เดือนมีนาคม ค.ศ.2000) บู๊ทส์จะเปิดสาขาได้รวมทั้งสิ้น 46 แห่ง (โดยจะเพิ่มเป็น 12-13 แห่งในต่างจังหวัด) และยังมีนโยบายที่จะเปิดให้ได้ครบ 100 แห่งภายใน 2 ปีข้างหน้า โดยที่หลังจากเปิดครบแล้ว บริษัท บู๊ทส์ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด ก็จะทบทวนนโยบายการลงทุนในไทย กับบริษัทแม่ในอังกฤษ เพื่อพิจารณาว่าควรจะมีจำนวนร้านสาขาเท่าใดในประเทศไทยแน่ และจะขยายการลงทุนต่อไปอย่างไร

มร.เควิน ซาร์จีสัน กรรมการผู้จัดการบริษัท บู๊ทส์ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่าการจะเปิดสาขาให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดนั้น ขึ้นอยู่กับว่ามีทำเลที่เหมาะสมกับความสามารถของบู๊ทส์ที่จะเจรจาติดต่อเอาทำเลนั้นมาได้ เหตุผลสำคัญที่บู๊ทส์ต้องรีบเปิดสาขาจำนวนมากในไทยในจังหวะเวลานี้ มร.ซาร์จีสัน เท้าความไปถึงการทำวิจัยเมื่อ 3 ปีก่อนเพื่อพิจารณา ว่าควรจะมาเปิดตัวดำเนินกิจการในไทยหรือไม่ เขาพบว่าปัจจัยหนึ่งที่จะ ทำให้บู๊ทส์ประสบความสำเร็จในไทยคือการเร่งสร้างความสามารถเพื่อเติบโตอย่างรวดเร็ว และนั่นก็นำมาซึ่งการสร้างสำนักงานใหญ่ขนาดใหญ่จริงๆ และเปิดสาขาใหม่ๆ เร็วมาก แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจในประเทศไทยปัจจุบันจะเดินสวนทางกับตอนที่บู๊ทส์ ทำวิจัยก็ตาม แต่มร.ซาร์จีสันก็ยังเชื่อมั่นในผลการวิจัยที่ทำไว้ และยิ่งเห็น ว่าช่วงเวลานี้น่าจะมีพื้นที่หรือทำเลที่ดีพอ ข้อสำคัญคือยังว่างอยู่ด้วย บู๊ทส์มีทีมงานด้านอสังหาริม ทรัพย์ของตัวเองที่คอยตรวจหาทำเลดี ซึ่งทีมนี้จะทำงานร่วมกับบริษัทอสังหาฯ ท้องถิ่นเพื่อหาทำเลและเจรจาติดต่อเช่าระยะยาว (เป็นเวลา 9 ปีแล้ว ต่อสัญญาครั้งละ 3 ปี) ในปีหนึ่งบู๊ทส์ จะทบทวนเรื่องทำเลที่จะเปิดร้าน 2 ครั้งและดูว่ามีทางสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มร.ซาร์-จีสัน มีความเชื่อมั่นการลงทุนในไทยมาก ก็เพราะผลการดำเนินงานของสาขาในไทยแค่เพียง 2 ปีที่ผ่านมาดีกว่าที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้มาก 6 สาขาแรกที่ตั้งมานั้นปรากฏว่ามีกำไรจนสามารถคุ้มทุนแล้ว (แต่ได้นำเม็ดเงิน จากผลกำไรนั้นมาลงทุนในสำนักงานใหญ่ที่ตึกชาญอิสสระ 2) และสาขาในต่างจังหวัดก็ประสบผลสำเร็จอย่าง ดี ดังนั้นบู๊ทส์จึงมองหาทำเลเพิ่มในต่างจังหวัดด้วย

