BAYจ้องขายหุ้นบริษัทในเครือ


ผู้จัดการรายวัน(28 เมษายน 2547)



กลับสู่หน้าหลัก

แบงก์กรุงศรี เตรียมเทขายหุ้นบริษัทในเครือกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ยังลง ทุนในธุรกิจหลักของบริษัทในเครือเช่นเดิม ลั่นจัดการฟ้องหนี้ เน่าอีก 5,000 ล้านบาทให้หมดสิ้นมิ.ย.นี้เลี่ยงเกณฑ์ตั้งสำรองใหม่ของแบงก์ชาติ มั่นใจล้างทุน สะสมหมดได้ในสิ้นปีนี้แน่นอน

นายจำลอง อติกุล กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรี อยุธยา จำกัด (มหาชน)เปิดเผย ว่า ธนาคารมีแผนที่จะขายบริษัท ในเครือที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักของธนาคาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่ได้มาจากการปรับโครงสร้างหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุนของลูกหนี้ธนาคาร คิดเป็นวงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท

"หากกิจการของบริษัทนั้นมีผลการดำเนินงานดีขึ้น และเห็นว่าจะสามารถทำกำไรได้ ธนาคารมีแผนที่จะขายกิจการดังกล่าวออกไป ซึ่งในขณะนี้เจ้าของกิจการบางรายได้ขอซื้อหุ้นจากธนาคารคืนบางส่วน แล้ว ส่วนบริษัทที่ยังไม่สามารถทำกำไรได้นั้นธนาคารยังคงถือหุ้นไว้ แต่สำหรับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักของธนาคารอย่างเช่น อยุธยา อลิอันซ์ ซีพี บล.เอเจเอฟ ธนาคารยังคงลงทุนในระยะยาวต่อไป" นายจำลองกล่าว

ทั้งนี้ ธนาคารกำลังดำเนินการ ฟ้องร้องลูกหนี้จัดชั้นสงสัยจะสูญ หรือ NPL ประมาณ 200-300 ราย คิดเป็นมูลหนี้ประมาณ 5,000 ล้าน บาท โดยธนาคารตั้งเป้าฟ้องร้องให้ เสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2547 เพื่อที่จะไม่ต้องตั้งสำรองตามกฎเกณฑ์ใหม่ของธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) ที่กำหนดให้ NPL ที่ไม่มีความคืบหน้าในการปรับโครง สร้างหนี้ในระยะ 2 ปี ทุกธนาคารจะไม่สามารถใช้หลักประกันมาตั้งสำรองได้

นายจำลอง กล่าวต่อว่า ที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญได้อนุมัติให้มีการล้างขาดทุนสะสมของธนาคารที่มีจำนวน 36,000 ล้านบาท ซึ่งภายหลังจากที่นำกำไรสุทธิของปี 2546 มาหักผลขาดทุน ทำให้ตัวเลขขาดทุนสะสมทั้งหมดเหลือเพียง 3,600 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถล้างขาดทุนสะสมทั้งจำนวนได้ภาย ในสิ้นปี 2547 ทั้งนี้ การล้างขาดทุน สะสมต่อไปไม่ต้องขอมติจากผู้ถือหุ้นหากธนาคารมีกำไรในแต่ละไตรมาสก็สามารถนำมาล้างขาดทุน สะสมได้ทันที และไม่จำเป็นต้องแบ่งกำไรสุทธิไปตั้งสำรองเพิ่ม

สำหรับการตั้งสำรองตามเกณฑ์ของ Basel II นั้น ธนาคารมีการบริหารความเสี่ยงตามแนวทาง นี้อยู่แล้ว และได้มีการปรับแนวทาง การบริหารความเสี่ยงให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์อยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนเพิ่มในส่วนนี้

แต่อย่างไรก็ตามอาจจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวจะบังคับใช้ ทั้งนี้ ตามหลัก Basel II ของประเทศที่พัฒนาแล้วจะเน้นการใช้ทุนให้น้อยลง แต่มีการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้นายจำลองยังกล่าว ถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยว่า ภายใน ปี 2547 นี้ อัตราดอกเบี้ยของประเทศสหรัฐอเมริกาจะต้องมีการปรับตัวขึ้นอย่างแน่นอน และถึงแม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่นักลงทุนมองว่าตลาดจะเป็น แรงกดดันให้อัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น

"การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศจะส่งผลให้ดอกเบี้ย ในประเทศปรับตัวขึ้นเร็วกว่าที่คาด ซึ่งหากไม่มีปัจจัยนี้ก็จะรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับนี้ไว้ เพราะถือว่าเหมาะสมกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และหาก อัตราดอกเบี้ยในประเทศจำเป็นจะต้องปรับตัวตามก็จะไม่ส่งผลกระทบในระยะเวลาสั้นเนื่องจากต้องดูปัจจัยด้านอัตราเงินเฟ้อ สภาพคล่องส่วนเกินประกอบไปด้วย" นายจำลองกล่าว



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.