บล.บัวหลวงโบรกค่ายแบงก์กรุงเทพปรับประมาณการ การทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนลดลง
5% จาก 22% ลดเหลือ 17% ขณะที่มุมมองดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลดลงจาก 843 จุดลดเหลือ
760 จุด เหตุจากปัจจัยลบ ด้านราคาน้ำมันที่คาดว่าจะทรงตัวในระดับสูงต่อไป
นายญาณศักดิ์ มโนมัยพิบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด
กล่าวถึงแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง 2547 ว่า จากปัจจัยสำคัญๆ 3 ปัจจัยหลักคือ
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น การปรับอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯของเฟด และการก่อการร้าย ส่งผลให้ต้องมีการปรับประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย
(จีดีพี) ลง โดยคาดว่า ถ้าปีนี้จีดีพีจะโตที่ 6.5% ก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนติดลบ
ประเทศก็ยังเติบโตอยู่
"เราต้องยอมรับความจริงกัน ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้รับผลกระทบ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องถือว่าช่วงเวลานี้เป็นโอกาสของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์"
นายสุเมฆ จันทราสุริยารัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานค้าหลักทรัพย์สถาบันและ
งานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับลดประมาณการเติบโตของกำไรของบริษัทจดทะเบียนซึ่งเดิมคาดว่าภายในปี
2547 นี้จะเพิ่มขึ้นในระดับ 22% ได้ปรับลดลงเหลือ 17% โดยลดลง 5% เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนได้รับผลกระทบราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและคาดว่ามีแนวโน้มที่จะทรงตัวในระดับสูงต่อไป
ซึ่งราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นสะท้อนถึงความเสี่ยงเกี่ยวกับการก่อการร้าย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อบริษัทจดทะเบียนภายในไตรมาส
2 และไตรมาส 3 นี้
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบเกี่ยวกับความไม่สงบ ในพื้นที่ภาคใต้ และความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
ที่ค่าเงินบาทมีความอ่อนตัวขึ้น อย่างไรก็ตามภายในไตรมาส 1 ของปี 2547 ที่ผ่านมานั้นปรากฏว่าบริษัทจดทะเบียนมีอัตราการเติบโตของกำไรเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ
40% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงพอสมควร
ดังนั้น จึงทำให้มีการปรับประมาณการลดลงในระดับที่ไม่สูงมากนัก โดยกลุ่มที่ถูกปรับลดประมาณการทำกำไรลงมามากที่สุด
ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เพราะได้รับผลกระทบจากสินค้ามากกว่าความต้องการ ถึงแม้ว่าจะมีขยายตัวต่อเนื่องจากปีก่อนก็ตาม
โดยบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบมากคือบริษัทที่ทำธุรกิจบ้านเดี่ยว เพราะธุรกิจนี้มีการฟื้นตัวมากที่สุดและต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น
รวมถึงการแข่งขันที่สูงขึ้น
นายสุเมฆกล่าวว่า ฝ่ายวิจัยบล.บัวหลวงยังได้ปรับลดดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยลงด้วยจาก
เดิมที่ช่วงต้นปีที่คาดว่าดัชนีจะอยู่ในระดับ 843 จุดซึ่งจะมีค่าพี/อีเรโชอยู่ในระดับ
14 เท่าซึ่งจากปัจจัยลบดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยจึงได้ปรับลดเหลือ 760
จุดโดยจะมีค่าพี/อี เรโชอยู่ในระดับ 13 เท่า
สำหรับกลุ่มที่น่าสนใจลงทุนมี 3 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะมีการขยายตัวตามการปล่อยสินเชื่อ
และมีฐานเงินทุนที่เพียงพอ นอกจากนี้ยังมีการปรับลดต้นทุนการเงิน ด้วยการไถ่ถอนสลิปแคปส์ไปแล้ว
โดยธนาคารที่น่าสนใจได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่จะได้รับประโยชน์จากการที่ภาครัฐจะมีการก่อสร้างสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นภายในปีหน้า
ประกอบกับภาคอสังหาริมทรัพย์ยังมีการก่อสร้างโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยหุ้นในกลุ่มนี้ที่น่าสนใจ
ได้แก่ หุ้นบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งเป็นบริษัททำธุรกิจครบวงจร และกลุ่มพลังงานซึ่งได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่
เช่น สหรัฐฯ อินเดีย จีน เป็นต้น โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ หุ้นปตท.,หุ้นปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม
และหุ้นบริษัทบางจาก
นายสุเมฆกล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นนั้นอาจจะมีผลกระทบต่อภาวะตลาดหุ้น
บ้าง แต่ไม่น่าจะมีผลมากนัก เพราะปัจจุบันนี้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมาก ถึงแม้จะปรับขึ้นแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนักประกอบกับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทจดทะเบียนที่ปรับลดลงมาตลอด
รวมถึงอัตราการบริโภคภายในประเทศที่สูงมากขึ้น
นายวิวัฒน์ วิชิตบุญญเศรษฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารกองทุนส่วน บุคคล
บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง เปิดเผยว่า การลงทุนของกองทุนส่วนบุคคลที่บล.บัวหลวงบริหารนั้นในช่วงที่ผ่านมานั้นทำให้บริษัทจะเน้นลงทุนในตราสารที่มีอายุสั้นๆ
อายุประมาณ 2-3 ปี โดยหุ้นกู้เอกชนมีความน่าสนใจลงทุนมากกว่าพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจเพราะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
และการที่สภาพเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น ทำให้ไม่ต้องกังวลปัญหาเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้
แต่อย่างใด
นอกจากนี้ การลงทุนในตลาดหุ้นก็ยังมีความน่าสนใจ ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาสภาพตลาดจะ
มีความผันผวนก็ตาม เนื่องจากค่าพี/อีเรโชของตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับ
9-10 เท่า จึงทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจที่จะลงทุน