เมื่อวันที่ 9 เดือน 9 ที่ผ่านมา พิชิต กุลเกียรติเดช ประธานบริษัท ควีนแมรี่
ได้จัดงานฉลองครบรอบ 10 ปี และเปิดตัวเรือลำใหม่ "เพิร์ลออฟสยาม" ก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียว
โฆษณาเรือลำใหม่ของเขาก็ปรากฏโฉมขึ้น ในช่วงไพร์มไทม์หลังข่าว 2 ทุ่มครึ่งช่อง
5
เป็นการลงทุนเพื่อก้าวใหม่ในธุรกิจเดินเรือสำราญอีกครั้งหนึ่งของเขา
ภายใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้มนั้นมีเพียงไม่กี่คนหรอกที่รู้ว่าเมื่อประมาณ 10
ปีก่อนหลังจากเริ่มธุรกิจนี้ได้เพียงไม่นานเรียกได้ว่าต่อเรือลำแรกยังไม่ทันเสร็จ
เขาก็แทบสิ้นเนื้อประดาตัวหนี้สินรุงรังจนแทบหมดกำลังใจในการทำงาน แต่เมื่อได้ตั้งสติ
และค่อยๆ แก้ปัญหาด้วยความอดทน ทำให้เขามีวันนี้ขึ้นมาจนได้
พิชิตมาจากครอบครัวคนจีนที่ทำโรงงานทอผ้าอยู่ในย่านถนนเจริญกรุง เขาเองก็เรียนมาทางด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอจากไต้หวัน
กลับมาช่วยทำงานกับทางบ้านประมาณ 3 ปี หลังจากนั้นก็ไปเปิดร้านขายของที่ระลึกให้พวกนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะกลุ่มชาวไต้หวันจนอายุประมาณ
34 ปีก็สามารถเก็บเงินทุน สะสมไว้ก้อนหนึ่ง มาทำธุรกิจเรือสำราญ ล่องในแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย
ความมั่นใจว่าธรรมชาติของแม่น้ำเจ้าพระยายังเป็นจุดขายที่สำคัญได้แน่นอน
ถึงแม้จะมีประสบการณ์ที่คลุก คลีอยู่กับบรรดานักท่องเที่ยวและบริษัท
ทัวร์มานานกว่า 10 ปี แต่พิชิตก็ยังขาด ความรู้ในเรื่องเรือสำราญอย่างมาก
ปัญหาต่างๆ ที่ตามมาอย่างต่อเนื่องหลังจากเริ่มงานไม่นานนัก เป็นประสบการณ์
การทำธุรกิจครั้งสำคัญของเขา
อุปสรรคที่เกิดขึ้นกับงานใหม่ครั้งนี้ของเขาคือขาดความรู้ในเรื่องการก่อสร้าง
เรื่องเครื่องเทคนิค เครื่องยนต์ ต่างๆ ในเรือ ซึ่งกว่าจะหาช่างที่ชำนาญแต่ละด้านมาได้
ทำเอาเรือลำแรกของเขา ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 3 ปีเศษถึงจะเสร็จสมบูรณ์
หลังจากแก้ไขแล้วหลายครั้ง ในขณะที่เวลาที่กำหนดไว้ประมาณปีครึ่งเท่านั้น
เวลาที่บานปลายออกไปทำให้เกิด ปัญหาเรื่องเงินตามมาทันที เงินตัวเองที่สะสมไว้ก็หมดเงินที่กู้ยืมแบงก์มาก็หมด
และที่สำคัญเมื่อเรือพร้อมที่จะให้บริการ ก็ปรากฏว่าไม่มีลูกค้ามากเท่า ที่ควร