มร.ซาร์จีสันก็เช่นเดียวกับนักลงทุนส่วนมากที่เข้ามาลงทุนในไทยใน ช่วงที่ผ่านมา เขาเห็นว่าวิกฤตเศรษฐ-กิจในประเทศไทยเริ่มฟื้นตัวและคลี่ คลายไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว เศรษฐกิจเริ่มขยายตัว แต่ไม่ใช่ในระดับที่เคยเกิดขึ้นก่อน "ฟองสบู่แตก" แน่นอน เขาจึงมีความมั่นใจสูงมากในการขยายการลงทุนครั้งนี้ นอกจากนี้เขายังพบว่าลูกค้ามีความตระหนักรู้ในแบรนด์ "บู๊ทส์" ดีมากด้วย

เขาดูมีความมั่นใจมากด้วยว่าการดำเนินงานร้านบู๊ทส์ในประเทศไทย จะบรรลุเป้าหมายเร็วกว่าที่ตั้งไว้ เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์โดยรวมในภูมิภาคนี้ ปรากฏว่าบู๊ทส์เพิ่งเข้ามาเปิดดำเนินการในไทยเป็นแห่งแรก ส่วนในญี่ปุ่นนั้นมีเพียง 2 ร้านเท่านั้นเองที่เพิ่งเปิดเมื่อเร็วๆ นี้ นั่นเท่ากับบู๊ทส์ให้ความสำคัญกับไทยอย่างมาก และมีแนวโน้มที่จะใช้ไทยเป็นฐานการขยายตัวในภูมิภาคต่อไป

สินค้าบู๊ทส์ที่วางจำหน่ายจะนำเข้ามาจากอังกฤษ แต่บริษัทก็มีแผนงานที่จะผลิตสินค้าบางประเภทในไทยและใช้เครื่องหมายการค้า "บู๊ทส์" ภายในปีนี้ กลุ่มสินค้าที่จะเริ่ม ผลิตในไทยโดยใช้สูตรการผลิตของ บู๊ทส์คือสินค้ากลุ่มแชมพู ครีมนวดผมหรือคอนดิชั่นเนอร์ รวมทั้งผลิต ภัณฑ์ครีมอาบน้ำชำระร่างกาย (bath & shower) "เรารู้จักโรงงานที่มีความสามารถจะผลิตสินค้าตามสูตรของเราได้อย่างมาตรฐาน ซึ่งผมคิดว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตภายในประเทศไทย ภายใต้เครื่องหมายการค้าบู๊ทส์จะออกวางจำหน่ายในตลาดได้ในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งก็ตรงกับไตรมาสสุดท้าย ของงบการเงินของบริษัท "มร.ซาร์จีสันกล่าว

สินค้าที่ผลิตในไทยนั้นจะวางจำหน่ายในไทยก่อน แล้วจึงค่อยๆ เริ่มกระจายสู่ตลาดอื่นๆ ในเอเชีย ซึ่ง ก็คงต้องดูว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร เพราะบู๊ทส์ยังไม่มีการดำเนินงานในประเทศอื่นๆ ในเอเชียดังที่กล่าวมา ยกเว้นไทยและญี่ปุ่น

ดูเหมือนว่าบู๊ทส์ จะเข้ามาในตลาดเอเชียช้ากว่าสินค้าอีกหลายหลากยี่ห้อ ที่เข้ามาเปิดตัวในภูมิภาคนี้ไปก่อนหน้าแล้ว แต่มร.ซาร์จีสันกลับมองว่า "ไม่ได้มาสายเกินไป คืออาจจะช้ากว่าคนอื่น แต่ก็ยังมาเร็วกว่าอีกหลายราย สิ่งที่เราคิดอยู่คือเรา ต้องปรับปรุงรูปโฉมสินค้าและหน้าตาร้านค้าให้ดึงดูดใจลูกค้าเอเชีย ซึ่งเราทำสำเร็จมาแล้วในอังกฤษ ตอนนี้เรากำลังทำในตลาดเอเชีย"

