บลจ. เอ็มเอฟซี (MFC) เตรียมยกกองทุน ไฮ สปีด ฟันด์ (High Speed Fund) ที่มีความเสี่ยงสูง
แต่สามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงอย่างรวดเร็ว ตั้งท่าลงทุนในอนุพันธ์ และสินค้าในตลาดล่วงหน้า พร้อมเข็นกองทุนเปิด "เอ็มเอฟซี โกลบอล ออพพอร์ทูนิตี้ บอนด์ ฟันด์" มูลค่าโครงการกว่า
3,500 ล้านบาท ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศแถบเอเชีย ที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง
ดร.พิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี
จำกัด (มหาชน)(MFC) กล่าววานนี้ (7 มิ.ย.) เกี่ยวกับแผนการออกกองทุนในช่วงไตรมาสที่
3-4 ปีนี้ ว่านอกจากการเตรียมกองทุนตราสารหนี้ที่มีการประกันเงินต้น สำหรับนักลงทุนที่อยู่ในวัยเกษียณอายุ
ที่สามารถรับความเสี่ยงในการลงทุนได้ต่ำแล้ว ยังได้พิจารณากองทุนที่มีลักษณะพิเศษ
ที่สามารถสร้างผลตอบแทนในการลงทุนที่สูงอย่างรวดเร็ว ที่เรียกว่า ไฮ สปีด ฟันด์
(High Speed Fund) ไว้ด้วย
ส่วนรูปแบบการลงทุนนั้น คาดว่าจะเป็นการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ หรือลงทุนในตลาดล่วงหน้า
เช่นลงทุนในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ซึ่งตราสารเหล่านี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว
และมีความเสี่ยงในการลงทุนค่อนข้างสูง
แต่ก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ลงทุนได้ ยังเป็นการเตรียมการเพื่อรองรับการเปิดตลาดตราสารอนุพันธ์ในปีหน้าด้วย
อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนสูง ย่อมมีความเสี่ยงในการลงทุนที่สูงด้วย ดังนั้นจึงต้องมีการพยายามหาวิธีการจัดการความเสี่ยงมารองรับ
และต้องมีการทำความเข้าใจกับนักลงทุนอย่างดีด้วย
"อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสินค้าในตลาดล่วงหน้าและตลาดอนุพันธ์ ยังมีอยู่อย่างจำกัด
และยังไม่เป็นที่รู้จักของนักลงทุนในตลาดการเงินมากนัก ทำให้บางจังหวะของการลงทุน
อาจจะเกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องได้ ทางผู้บริหารกองทุนจะต้องคำนึงถึงข้อจำกัดนี้
ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างการศึกษา และปรับปรุงลักษณะกองทุนให้เหมาะสม" ดร.ศุภกร
สุนทรกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ บลจ.เอ็มเอฟซี กล่าวเสริม
สำหรับการปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปีนี้ของสภาพัฒน์นั้น เป็นการปรับลดในสัดส่วนที่น้อยมาก
เมื่อเทียบกับการเติบโตทั้งหมด และจะมีผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ส่วนปัจจัยหลักที่มีผลกระทบกับการลงทุนโดยตรง คือ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.)
