"เครดิตบูโร"พร้อมรวมกิจการเซทเทเลมชี้ลดภาระหนี้เกินตัว


ผู้จัดการรายวัน(14 พฤษภาคม 2547)



กลับสู่หน้าหลัก

"ข้อมูลเครดิตไทย" เห็นพ้องกระทรวงการคลังรวมเครดิตบูโร ยืนยันพร้อมควบรวมตลอดเวลา แต่ต้องเกิดประโยชน์ต่อลูกค้าและผู้บริโภค ด้านผู้ประกอบการ "เซทเทเลม" เผยยอดปฏิเสธสินเชื่อลูกค้าที่ยื่นขอพุ่งถึง 19.82% หลังผ่าน การตรวจข้อมูลเครดิต มั่นใจเกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคลดภาระหนี้สินเกินตัว ส่วนเกณฑ์ควบคุมบัตรเครดิต แบงก์ชาติไม่กระทบธุรกิจ

นายสัมมา คีตสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัทข้อมูลเครดิตไทย จำกัด หรือ Thai Credit Bureau (TCB) เปิดเผยว่า บริษัทมีความพร้อมและเห็นด้วยที่ทางกระทรวงการคลังมีแนวคิดที่จะรวมกิจการของบริษัทข้อมูลเครดิตทั้ง 2 แห่ง คือ บริษัทข้อมูลเครดิตไทย และบริษัทข้อมูลเครดิตกลาง(CCIS)ให้เหลือเพียงแห่งเดียว ทั้งนี้ บริษัทได้ยื่นข้อเสนอรายละเอียดของบริษัทเพื่อให้กระทรวง การคลังพิจารณาแล้ว

การที่จะให้มีการรวมกิจการถือว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมาก เพราะหากมีเจ้าภาพในการรวบรวมข้อมูลเครดิตและมีฐานข้อมูลที่ละเอียด ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ การอนุมัติสินเชื่อและพิจารณาข้อมูลเครดิตก็จะเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ รวมถึงค่าบริการที่จะลดลงในอนาคตและเกิดความยุติธรรมแก่ลูกค้าของบริษัท

"โดยสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันทีซีบีสามารถดำเนินกิจการได้ด้วยตนเองและมีผลกำไรทุกเดือน ปริมาณการของตรวจสอบข้อมูลของทีซีบีมีถึง 85% จากยอดการตรวจสอบทั้งระบบ ซึ่งหากมองจากปริมาณประชากรกว่า 60 ล้านคน ครึ่งหนึ่งมีสิทธิในการของ สินเชื่อและอีก 15 ล้านคนมีรายชื่อในระบบการเงิน โดยอยู่ในบัญชีของทีซีบีกว่า 8 ล้านคน หรือกว่า 50% ของระบบ ดังนั้น หากมีการรวมกิจการเครดิตบูโรเกิดขึ้นจริงก็อยากให้มีคุณภาพออกมาดีและมีประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อสามาชิก ผู้บริโภค และระบบเศรษฐกิจของประเทศ" นายสัมมากล่าว

ทั้งนี้ ในปัจจุบันทีซีบีมีสมาชิกกว่า 50 ราย หรือคิดเป็น 15 ล้านบัญชี โดยที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่ปล่อยสินเชื่อแก่ผู้บริโภค มีมาตรฐานในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ และการให้บริการของทีซีบีถือว่ามีความทันสมัยและใช้มาตรฐานเดียวกับทั่วโลก โดยบริการใหม่ที่ทีซีบีนำมาให้บริการคือ CPU-to-CPU connection เพื่อตรวจสอบข้อมูลเครดิต แบบ Real Time และเน้นปริมาณที่มาก ซึ่งให้ความสะดวกกว่าระบบเดิม ที่ใช้และไม่ได้คิดค่าบริการเพิ่มจากสมาชิกแต่อย่างใด

นายเปโดร โรดริเกส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซทเทเลม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หลังจาก ที่บริษัทได้ใช้บริการตรวจสอบข้อมูลจากบริษัทข้อมูลเครดิตทั้ง 2 แห่ง ยอดการปฏิเสธการขอสินเชื่อของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 11.87% ในเดือนมีนาคม 2547 เป็น 19.82% ในเดือนเมษายน 2547 ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนั้นในเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าคนไทยมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น

การที่เซทเทเลมปฏิเสธการขอสินเชื่อในปริมาณมากโดยหลักเพราะลูกค้ามีหนี้สินล้นพ้นตัวบริษัทเห็นว่าคงไม่สามารถชำระหนี้ได้และลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อรายนั้นเป็นบุคคลที่สถาบันการเงินแห่งอื่นตัดรายชื่อเป็นหนี้เสียเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น จึงสามารถประเมินได้ว่าการใช้ข้อมูลเครดิตถือเป็นปัจจัยชี้วัดว่าควรจะอนุมัติสินเชื่อให้กับลูกค้ารายนั้นหรือไม่

"หากผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคไม่ใช้ข้อมูลเครดิตจากเครดิตบูโรแห่งใดเลยก็เปรียบเสมือนคนตาบอดที่เข้ามาสู่ธุรกิจนี้ ที่ประเทศ เกาหลีใต้ประสบวิกฤตด้านสินเชื่อผู้บริโภคก็เพราะไม่มีเครดิตบูโรที่มีประสิทธิภาพ แสดงผลเฉพาะหนี้เสียที่เกิดขึ้นไม่มีข้อมูลหนี้ดีปรากฏ อยากให้ผู้ประกอบการปล่อยสินเชื่อทุกราย มาเป็นสมาชิกของข้อมูลเครดิต และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เพื่อการพัฒนา ระบบสถาบันการเงินของประเทศ" นายเปโดร กล่าว

นายเปโดรกล่าวว่า เกณฑ์การ ควบคุมบัตรเครดิตที่ทางธนาคารแห่ง ประเทศไทย(ธปท.)ประกาศใช้ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมานั้น ถือว่าไม่มีผลกระทบการทำธุรกิจของเซทเทเลมแต่อย่างใด เพราะหลักเกณฑ์ต่างๆ นั้นสอดคล้องกับการประกอบธุรกิจของเซทเทเลมอยู่แล้วจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่เซทเทเลมต้องปรับแผนธุรกิจและเป้าหมายในการดำเนินงาน

ส่วนตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ของเซทเทเลมที่มีอยู่สูงถึง 8-9% นั้น เนื่องจากเซทเทเลมเริ่มตัดหนี้เป็นหนี้เสียหลังจากครบรอบการชำระเงินในใบแจ้งหนี้ครั้ง แรก ทั้งนี้ เซทเทเลมได้ใช้มาตรฐานเดียวกันในการให้บริการทั่วโลกและผู้ ประกอบการชั้นนำในยุโรปก็ใช้มาตรฐาน นี้เช่นเดียวกัน

"ส่วนยอดสินเชื่อคงค้างของเซทเทเลมในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2546 และคาดว่าในปี 2547 ยอดสินเชื่อก็น่าจะอยู่ใกล้เคียงกับระดับนี้ ทั้งนี้สาเหตุที่สินเชื่อขยายตัวอยู่ในระดับต่ำเช่นนี้ เนื่องจากเซทเทเลมเน้นการอนุมัติสินเชื่อที่มีคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณการปล่อยสินเชื่อในจำนวนที่มากแล้วกลายเป็นเอ็นพีแอลในที่สุด" นายเปโดรกล่าว



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.