พฤติกรรมการบริโภคของลูกค้าไทยก็ไม่ได้แตกต่างไปจากลูกค้าชาติอื่นๆ มร.ซาร์จีสันกล่าวว่า "พวกเขาก็ชอบสินค้าของเรามาก ซึ่งสินค้าประมาณ 50% ที่เราขายนั้นเป็นแบรนด์ บู๊ทส์ที่เหมือนกับที่วางขายในร้านบู๊ทส์ ทั่วโลก ซึ่งก็ได้แก่พวก สินค้าบำรุงผิว บำรุงเส้นผม นี่คือประเภทที่ซื้อกันมาก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต่างออกไปบ้าง คือในส่วนของสินค้าเวชภัณฑ์ซึ่งเรามีการขายยาเหมือนร้านขายยาทั่วไป แต่ ดูเหมือนลูกค้าไทยจะไม่ค่อยตระหนักรู้ว่าเราขายยาด้วย ขณะที่ร้านบู๊ทส์ในยุโรปนั้นเป็นทีรู้จักดีเรื่องการขายยา"

ร้านบู๊ทส์ในไทยมีสัดส่วนการขายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม 80% ส่วนที่เหลือเป็นสินค้าเวชภัณฑ์ แต่มีบางร้านที่เปิดมานานหน่อย สัดส่วนจะเป็น 70 : 30 ทั้งนี้ มร.ซาร์จีสันมองว่าเหตุผลที่ทำให้สินค้าเวชภัณฑ์ขายได้ไม่ดีเหมือนในยุโรป เพราะมีสินค้าที่เป็นของบู๊ทส์จำหน่ายน้อย เนื่องจากกระบวนการขออนุ-ญาตขายสินค้าเวชภัณฑ์ในไทยซับซ้อนและกินเวลานานมาก กว่าจะได้ทะเบียนยามานั้นต้องใช้เวลานาน

ปกติร้านบู๊ทส์ไม่ได้ขายสินค้าบู๊ทส์อย่างเดียว แต่ขายยี่ห้ออื่นๆ ประกอบด้วยเป็นส่วนน้อย ทว่าก็เป็น ผลิตภัณฑ์ชั้นนำในประเภทนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเวชภัณฑ์หรือผลิตภัณฑ์เพื่อ สุขภาพและความงาม เช่น คลินิก, เอสเต้ เลาเดอร์ เป็นต้น

ร้านบู๊ทส์ที่มียอดขายดีและถือว่าเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในเวลานี้มี 4 แห่งคือ ร้านที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, สยามเซ็นเตอร์ และตึกยูบีซี สุขุมวิท 35 โดยร้านที่มีพื้น ที่มากที่สุดจะมีขนาด 400 ตารางเมตร และเล็กสุดที่เป็น sub-shop มีขนาดเพียง 120 ตร.ม. ขนาดปกติคือ 200-250 ตร.ม.

ปัจจุบันบู๊ทส์มีสินค้าที่จดทะเบียนการค้าในไทยถึง 4,500 รายการ มร.ซาร์จีสันเปิดเผยว่าจะมีการเพิ่มรายการสินค้าใหม่ๆ ปีละประมาณ 20% ของจำนวนนี้หรือประมาณ 900 รายการ ซึ่งเท่ากับเดือน หนึ่งๆ จะมีสินค้ารายการใหม่ๆ เข้ามาประมาณ 75 รายการ

ไม่ใช่สินค้าทุกตัวที่วางจำหน่าย ในร้านบู๊ทส์ประเทศอื่นๆ แล้วจะต้องมีในไทย หรือสินค้าบู๊ทส์ที่จำหน่ายในไทยอาจจะไม่ได้จำหน่ายในที่อื่นๆ ก็เป็นได้ แต่สินค้าส่วนมากที่วางจำหน่ายในอังกฤษก็มักจะนำเข้ามาจำหน่ายในร้านบู๊ทส์ในไทย

"เราหวังว่าจะพัฒนาสินค้าบู๊ทส์เพื่อวางจำหน่ายเฉพาะตลาดในเอเชียเท่านั้น อย่างเรากำลังมีนโย-บายที่จะทำกับเครื่องสำอางชื่อ "No7" ก่อนเป็นตัวแรก"

