สมรภูมิของธนาคารกสิกรไทย


นิตยสารผู้จัดการ( กันยายน 2542)



กลับสู่หน้าหลัก

ประสบการณ์ล่าสุดของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่อันดับสองของไทย และเป็นธนาคารเอกชนแห่งหนึ่งที่มีระบบบริหารที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่สถาบันการเงินย่านเอเชียกำลังเผชิญในขณะที่กำลังฟื้นฟูกิจการ ธนาคารกสิกรไทยเริ่มต้นดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดตั้งแต่เมื่อปี 1998 แต่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจหนักหน่วงจนทำให้การพยายามปรับโครงสร้างทุนในครั้งแรกไม่บรรลุผล และกดดันให้ต้องดำเนินความพยายามอีกเป็นคำรบที่สอง

การดำเนินการตามกลยุทธ์ที่กำหนดขึ้นอย่างดีตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ ช่วยให้ธนาคารกสิกรไทยระดมทุนเพิ่มได้ 884 ล้านดอลลาร์ จากตลาดหุ้นทั่วโลกเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว โดยการขายหุ้นในราคาหุ้นละ 88 บาท ทำให้ตระกูลล่ำซำซึ่งถือหุ้นส่วนใหญ่ของธนาคารถือครองหุ้นลดลงเหลือน้อยกว่า 10% ขณะที่นักลงทุนประเภทสถาบันจากต่างชาติถือหุ้น 49% ธนาคารเร่งหาทางแก้ไขปัญหาเงินทุนหมุนเวียนด้วยการประกาศงดรับพนักงานใหม่ พร้อมๆ กับพิจารณาลดค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นลง ธนาคารตัดสินใจแก้ไขปัญหาหนี้เสียโดยตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญพิเศษถึง 8 ทีม โดยมีผู้ร่วมงานทั้งหมด 150 คน เพื่อจัดการเฉพาะในเรื่องการเร่งรัดหนี้สิน ด้วยวิธีการนี้ ธนาคารสามารถปรับปรุงระบบจัดการหนี้เสียเหล่านั้น และแยกแยะว่าการให้บริการนี้แตกต่างจากการให้สินเชื่อ และมักต้องอาศัยกลไกอิสระที่ไม่ยึดติดอยู่กับความสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อบังคับการชำระหนี้

ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ธนาคารประกาศเข้าซื้อหุ้นเพิ่มในบริษัทภัทรธนกิจเป็น 51% จากเดิม 49% ในขณะนั้นภัทรธนกิจกำลังประสบปัญหาด้านการเงิน เนื่องจากผู้ฝากเงินแห่กันมาถอนเงินด้วยเกรงถึงความมั่นคงของสินทรัพย์ของตนเอง ในช่วงนั้นราคาหุ้นของธนาคารกสิกรไทยลดลงเหลือหุ้นละ 40 บาท ธนาคารพาณิชย์อีก 7 แห่ง ก็ประกาศผลประกอบการในเดือนกรกฎาคม ปี 1998 ว่าลดลงเนื่องมาจากสัดส่วนหนี้เสียที่เพิ่มสูงขึ้น ราคาหุ้นของธนาคารกสิกรไทยจึงขยับลดลงเหลือเพียงหุ้นละ 35 บาท ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ธนาคารกสิกรไทยยังคาดการณ์อีกว่า เงินกู้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของกิจการจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 38% ของยอดการปล่อยสินเชื่อทั้งหมดในช่วงกลางปีนี้โดย 50% ของเงินกู้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้นี้จะถูกตัดเป็นบัญชีหนี้เสีย ข่าวนี้ทำให้ราคาหุ้นของธนาคารลดลงฮวบฮาบเหลือเพียงหุ้นละ 20 บาท

เมื่อเป็นเช่นนี้ เงินทุน 834 ล้านดอลลาร์ ที่ระดมมาจากตลาดหุ้นทั่วโลกจึงไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาเงินกู้ แต่ธนาคารก็ประสบความสำเร็จเมื่อตัดสินใจเพิ่มฐานเงินทุนด้วยกลยุทธ์การระดมทุนมูลค่า 40,000 ล้านบาท (3,100 ล้านดอลลาร์) ด้วยการออกหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นกู้ เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

โดยสรุป จะเห็นได้ว่าธนาคารกสิกรไทยดำเนินการอย่างทันท่วงทีจนสามารถรั้งตำแหน่งผู้ชนะท่ามกลางวิกฤตการณ์การเงินร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่ง ความพยายามของธนาคารกสิกรไทยสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมองอุปสรรคท้าทายต่างๆ ด้วยความฉับไว ซึ่งรวมถึงการบริหารหนี้เสีย ระดมทุน ปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายและเพิ่มพูนทักษะใหม่ๆ ความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวพ้นอุปสรรค ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตาม มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวและภาคธุรกิจมีการปรับโครงสร้าง



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.