รู้จักปราสาทฟงแตนโบล (Fontainebleau) และพระราชวังแวร์ซายส์ (Versailles) ตั้งแต่เมื่อเป็นนักศึกษาในฝรั่งเศส รู้แต่ว่าเมื่อได้ชมพระราชวังทั้งสองแห่งนี้แล้ว ชอบฟงแตนโบลมากกว่าแวร์ซายส์ เพราะกะทัดรัดและสวย หลังจากนั้นได้กลับไปเยือนอีกหลายครั้งในสามฤดูกาล กล่าวคือ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ผลิ และฤดูหนาว
ปราสาทฟงแตนโบลสร้างเมื่อไรไม่ทราบแน่ชัด ทราบเพียงคร่าวๆ ว่าในศตวรรษที่
12 ปราสาทนี้มีอยู่แล้ว กษัตริย์หลุยส์ 9 หรืออีกนัยหนึ่ง แซงต์หลุยส์ (Saint
Louis) ชื่นชอบเป็นพิเศษและให้สร้างโรงพยาบาลที่ฟงแตนโบลในปี 1259 ในยุคเรอแนสซ็องส์
(Renaissance) กษัตริย์ฟรองซัวส์ที่ 1 (Franois Ier) หลงรักปราสาทแห่งนี้โดยเฉพาะป่าที่รายรอบ
จึงใช้ฟงแตนโบลเป็นที่ล่าสัตว์ ทำนุบำรุงและต่อเติมส่วนที่เป็น Franois
Ier Galerie โดยใช้อาร์ติสต์อิตาเลียน ห้องบอลรูม อีกทั้งตกแต่งด้วยงานศิลป์จำนวนมาก
เช่น ภาพเขียนของเลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) และราฟา เอล (Rafael)
ประติมากรรม เทเปสตรี้ เป็นต้น งานเลี้ยงที่ฟงแตนโบลเป็นที่เลื่องลือมากจนกวีอย่างร็งซารด์
(Ronsard) นำไปเขียน การต่อเติมปราสาทฟงแตนโบล ทำกันอย่างต่อเนื่องในหลายรัชสมัยโดยเฉพาะยุคอองรี
4 (Henri IV) หลุยส์ 14 หลุยส์ 15 และหลุยส์ 16 ให้ต่อเติมอีก
หลังการปฏิวัติฝรั่งเศส นโปเลอ็ง (Napleon) เดินทางมาที่ฟงแตนโบลและพบว่าตัวปราสาทว่างเปล่า
จึงตั้งโรงเรียนการทหารขึ้นระหว่างปี 1803-1808 ซึ่งภายหลังย้ายไปที่แซงต์ซีร์
(Saint Cyr) และนับตั้งแต่ปี 1804 ให้ตกแต่งฟงแตนโบลใหม่ นโปเลอ็งเป็นกษัตริย์ฝรั่งเศสที่ใช้ปราสาทฟงแตนโบลมากที่สุดก็ว่าได้
การเดินทางไปฟงแตนโบลไม่ยากอย่างที่คิด เพราะมีรถไฟไปถึงเมืองเลย และนั่งรถประจำทางหน้าสถานีรถไฟสายที่ไปปราสาท
ลงหน้าสำนักงานท่องเที่ยว (Office du tourisme) ซึ่งอยู่เยื้องๆ กับตัวปราสาท
ความโดดเด่นของฟงแตนโบลอยู่ที่บันไดที่โค้งไปมาสร้างระหว่างปี 1632-1634
แทนบันไดรูปเกือกม้าที่ทรุดโทรมไป ลานกว้างหน้าบันไดนี้เรียกว่า Cour des
adieux เป็นที่ที่นโปเลอ็งกล่าวอำลากองทัพหลังสละราชสมบัติ
ส่วนที่จัดให้สาธารณชนเข้าชมนั้นอยู่ที่ชั้นสองขึ้นบันไดหินอ่อน ฝาผนังกรุหินอ่อนสีชมพูและเขียว
สวยแปลกตา แล้วก็ถึง Franois Ier Galerie อันวิจิตร พิสดาร ตกแต่งด้วยภาพเขียน
อีกทั้งรูปแกะสลักฝาผนัง ส่วนหนึ่งเป็นไม้สลักตัวซาลาแมนเดอร์ อันเป็นสัญลักษณ์
ของกษัตริย์ฟรองซัวส์ที่ 1 เก้าอี้ที่วางเรียงรายทุกตัวสลักตัวซาลาแมนเดอร์ด้วย
ลวดลายที่ตกแต่ง Franois Ier Galerie นั้นมีมากจนดูรกตา ด้วยว่าตั้งใจนำมาชุมนุมกัน
ห้องที่น่าทึ่งคือห้องพอร์ซเลน ติดจานพอร์ซเลน ของเมืองแซฟวร์ (Sevres)
ซึ่งกษัตริย์หลุยส์-ฟิลิป (Louis-Philippe) สะสมไว้ มีทั้งหมด 128 ใบ เล่าประวัติ
ของฟงแตนโบลเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นยังเล่าเหตุการณ์และสถานที่ต่างๆเช่น
น้ำตกไนแอการา เป็นต้น มาเที่ยวหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยชมจานได้หมดทุกใบ