ซึ่งในช่วงไตรมาสที่ 1 นั้น ผลประกอบการ บจ. ทำกำไรสูงถึง 43% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ คาดว่าทั้งปีนี้ กำไร บจ.ในตลาดหุ้นไทยจะเติบโตประมาณ 20% จากปีที่แล้ว
ดร.พิชิต กล่าวต่อว่าบริษัทได้ออกกองทุน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับนักลงทุน
ในภาวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศไทยมีความผันผวนสูง จากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ และไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนในการปรับตัวสูงขึ้น
ดังนั้น บริษัทจึงได้ออกกองทุนเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับนักลงทุน คือกองทุนเปิด
"เอ็มเอฟซี โกลบอล ออพพอร์ทูนิตี้ บอนด์ ฟันด์ (MFC Global Opportunity Bond Fund-MGB)"
โดยมีมูลค่าโครงการกว่า 3,500 ล้านบาท
คาดว่าจะมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่มากกว่าอัตราเบี้ยเงิน ฝาก และบริษัทมีนโยบายที่จะจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างน้อยปีละ
1 ครั้ง โดยจะพิจารณาจ่ายเงินปันผลใน อัตราไม่น้อยกว่า 30% ของการเพิ่มขึ้นในสินทรัพย์สุทธิจากการดำเนินงาน
(Net Asset Value-NAV) ในแต่ละงวด หรืออาจพิจารณาจ่ายจากกำไรสะสม เมื่อกองทุนฯ
มีกำไรสะสม จนถึงงวดบัญชีที่จะจ่ายเงินปันผลตามที่บริษัทเห็นสมควร
"กองทุนฯ นี้ จะเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรกระหว่างวันที่ 14-29 มิ.ย. ราคาของหน่วยลงทุนที่เสนอขายครั้งแรก
10 บาท มูลค่าขั้นต่ำของการสั่งซื้อครั้งแรก 10,000 บาท"
ดร.พิชิตกล่าวต่อว่า กองทุน MGB จะเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ ในวงเงินไม่เกิน 91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,640 ล้านบาท) โดย จะเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ
หรือพันธบัตรรัฐวิสาหกิจต่างประเทศ และตราสารที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ไทย ที่อ้างอิงกับตราสารหนี้รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจต่างประเทศ (Credit Linked Note) ที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูง
และได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือไม่ต่ำกว่าระดับที่ลงทุนได้ (Investment
Grade) ทั้งนี้ ช่วงแรกจะเน้นการลงทุนในแถบประเทศเอเชียแปซิฟิก เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์
มาเลเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์
"จุดเด่นที่สำคัญ คือกองทุนฯ นี้ เน้นเรื่องของโอกาส เราจะเลือกลงทุนในเวลาที่เหมาะสม
ประเทศที่เหมาะสม โดยเลือกจากประเทศต่างๆ ไม่เจาะจงประเทศใดประเทศหนึ่ง เห็นโอกาสตรงไหนดี
ก็จะไปลงทุนตรงนั้น เพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่คุ้มค่า
"ขณะเดียวกัน เราก็จะใช้การบริหารอัตราแลกเปลี่ยนแบบมัลติ เคอเรนซี (multi-currency)
โดยถือเงินตราทุกสกุลของประเทศที่ลงทุน และไม่ได้อิงกับเงินสกุลใดสกุลหนึ่ง ดังนั้นกำไรและขาดทุนของเงินสกุลต่างๆ เมื่อนำมารวมกัน อาจจะทำให้ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนน้อยลงกว่าการอิงอยู่กับเงินตราประเทศเพียงสกุลเดียว"
สำหรับกลุ่มเป้าหมาย คือนักลงทุน ทั้งที่เป็นสถาบัน และผู้ที่มีเงินออม ที่ต้องการกระจายการลงทุนมากกว่าที่จะลงทุนได้เฉพาะภายในประเทศเพียงอย่างเดียว
ชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย ก็สามารถลงทุนในกองทุน MGB นี้ได้เช่นกัน
ทั้งนี้ บริษัทได้รับความร่วมมือจาก Nikko Global Asset Management (Singapore)
Limited ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำของโลก ในเครือกลุ่มนิกโก้จากญี่ปุ่น
เป็นที่ปรึกษากองทุนฯ ทำหน้าที่ดูแล กองทุนฯ ในต่างประเทศทั้งหมด ธนาคารกสิกรไทย
(KBANK) เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ (Trustee) และ State Street Bank and Trust Company
แห่งอเมริกา ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ ชั้นนำของโลกจากแดนมะกัน เป็นผู้รับฝากทรัพย์สิน