ความอ่อนหัดในเรื่องการบริหารธุรกิจเรือสำราญ ทำให้ในช่วงเวลา 2 ปีแรกเขาขาดทุนรวมเป็นเงินและดอกเบี้ย
ประมาณ 30 ล้านบาท
"เป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุด แต่ ละวันแทนที่จะได้คิดเรื่องงาน ทำเรื่องการตลาด
ต้องคอยหลบบรรดาซัปพลาย เออร์ ที่เราค้างหนี้เขาอยู่ บุคลากรก็ทวงเงินเดือนไม่ยอมทำงานจะลาออก
แบงก์เองก็ทวงหนี้เข้ามาทุกวันตอนนั้นผมเองก็คิดว่าไม่เอาแล้วล่ะยอมแพ้ ใครจะมาทำอะไรก็เชิญ"
พิชิตเล่าย้อนวันในอดีตให้ "ผู้จัดการ" ฟัง
แต่ในที่สุดมีอยู่วันหนึ่งที่เขาตั้งสติได้ แล้วคิดว่าจะลองต่อสู้กับอุป-สรรคต่างๆ
อีกครั้งเมื่อเกิดความ "ฮึด" ขึ้นมาอย่างแรกก็คือเข้าหาเจ้าหนี้โดยตก
ลงและขอโอกาสแก้ตัวใหม่ หลังจากนั้นเขาก็มีเวลากลับไปลุยเรื่องการตลาดเองอีกครั้ง
โดยเริ่มจากไปหาเพื่อนฝูงคนเก่าๆ พิชิตใช้เวลาถึง 2 ปี ถึงจะตั้งตัวติด
ในปี 2539 พิชิตถึงได้ตัดใจสร้าง เรือขึ้นอีกลำหนึ่งเป็น เพิร์ลออฟสยาม
2 เรือลำนี้ตัวเรือเป็นเหล็ก มีห้องไดนิ่งรูมและหัวเรือวีไอพี จุแขกได้ประมาณ
100 ที่นั่ง และเมื่อปีที่แล้วถึงแม้เศรษฐ-กิจจะตกต่ำซึ่งสวนทางกับธุรกิจท่องเที่ยว
ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้นทำให้เขาเตรียมเปิดตัวเพิร์ลออฟสยาม 3 เป็นลำ
ที่ 3 ขึ้น ตัวเรือยาว 29 เมตร ชั้นล่างและชั้นบนจุแขกได้ประมาณ 145 ที่นั่ง
ซึ่งการที่มีเรือมากลำนั้นจะเป็น การได้เปรียบในการบริหารงานอย่างมาก
เพราะเรือลำใดเสียจะได้มีเรือสำรองได้ทัน
เรือทั้ง 3 ลำของเพิร์ลออฟสยาม มูลค่าประมาณ 90 ล้านบาท แขกส่วนใหญ่ของเพิร์ลออฟสยามจะเป็นชาว
ยุโรป และญี่ปุ่น และลูกค้าคนไทย ที่จะมาจากบริษัททัวร์ 80% ที่เหลือคือบริษัทห้างร้านต่างๆ
หรือคนทั่วๆ ไป
ความมุมานะ และตั้งใจจริงในการทำงาน เป็นสิ่งสำคัญที่ให้พิชิตประสบความสำเร็จไปแล้วระดับหนึ่งแต่
ในอนาคตนั้นพิชิตบอกว่าเขายังหยุดนิ่งไม่ได้ เพราะธุรกิจเรือสำราญนั้น หาเงิน
ทุนสนับสนุนยากสถาบันการเงินจะไม่มีการปล่อยกู้เลย ท่าเทียบเรือที่จะหาเช่าก็ยากมาก
บุคลากรที่จะมาร่วมงาน เช่น ช่างเครื่อง กัปตันเรือ ซึ่งเป็นอาชีพเฉพาะ ที่ค่อนข้างหาบุคลากรได้ยาก
นอกจากนั้นในปัจจุบันคู่แข่งก็มากขึ้นด้วย การแก่งแย่งกันรับลูกค้าบริษัททัวร์
เป็นไปอย่างดุเดือด ทางเดียว ที่ต้องทำในตอนนี้คือบริษัทจะต้องสะสม ประสิทธิภาพในการทำงานให้เข้มแข็งเพื่อที่จะอยู่รอดให้ได้ในวันข้างหน้า