ห้องสมุดขนาดใหญ่โอ่อ่า ด้านข้างมีหน้ามุขมองลงไปที่โบสถ์เล็ก
ฟงแตนโบลได้ชื่อว่าเป็นปราสาทที่มีเครื่องเรือนมากที่สุด ห้องต่างๆ ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนหลายสมัย
เก้าอี้และโซฟาที่บุผ้าทอหลากสีหลายลาย อีกทั้งพรมปูพื้น ได้ชมห้องและเตียงนอนของมารี-อองตัวแน็ต
(Marie-Antoinette) ที่ยังไม่ทันได้รับใช้เจ้าของ ก็เกิดการปฏิวัติในปี 1789
หลุยส์ 16 และมารี-อองตัวแน็ตมีอันถูกกิโยตีนเสียก่อน ผู้ที่ได้มาใช้คือโจเซฟีน
(Josephine) มเหสีของนโปเลอ็ง ได้เห็นท้องพระโรงของนโปเลอ็ง มีบัลลังก์ใต้กระบังผ้าสีแดงทอลายผึ้งสีทอง
ผึ้งเป็นสัญลักษณ์ของนโปเลอ็ง ห้องประชุมเสนาบดี ห้องว่าราชการ ห้องนอนของนโปเลอ็ง
เตียงนอนเล็กนิดเดียวด้วยว่านโปเลอ็งสูงเพียง 158 เซนติเมตรเท่านั้น ห้องเล่นไพ่ของราชินี
ห้องที่นโปเลอ็งลงนามสละราชย์ อีกทั้งโต๊ะเล็กและเก้าอี้ที่ใช้ในการนี้ ห้องน้ำ
ห้องพักขององครักษ์ เป็นต้น ความวิจิตรของแต่ละห้องอยู่ที่เพดาน ซึ่งมีลวดลายไม่ซ้ำกัน
จึงมักบอกญาติมิตรให้แหงนคอดูเพดาน มีอันให้ต้องเมื่อยออกมา
ห้องสุดสวยอีกห้องหนึ่งคือ ห้องบอลรูม เป็นห้องเต้นรำที่มีหน้าต่างสองด้าน
โคมระย้าระยิบระยับ สุดห้องยกพื้นสูงเล็กน้อย เป็นที่ประทับของกษัตริย์ ณ
ห้องนี้เองที่นโปเลอ็งต้อนรับสันตะปาปาไพอัสที่สอง ที่เดินทางมาประกอบพิธีสถาปนาขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส
และแต่งตั้งโจเซฟีนเป็นมเหสีในวาระเดียวกัน และ ณ ห้องนี้เช่นกันที่กษัตริย์หลุยส์-ฟิลิปรับรองคณะทูตสยาม
ในปี 1861 ครั้งแรกที่ไปนั้นทางพิพิธภัณฑ์ เปิดเพลงคลาสสิกประกอบการชมด้วย
อีกทั้งตั้งม้านั่งให้นักท่องเที่ยวนั่งชมความงามของห้องและจินตนาการ ภาพเอาเอง
หากครั้งสุดท้ายที่ไปนั้นเป็นช่วงฤดูหนาว ไม่ได้ชมห้องบอลรูมนี้ สังเกตว่าทางการได้ปิดห้องหลายห้องช่วงที่ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว
การชมตัวปราสาทจบลงที่โบสถ์เล็กแสนสวย เสียงออร์แกนดังแผ่ว
เมื่อเดินไปด้านหลังของปราสาท จะเห็นหนองน้ำและสวนที่ร่มรื่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน
ผู้คนนั่งและนอนเล่นบ้าง พายเรือเล่นบ้าง อีกทั้งยังมีรถม้าที่นำนักท่องเที่ยวชมสวนป่าที่อยู่อีกฟากหนึ่งของถนน
ไม่แนะนำให้ญาติมิตรนั่งเพราะกระเทือนไปตลอดทาง อีกทั้งฝุ่นเข้าหน้าตาจนแทบไม่ได้เห็นอะไรเลย
แถมจะกลายเป็น "ขวานฟ้าหน้าดำ" อีกต่างหาก
สวนของฟงแตนโบลเป็นแบบฝรั่งเศสส่วนหนึ่ง กล่าวคือตัดเป็นลวดลายเลขาคณิต
ไม้ดอกปลูกเป็นหย่อมๆ อีกทั้งน้ำพุที่ทำให้ดูชุ่มชื้น เดินไปสุดบริเวณสวน
มองตรงไปจะเห็น Grand Canal เป็นคลองใหญ่ที่สองฝั่งมีต้นไม้เรียงราย ดูร่มรื่นเป็นอย่างยิ่ง
เข้าใจว่า คลองนี้เองที่นำมาซึ่งน้ำและหนองน้ำในบริเวณปราสาท ปลาคาร์พขนาดใหญ่แหวกว่ายไปมา
เสียดายที่ไม่ได้ชมพิพิธภัณฑ์นโปเลอ็งและงานศิลป์จากจีน ด้วยว่าเป็นส่วนที่จัดไว้สำหรับการชมปราสาทที่มีไกด์อธิบาย
และต้องเสียค่าเข้าชมในอีกอัตราหนึ่ง ตั้งใจว่าครั้งต่อไปจะเข้าชมแบบนี้ทุกครั้งที่ข้องขัดเพราะญาติมิตรที่มาไม่มีใครเข้าใจภาษาฝรั่งเศสเลย นี่คือปัญหา