ในปลายปีนี้จะมีการประกาศเกี่ยวกับการขยายตัวในเอเชียเพิ่มขึ้น แต่ตอนนี้ มร.ซาร์จีสัน ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เขากล่าวแต่เพียงว่าจะมีการเปิดร้านในประเทศอื่น ในภูมิภาคนี้ แต่คงต้องรอให้ถึงเวลา ก่อนจึงจะประกาศได้ เพราะบู๊ทส์เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน

บู๊ทส์ดำเนินกิจการในอังกฤษมาประมาณ 125 ปี มีร้านในเกาะเล็กๆ แห่งนี้มากถึง 1,200 ร้าน ยอดขายที่นี่สูงมากที่สุด ขณะที่ยอดขายในเอเชียยังต่ำอยู่ แต่มร.ซาร์จีสันก็หวังว่ามันจะเพิ่มสูงอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

กิจการบู๊ทส์ก็มีการแก้ปัญหาเรื่อง Y2K ด้วยเช่นกัน เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สำนักงานใหญ่สามารถ เชื่อมโยงกับร้านค้า 30 แห่งทั่วประเทศ ได้ และยังเชื่อมต่อไปถึงสำนักงานในอังกฤษด้วยในลักษณะ fully inte-grated network บู๊ทส์ใช้ฮาร์ดแวร์ของ IBM ใช้ระบบ EPOS และซอฟต์ แวร์ของตัวเอง ทั้งนี้การแก้ปัญหา Y2K จะเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกันยายนศกนี้

การที่จะสร้างสินค้าบู๊ทส์ให้เป็นทีรู้จักและได้รับความนิยมจากลูกค้านั้น พนักงานขายหน้าร้านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมาก ซึ่งมร.ซาร์จีสัน ตระหนักเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นโปรแกรมการอบรมพนักงานร้านบู๊ทส์ ในไทยจึงมีความสำคัญต่อการเติบโตของกิจการนี้มาก มร.ซาร์จีสันเล่าว่า "พนักงานบู๊ทส์จะได้รับการฝึกอบรม 1 เดือนเต็ม ซึ่งมากกว่าในอังกฤษเพราะที่นั่นคนรู้จักสินค้าบู๊ทส์ อยู่แล้ว โดยเทรนเนอร์จะมีทั้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่บู๊ทส์จากอังกฤษ โปรแกรมการอบรมมีทั้งเรื่อง ความรู้ในผลิตภัณฑ์ การให้บริการ การพัฒนาตนเอง เราใช้งบประมาณ 1% ของยอดขายที่นี่ในเรื่องการฝึกอบรม ซึ่งถือว่าเป็นงบประมาณที่สูงทีเดียวสำหรับกิจการประเภทรีเทล บิสสิเนสอย่างเรา"

ตอนนี้บู๊ทส์มีพนักงานรวมมากกว่า 500 คน แต่ในอนาคตก็จะเพิ่มขึ้นไป คาดว่าสิ้นปีจะมีถึง 700 คน ในจำนวนนี้มีเภสัชกรประมาณ 100 คน ( 3 คนต่อ 1 ร้าน)

มร.ซาร์จีสันมั่นใจว่าในปีหน้าผลการดำเนินงานของบู๊ทส์ รีเทล (ประเทศไทย) จะเริ่มมีกำไรและในอีก 1 ปีข้างหน้า เขาสามารถขยายกิจการร้านบู๊ทส์ และสร้างผลตอบแทนให้บริษัทฯ ถึงจุดคุ้มทุนได้ แม้ว่าบริษัทฯ ยังจะมีการลงทุนอยู่ในช่วงเวลานี้ก็ตาม ทั้งนี้เคยมีการแถลงข่าวว่าบริษัทฯ มีเม็ดเงินลงทุนเพื่อเปิดร้านเพิ่มอีก 15 แห่งภายในปีงบประมาณนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 400 ล้านบาท โดยเงินลงทุนนี้มาจากการดำเนินงานในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.